iPhone 7

screenshot_2016-09-08_01-25-39

เรื่องที่เสียใจที่สุดไม่ใช่การที่แอปเปิลตัดรูหูฟังออก (อีกไม่กี่ปี มือถือจำนวนมากก็น่าจะตัดออกเหมือนกัน) แต่เป็นการที่แอปเปิลเลือกจะตัดรูหูฟังโดยใช้พอร์ต Lightning

มันแปลว่าแอปเปิลจะต้องซัพพอร์ต Lightning ไปอีกนานเพราะชวนลูกค้าซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มอีกอย่างไปแล้ว

มันแปลว่าความฝันที่ว่ามือถือ (และแลปทอป) ทั้งหมดจะหันมาใช้พอร์ตร่วมกันทั้งโลก จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในอีกสองสามปีข้างหน้า

แอปเปิลมีโอกาสที่ดีที่สุดที่จะรวบทุกพอร์ตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ถ้า iPhone 7 ใช้ USB-C (เหมือน MacBook) มันจะเป็นสัญญาณของการรวบพอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวครั้งใหญ่ที่สุด

แม้แอปเปิลตัดพอร์ตหูฟังไป แต่อุปกรณ์เสริมก็จะไมใช่ของแปลกประหลาด การลงทุนกับอุปกรณ์เสริมจะเป็นเรื่องเล็กหากมันสามารถใช้งานได้ทุกที่

โลกได้พลาดโอกาสนั้นไปแล้ว

 

แฟนเดย์ (spoil)

TL;DR น่าจะเป็นเรื่องที่ชอบที่สุดในบรรดาหนัง GTH (เปลี่ยนชือค่ายแล้วแต่ก็รวมว่าแนวนี้แล้วกัน)

  • โลโก้ GDH วนไปมาสองรอบ และขึ้นชื่อก่อนหนังอีกรอบ เอียน (และก็ยังคิดว่าชื่อเต็มมันเห่ยนะ เทียบกับ GTH)
  • ไม่เจอโฆษณา (ไม่) แฝงแบบน่าเกลียดเลย จบเรื่องแทบก้มลงกราบพื้นโรง ทำให้ได้อย่างนี้ทุกเรื่องนะครับ
  • เจอแบรนด์เดียวในเรื่องคือ Jazz ทั้งรถและพูดถึงตอนหลัง แต่ไม่น่าเกลียดอะไร ของแบบนี้ถ้าได้เงินแล้วเข้ากับเรื่องก็ใช้ไปเถิด แบบเดียวกับแป๊บซี่ ในกวนมึนโฮ
  • ที่ขัดใจที่สุดคือความจำเสื่อมแบบ TGA มันจะไกลถึงสามสี่ปีเลยเหรอ? (ไม่เชื่อ แต่ยังไม่ได้หาข้อมูล) และเจอไอ้ที่ว่าวันต่อมาจะหายเองแล้วลืมวันนี้แบบแน่นอนอีก (อันนี้ยิ่งโคตรไม่เชื่อ)
  • แต่โอเค มันคือการประกาศกฎของ universe ในหนัง แม้จะตะงิดๆ ก็ตาม
  • ขัดใจรองลงมาคือตอนมึนๆ ของนางเอกกับยอมไปเที่ยวต่อ (หรือแม้แต่ไปกินข้าว) ง่ายไปหน่อย เพื่อให้เชื่อได้มันน่าจะเครียดกว่านี้อีก
  • ที่ชอบหลักๆ คือมันเป็นหนังรักที่เครียด ดูคนเขียนบทจะไม่ได้พยายามทำให้มันเป็นรักหวานแหววนัก แม้แต่วิดีโอตอนนางเอกมีความสุขก็ไม่ได้ใส่ไว้ในฉากกลางเรื่องช่วงไปเที่ยว
  • ฉากที่ดูจะมีความสุขเลยถูกครอบด้วยนาฬิกานับถอยหลังตลอดเวลา ถ้าเล่นกับความเครียดเรื่องเวลาของพระเอกได้น่าจะกดให้เรื่องเครียดขึ้นอีก
  • พระเอกไม่ได้ geek มันแค่เข้าสังคมไม่เป็น geek จำนวนนึงอาจจะชอบพูดเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ แต่ประเภทพูดเลวๆ ใส่คนอื่น (อย่างน้องที่มาขอบคุณคนแรก) หรือทำตัวประหลาดนี่เป็นปัญหาอีกอย่าง
  • มันมี geek จำได้จริงๆ เหรอว่าปีไหนติ๊กปีไหนต๊อก? (ที่เคยข่าวก็เขียนตาม press ของอินเทลอย่างเดียว)
  • นิสัยแบบนี้ต่อให้คบกันจริงๆ หลังจบเรื่องก็น่าจะมีปัญหานะ
  • แล้วมันจะรอปรับ process ผลิตซีพียูค่อยรอซื้อใหม่ทำไม (ว่ะ) ออกรุ่นใหม่ครบอายุเครื่องเก่าก็ซื้อไปเถอะ
  • สายซิงก์แอนดรอยด์… หลานของสายบีบี อนาคตแม่งจะมีสายซัมซุง (เรียกสาย USB กันแล้วโลกสลาย)
  • การกระทำอย่างเดียวกัน ถ้าเกินเลย ถ้าเขาชอบก็น่ารักดี ถ้าไม่ชอบก็น่ารังเกียจ
  • ตอนจบตัดพอดีล่ะ
 

