ความเห็นต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในไทย

ช่วยมาร์คทำการบ้าน เอามาลงบล็อคแล้วกันเผื่อจะกลายเป็น Blog-Tag

– ช่วยแนะนำตัวเองคร่าวๆ เช่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ลักษณะการทำงาน
> วิศวกรคอมพิวเตอร์, ผู้ดูแลระบบ, ผู้ดูแลเครือข่าย, เว็บมาสเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิจัย, นักศึกษา (มั่วจริงตู)

– ใช้อินเทอร์เน็ตมานานแค่ไหน? ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงานเยอะน้อยอย่างไร (เช่น ใช้บ้าง หรือ ขาดไม่ได้) ช่วยอธิบายลักษณะการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบคร่าวๆ (เช่น หาข้อมูลบนเว็บ ทำรายการทีวีออนไลน์)
> ตั้งแต่ ป. 5 นับรวมแล้วประมาณ 15 ปี เมื่อขาดอินเทอร์เน็ตแล้วประสิทธิภาพการทำงานลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10

– ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดนผลกระทบจากการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยบ้างหรือไม่? (โดน/ไม่โดน ถ้าโดน เป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน หรือเป็นเจ้าของ/ผู้ดูแลเว็บไซต์ที่โดนเซ็นเซอร์)

> โดนบ้างไม่มากนัก ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน เนื่องจากมักเป็นการบล็อคแบบทั่วประเทศ

– ถ้าได้รับผลกระทบจากการเซ็นเซอร์ ได้กระทำการหลบเลี่ยงหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง (เช่น ใช้ proxy หรือ Tor,
ย้าย ISP, ย้ายเซิร์ฟเวอร์, โพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยตามเว็บบอร์ด/บล็อก) ถ้าไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษช่วยระบุ

> ยังไม่เคยเจอกรณีที่ทำอะไรไม่ได้ แต่โดยมากแล้วเมื่อมีการบล็อคจะทำให้พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป โดยมากแล้วแล้วจะเข้าเว็บที่ถูกบล็อคบ่อยกว่าเดิม เนื่องจากสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นจึงถูกบล็อค

– มีความเห็นอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (เช่น เห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยบางประเด็น ไม่เห็นด้วย) พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ

> __ไม่เห็นด้วยในบางประเด็น__ หลักๆ คือการบล็อคโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่อธิบายได้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเซ็นเซอร์ในบางประเด็นที่ชัดเจนได้ เช่นภาพอนาจารเด็ก

– ในกรณีที่เห็นด้วยเป็นบางประเด็น คิดว่าควรเซ็นเซอร์เรื่องอะไรบ้าง (ตัวอย่าง: การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม สถาบันพระมหากษัตริย์ การก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน ภาพอนาจาร ภาพอนาจารเด็ก การพนัน ฯลฯ)

> ประเด็นที่มีความผิดทางกฏหมาย__อย่างชัดเจน__ เช่น ภาพอนาจาร (ผิดกฏหมายไทยอยู่แล้ว) สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ผิดกฏหมายเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม

– ถ้าเห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ (ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน) คิดว่าการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตควรทำที่ระดับชั้นไหน (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ หรือจะตอบอย่างอื่นก็ได้)
– นโยบายระดับรัฐบาล-กระทรวง
– กฎหมาย
– เกตเวย์ออกกต่างประเทศ (ปัจจุบันมี 3 แห่งคือ CAT, TOT และ True)
– ISP
– องค์กรที่สังกัด (เช่น มหาวิทยาลัย บริษัท)
– พีซี/โน้ตบุ๊ก (เช่น ลงซอฟต์แวร์เซ็นเซอร์)

> กฏหมายบังคับไปที่เกตเวย์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในเชิงเทคนิค อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่นรัฐสั่งบล็อคจำนวนมากและซับซ้อนส่งผลให้เอกชนรับภาระค่าใช้จ่าย แล้วผลักภาระไปให้ผู้บริโภค กรณีอย่างนี้จะจัดการอย่างไร?

– คิดว่าการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ต่างจากสื่อชนิดอื่นๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือไม่

> ต่างกันที่คนมีความเข้าใจมีเพียงจำนวนน้อย ทำให้การจัดการทำได้ไม่ดีนัก หลายครั้งมั่ว และหลายครั้งมีการทำเกินอำนาจที่กฏหมายระบุ

– คุณมีความเห็นต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 อย่างไร

> มั่วซั่ว ตีคลุมอย่างไร้ทิศทาง และขาดความเข้าใจ โดยทั่วไปแล้วสร้างภาพลบให้กับคณะรัฐประหารอย่างทรงประสิทธิภาพ

– คิดว่าระดับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ถือว่ามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ (เท่าที่ทราบมา)

> ไม่มากนักเมื่อเทียบกับจีน และประเทศแถบตะวันออกกลาง

– มีความคิดเห็นต่อประเด็นด้านการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ใน พรบ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างไร

> ขาดบทลงโทษการใช้อำนาจนอกเหนือกฏหมาย เช่นข่มขู่ผู้ให้บริการต่างๆ ในรูปแบบของการขอความร่วมมือ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นอาชญากรรมในเชิงข้อมูลข่าวสาร และทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ไม่ต่างจากการแฮกคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด

– รู้จักกลุ่มต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไทยหรือไม่ คิดว่ามีผลกระทบต่อระดับการเซ็นเซอร์มากน้อยแค่ไหน

> รู้จัก และติดตาม Blog ตลอดเวลา แต่คิดว่ายังมีผลในวงจำกัด

– คิดว่าในอนาคต สถานการณ์การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจะมากขึ้นหรือน้อยลง

> มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะ 5-10 ปี หลังจากนั้นแล้วเมื่อคนไทยตระหนักในสิทธิของการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ภาครัฐน่าจะระมัดระวังในการกระทำการใดๆ มากกว่านี้

– ความเห็นอื่นๆ ต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต

> การเรียกร้องในวันนี้ยังไม่มีผลเท่าใดนักเพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังอยู่ในวงจำกัด และกลุ่มผู้ใช้ยังเป็นเด็กอยู่เป็นจำนวนมาก แต่อนาคตเมื่อการกระจายตัวในการเข้าถึงได้กว้างขึ้น และกลุ่มผู้ใช้เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ การกระทำเช่นในอดีตจะถูกต่อต้านมากกว่านี้ตามระยะเวลา

ไม่รู้มาร์คส่งให้ใครทำบ้าง แต่อยากเห็นความเห็นของ[พี่เฮ้าส์](http://house.exteen.com/), [คุณเทพพิทักษ์](http://thep.blogspot.com/), และ[ต่าย](http://ipats.exteen.com/) ดูมั่ง ถ้าว่างๆ ลองทำดู

 

Badminton

ช่วงนี้กำลังบ้าตีแบต หลังจากเชื่อมาตลอดว่าการเล่นกีฬาควรหากีฬาที่เล่นคนเดียวได้ จะได้เล่นได้ประจำ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าไม่ได้เล่นไป

เรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่งคือมีคนอยากเล่นกีฬามากกว่าที่ผมคิด มันติดอยู่ที่ไม่มีใครเปิดปากชวนเท่านั้นแหละ

ลงตังค์ไปเยอะ มาเล่าให้ฟังกันหน่อย

– ไม่แบตรุ่นแพงๆ จะมีน้ำหนักไม้ประมาณ 85 กรัม ต่างจากนี้ไม่มากนัก
– รุ่นแพงๆ จะรองรับความตึงของเอ็นที่ขึงได้ประมาณ 26 ปอนด์ขึ้นไป ส่วนรุ่นรองๆ ลงมาอาจจะได้สัก 20-22 ปอนด์
– ลูกขนไก่โดยทั่วไปแล้วไปซื้อที่คอร์ดอาจจะจนได้ เพราะลูกจีนแดงกระป๋องละร้อย พี่จะขายกัน 240 (เพิ่มอีก 9 บาทไปซื้อ Dunlop ได้กระป๋องนึง)
– ลูกขนไก่ต่อให้ซื้อแบบถูกสุดแล้วก็ยังเปลือง ถ้าเล่นขำๆ เล่นลูกพลาสติกแบบดีๆ หน่อยก็ยังถูกกว่า
– รองเท้าควรพอดี สำคัญมากเพราะแบตต้องวิ่ง/เบรก เยอะมาก รองเท้าเดิมผมมันหลวม ใส่ไปเล่นครั้งแรกๆ ข้อเท้าจะพลิกเอาอยู่หลายรอบ
– หลังๆ ได้ยินยี่ห้อจีน Tailai เยอะ เห็นว่าดีใช้ได้เหมือนกัน ไว้เล่นได้อีกพักใหญ่ๆ ว่าลงทุนคุ้มแน่ๆ จะลองไปซื้อมาใช้ดู
– ยางพันด้ามจับถูกสุด 35 บาท หลายคนบอกมาว่าถ้าไม่ซีเรียสมากก็ใช้แบบถูกสุดนั่นแหละ แล้วเปลี่ยนบ่อยๆ เอา