สแตมป์, สิทธิ์แลกซื้อ, และสมาชิก

เห็นโพสนี้ของ @tpagon เลยคิดขึ้นได้ว่าจะเขียนเรื่องนี้นานแล้ว

ในหนังสือ Data and Goliath พูดถึงเรื่องการสมัครสมาชิกสะสมแต้มว่าตัว Bruce ไม่ชอบใช้นัก เพราะมันติดตามตัวได้  เลยมานึกได้ว่าในระบบสมนาคุณลูกค้า ความสามารถในการติดตามตัวนั้นต่างกัน

  • สมาชิก บัตรสมาชิกทั้งหลาย รวมถึงบัตรจ่ายเงินที่ลงทะเบียนชื่อ มีอำนาจการติดตามสูงสุด มันผูกพฤติกรรมการใช้งานของเราเข้ากับตัวตนของเราอย่างสมบูรณ์ ผู้เก็บข้อมูล จะรู้ว่า ใคร จ่ายอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน แม้เราเลิกใช้งานแล้วก็ยังมีข้อมูลตัวตนเราผูกกับประวัติในอดีตว่าเราเคยซื้ออะไร ที่ไหน เมื่อไหร่
  • สิทธิ์แลกซื้อ อันนี้ของ 7-11 ในความเป็นจริงน่าจะเทียบเท่ากับบัตรจ่ายเงินที่ไม่ลงทะเบียน มันมีอำนาจการติดตามข้ามครั้งการจ่าย ครั้งที่แล้วจ่ายอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ (จึงได้สิทธิ์แลกซื้อมา) และผูกเข้ากับการจ่ายครั้งต่อๆ ไป (อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่) มันไม่มีอำนาจในการติดตามตัวตน (เพราะเราไม่ได้ให้ข้อมูล) กรณีของบัตรจ่ายเงิน อำนาจการติดตามการจ่ายจะค่อนข้างมาก เพราะเราใช้ต่อเนื่องยาวนาน ทำให้รู้พฤติกรรมมากขึ้น เช่น มักจะขึ้นรถไฟที่ไหน ลงที่ไหน ซื้ออะไรบ่อยๆ ฯลฯ เมื่อเราเลิกใช้แล้วและพฤติกรรมเปลี่ยนไป (เช่นย้ายบ้าน) และเปลี่ยนบัตร ก็ยากที่จะผูกข้อมูลเดิม เข้ากับตัวตนของเรา
  • สแตมป์ ใกล้เคียงเงินสด (ไม่เหมือนทีเดียวเพราะจริงๆ ธนบัตรยังมีเลข) แต่ลักษณะการใช้งานคือไม่สามารถติดตามได้ว่าสิทธิ์นี้ได้มาจากไหน เมื่อไหร่ เพราะอะไร เราอาจจะใช้ 7-11 สองสาขาที่บ้านและที่ทำงาน แต่ไม่ว่าเราจะใช้ยาวนานแค่ไหนก็ไม่สามารถผูกข้อมูลได้ว่ามีการใช้งานข้ามไปมาระหว่างสาขา
 