ปล. พี่ป๊อกเคยมาคอมเมนต์ไว้นานแล้วว่า หนึ่งในความสามารถที่ชวนให้สาวมองได้ก็กีฬานี่ล่ะ

 

ความล้มเหลวของ OLPC

ผมเคยเขียนบทความขนาดยาวเรื่องของ OLPC ไปแล้วมาวันนี้ดูเหมือนว่าโครงการนี้จะลงหม้อไปเรียบร้อยแล้ว เลยลองมานั่งนึกๆ ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

– โครงการ OLPC เสนอนวัตกรรมมากเกินไปในครั้งเดียว ทั้งจอแบบพิเศษ, Mesh Network, Sugar, ฯลฯ มันมากเกินไป ในครั้งเดียว คงจะดีกว่านี้ถ้า Mesh Network มาใน OLPC XO 2.0 และ Sugar ตามมาใน XO 3.0
– ลืมจุดขายของตัวเอง ประเด็นของ OLPC นั้นคือ 100 ดอลลาร์ นวัตกรรมในข้อที่แล้ว เรื่องนี้ Classmate PC กินขาด เพราะเสนอนวัตกรรมแบบเบาๆ เครื่องเดิมๆ แต่เบาลง การใส่อะไรเข้าไปเยอะทำให้สุดท้ายแล้ว OLPC ทำราคาที่อ้างไว้ไม่ได้
– ปฏิเสธการค้า จุดพลาดอย่างยิ่งใหญ่คือการปฏิเสธการทำตลาดในเชิงการค้า จริงๆ แล้วจนทุกวันนี้ผมยังไม่เห็นใช้งาน Classmate PC ในเมืองไทยอย่างจริงจัง (ทางอินเทลเรียกผมไปได้นะครับ) แต่ Eee PC ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกันนั้น ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากมาย ซื้อไป “ให้ลูกใช้” ทำไม OLPC จึงหวังแต่ว่าเด็กควรได้รับแจกฟรี ในเมื่อบางประเทศที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ อย่างไทย มีพ่อแม่จำนวนมากพร้อมจะซื้อเครื่อง OLPC ให้ลูกใช้อยู่แล้ว

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองยังคงเชื่อใน 100 ดอลลาร์ ของโครงการ OLPC อยู่ และเชื่อว่าถ้าวันหนึ่งแล้วเครื่อง Nettop จะลงไปยังราคานั้นได้ มันจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการศึกษาของโลก แทนที่จะเป็น Gadget ประจำกายมือไอทีเช่นทุกวันนี้

หวังว่าเราจะได้เห็น Nettop สักเครื่องกลายเป็น 100 ดอลลาร์จริงๆ ในเร็ววัน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็น OpenBook

 

เห็นต่าง

วันนี้เดินไปซื้อรองเท้ากีฬา เดินไปอย่างสบายใจและกำลังลองรองเท้าอยู่ หันไปอีกทีก็เห็นทั้งบ้านกำลังดู ASTV

ผมเกลียด ASTV เพราะคิดว่ามันเป็นทีวีปลุกระดมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลทางการเมือง และผลประโยชน์ของสนธิเท่านั้น

แต่ผมยังซื้อรองเท้าต่อไป แม่ค้าถามว่าจะเอาถุงเท้าเพิ่มไหม ผมไปดูแบบแล้วไม่ถูกใจเลยปฏิเสธไปยิ้มๆ แล้วเดินออกมาพร้อมรองเท้า

เรื่องหนึ่งที่ผมไม่ชอบ เวลาอ่านเว็บบอร์ดราชดำเนินคือการจับขั้วกันอย่างสุดโต่ง ผมเห็นกระทู้จำนวนมาก อารมณ์ประมาณว่า “ร้านนี้เปิด ASTV จะไม่เข้าแล้ว ขอให้มันเจ๊ง” และความเห็นสนับสนุน พร้อมกับด่าแช่ง “ฝั่งตรงข้าม”

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ผมเชื่อว่าเราควรตระหนักให้มั่นว่า “ฝั่งตรงข้าม” นั้นเป็นคนไทย และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ นี่คือคนที่เราต้องอยู่ร่วมประเทศไปอีกตลอดชีวิต

ไม่ว่าอย่างไรเสียเราก็ยังเป็นคนไทยเหมือนๆ กัน ไม่ควรมีการเสนอให้ “ไปอยู่ประเทศอื่น” เกิดขึ้นอีกในบ้านเมืองนี้

เรามีปัญหากัน เราพยายามแก้ปัญหา เราเรียนรู้จากปัญหา แล้วเราจะกลับมาอยู่ร่วมกันเหมือนเดิม

ไม่ใช่ว่า เรามีปัญหา เราฆ่ากัน ใครชนะครองประเทศ