Password Manager

มีคนถามมานานแล้วว่าใช้ Password Manager อะไรดี ส่วนตัวแล้วไม่เคยตอบได้ (เอาจริงๆ ถ้าใช้แล้วตั้งรหัสกันได้ดีขึ้น ตัวดังๆ ก็ดีหมด) เลยมาตั้งคำถามว่า “ดี” คืออะไร มองนิยามของตัวเอง

  • ใช้งาน offline ได้: ยุคนี้เราบ้า cloud กันเกินจำเป็นไปหน่อย จริงๆ โดยตัว cloud มันไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับ password manager มันควรมีทางเข้าทางออกชัดเจน ว่าไฟล์เข้ารหัสแล้วค่อยขึ้น cloud จะ backup ก็ออกไฟล์ไป
  • ใช้งานบนเดสก์ทอปได้: อันนี้เป็นความจำเป็นส่วนตัว ไม่ชอบใช้บน mobile อย่างเดียว (คำแนะนำนี้เลยอาจะไม่ตรงคนอื่นนัก)
  • มีการตรวจสอบชัดเจน: code audit คงจำเป็นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง สำหรับซอฟต์แวร์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง
  • โอเพนซอร์ส: อันนี้ไม่จำเป็นนัก แต่ก็เพิ่มโอกาสให้การตรวจสอบวงกว้างทำได้ง่ายขึ้น (ซึ่งถ้าเป็นแอปได้รับความนิยมสูง มันก็มีคนตรวจเยอะจริงๆ)

หามาตัวเลือกแรกกลับเป็น vim เพราะมีฟีเจอร์เข้ารหัสในตัว (:X) ใช้การเข้ารหัสแบบ blowfish เปิดที่ไหนก็ได้ มี vimtouch ใช้บนโทรศัพท์มือถือได้ แต่ปรากฎว่าไม่ผ่านเพราะ vimtouch เป็น vim 7.3 ที่ใช้การเข้ารหัส blowfish ที่มีช่องโหว่ ต้องเลือกเป็น blowfish2 ที่แก้ไขแล้ว แม้ว่าบนลินุกซ์ส่วนใหญ่จะรองรับ แต่เอามาเปิดบน mobile ไม่ได้

ค้น Password Manager บน Google Play ตกข้อ offline เกือบหมด แทบทุกตัวชอบซิงก์คลาวด์ หรือไม่ก็ต้องต่อเน็ตเพื่อโฆษณา ผ่านตัวเดียวคือ Keepass2Android Offline อันนี้ตรงหมด ไม่มี permission ออกเน็ตเวิร์ค, export ไฟล์ฐานข้อมูลไปใช้บนเดสก์ทอปได้ ตัวโครงการหลัก keepass2 อยู่บนลินุกซ์ส่วนใหญ่อยู่แล้ว, โอเพนซอร์ส, และสหภาพยุโรปกำลังทำ code audit ให้ (อันนี้ขี้โกงหน่อย คือยังไม่ได้ทำ แค่จะทำ)

สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้แนะนำตัวไหนเป็นพิเศษ แค่ว่าเลือกตัวที่น่าเชื่อถือหน่อย อ่านสิทธิ์ว่ามันต้องการสิทธิ์อะไรไปทำไม และดูหน้าตา+ฟีเจอร์ว่ามันตรงการใช้งานไหม