2016

ผ่านมาครบปี คงเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการพัฒนาตัวเอง (หลังจากเรื่อยๆ มาตั้งแต่เรียนโทจบ)

เรื่องที่ดีที่สุดคงเป็นการกลับมาท่องศัพท์จริงจังอีกรอบ หลังจากพบว่าศัพท์ในหัวน้อยเกินไป ท่องแบบไม่ใช่ deck สำเร็จรูป แต่เวลาเจอศัพท์ที่ไม่รู้ก็จด แล้วเอามาหา Google Dictionary แล้วยัดลง Anki นั่งท่องไปเรื่อยๆ

เปรี้ยวตั้งเพิ่มศัพท์ใหม่วันละ 20 คำ (อันนี้ใครอยากใช้ Anki ตามต้องเตือนเลยว่าวันละ 10 คำก็โหดแล้ว) ดูน้อยแต่ระบบทบไปเรือยๆ ของ Anki ทำให้เวลาท่องไปเรื่อยๆ จะเจอประมาณวันละ 120-150 คำ ถ้าวันไหนหยุดก็ทบจนระเบิด ตั้ง max ไว้ 200 ต้องมาเคลียร์ออกหลายวันกว่าจะหมด ทำได้อยู่นานแต่พอมาธันวาแล้วธาตุไฟแตก ทำไม่ได้อีกเลย แต่กลับมาอ่านหนังสืออีกทีก็เออ ต้องข้ามหรือหาศัพท์น้อยลงจริงๆ

ที่บ้านซื้อจักรยานนอนปั่น (จะได้อ่านหนังสือไปด้วย) มาหลายปี ปั่นอยู่เรื่อยๆ แต่ปีที่ผ่านมาไม่ได้ปั่นเลย เพราะหน้าจอวัดความเร็วเสีย พยายามซ่อมอยู่พักนึงแล้วยอมแพ้ สุดท้ายพบว่าซื้อเซ็นเซอร์ความเร็วจักรยานมาแปะๆ เอาก็ใช้ได้ กลับมาปั่นต่อไป

ปีนี้อ่านหนังสือเยอะขึ้น หลังจากอ่านน้อยลงมาหลายปีติด เพราะบังคับตัวเองอ่านภาษาอังกฤษ (ซึ่งทำให้อ่านช้าลงมากๆ) แต่เจองาน Bad Wolf เข้าไป ดูอาการแล้วอัตราการดองหนังสือจะแย่ลงเรื่อยๆ

สิ่งที่ล้มเหลวคือไม่ได้ออกงานวิจัยเลย (กราบขออภัยอาจารย์พฤษภ์) ไม่ได้เขียนหนังสือ (อย่าว่าแต่ออก เขียนยังไม่ได้เขียน) และเขียนบทความยาวน้อยเกินไป

 

Jean-François Lyotard

jean-francois_lyotard_cropped

Knowledge is and will be produced in order to be sold, it is and will be consumed in order to be valorised in a new production: in both cases, the goal is exchange.
Jean-François Lyotard

Just for remarking the new thing in my collection.

 

ผู้เคยรู้

สมัยผมเด็กๆ ด้วยความสนใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์แต่เด็ก และภาษาอังกฤษไม่ดีพอ ผมตะลุยอ่านหนังสือและบทความภาษาไทยจำนวนมาก อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็อ่านไปเรื่อยๆ

วงการหนังสือไทยไม่ได้ใหญ่นัก ชื่อนักเขียนก็มักจะวนเวียนไปมา ยิ่งผมได้อ่าน ก็ยิ่งทึ่งกับความสามารถของคนในยุคนั้นว่าเขาช่างเชี่ยวชาญจนผมไม่คิดว่าจะมีวันไล่ตามทัน

กรอไปข้างหน้าสิบปี ผมได้มีโอกาสฟังบรรยายจากหนึ่งในผู้ที่ผมเคยตามอ่านมานาน นับเป็นโอกาสที่ผมรอคอยมาตั้งแต่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสแบบนั้น ความคาดหวังคือพวกเขาที่เคยเป็นผู้รู้มาตลอด น่าจะยังคงห่างไกลจากผมไปอีกหลายสิบปีเช่นเคย

แต่แล้วผมก็งงงวยกับสิ่งที่ได้ฟัง ความรู้ทางวิทยาการหลายอย่างที่บรรยายผิดไปจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อห้าปีก่อนหน้านั้น ปัญหาที่ถูกยกขึ้นมาเป็นปัญหาเก่าที่ไม่ได้รับความสนใจนัก

ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมๆ กับผิดหวังไปพร้อมกัน

หลายปีผ่านมา ผมพบความจริงว่าคนเราไม่สามารถ เชี่ยวชาญเรื่องเดิมๆ ได้ตลอดไป ผมเองเคยสอนรุ่นน้องสมัยมหาวิทยาลัย ในยุคหลังก็พบว่าบรรยายแบบเดิมได้แย่ลง ความเชี่ยวชาญเรื่องอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น แลกมาด้วยความเชี่ยวชาญบางเรื่องที่สูญหายไป

ผมพบว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่สามารถติดตามเรื่องราวที่เคยให้ความสนใจสมัยเด็กๆ ได้อีกแล้ว มันมีเรื่องราวที่ต้องติดตาม และมีความรับผิดชอบมากเกินไป

ผมแค่ภาวนาว่าเมื่อผมเสียความเชี่ยวชาญบางเรื่องไป ผมจะรู้ตัวก่อนและไม่กลับไปพูดเรื่องเหล่านั้นอีก

 

ขอบคุณที่มาส่ง และเราคงไม่พบกันอีก

ชีวิตนักอ่านของผมที่ขอบคุณที่สุดคงเป็นพ่อผมเอง มีวางนโยบาย “หนังสือคือสิ่งจำเป็น” มาโดยตลอด ผมซื้อของในห้างเกินพันครั้งแรกก็คือหนังสือ (และมองกลับไปตอนนั้นยังคิดว่าทำไมซื้อเยอะขนาดนั้น แต่ตอนนี้ผมซื้อได้เล่มเดียว) แต่อีกในช่วงเวลาก็มีนักเขียนอีกคนที่มีอิทธิพลต่อการอ่านของผมเป็นอย่างมาก

ผมพบหนังสือของเขาในร้านหนังสือระหว่างนั่งรถเมลกลับบ้านและตัดสินใจหยิบมันกลับมาเล่มหนึ่ง พบว่ามันสนุกดีและหลังจากนั้นก็ซื้อหนังสือของเขามาเรื่อยๆ แต่จุดสำคัญคงเป็นหนังสือนิยายประวัติศาสตร์ จากวิชาน่าหลับสมัยมัธยมต้น หนังสือเล่มนั้นเปิดโลกว่าประวัติศาสตร์และการเรียนรู้จากอดีตเป็นอย่างไร ผมมองวิชาประวัติศาสตร์ไปอีกแบบ อ่านหนังสือที่ดูจะอ่านยากๆ ได้มากขึ้น มุมมองที่ยังคงงงๆ แต่จากเนื้อเรื่องที่ดึงประวัติศาสตร์มาใช้อย่างก้าวกระโดดไปมา แต่ทั้งหมดก็ทำให้การอ่านหนังสือเชิงวิชาการมีความสนุกขึ้นอย่างมาก

ผมยังคงอ่านหนังสือของเขาทุกเล่ม (ทุกเล่มจริงๆ) อยู่หลายปี ซื้อหนังสือและมีโอกาสขอลายเซ็นอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่คนเก็บหนังสือ และโดยเฉพาะไม่ได้เป็นคน “รักษา” หนังสือเท่าใดนัก

สิ่งที่เคยจุดประกายให้ผมอ่านหนังสืออีกหมวดหนึ่งที่ผมอาจจะไม่อ่านเลยหากไม่ได้มีการจุดประกายไว้อย่างสนุกสนานและอ่านได้ง่ายก่อนหน้า กลับเริ่มถูกตั้งคำถามว่าภายใต้ความง่ายและความสนุกนั้นมันถูกเลือกอย่างจงใจ ถูกวางจังหวะและเวลามาอย่างระมัดระวัง

ถึงจุดหนึ่งผมพบว่าผมสนุกกับประวัติศาสตร์ได้เอง ผมพบว่าความ “ง่าย” นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนาเท่าใดนักอีกต่อไป ผมอ่านผลงานในช่วงหลังแล้วพบว่าการเปิดโลกว่าหนังสือเล่มหนึ่งไม่ใช่เพียงเขียนเพื่อความสนุกแต่อ้างอิงความจริงเป็นฐาน ในความบิดเบี้ยวจากความเป็นจริงแล้วก็น่าสงสัยว่ามันจะบิดต่างจากการจินตนาการล้วนๆ มากน้อยแค่ไหน

ผมหยุดอ่านหนังสือของเขาไปนาน หนังสือเล่มหลังๆ ที่ซื้อมาผมพบว่าอ่านไม่จบ จนบางเล่มก็ไม่เคยเปิดอ่าน

ผมยังจำความตื่นเต้นของเด็กม. 3 ที่แอบเปิดไฟอ่านหนังสือใต้ผ้าห่มเพราะไม่สามารถหยุดอ่านหนังสือเล่มแรกๆ นั้นได้ และมันคงเป็นส่วนหนึ่งของผมไปตลอดกาล

อย่างไรก็ดี เมื่อผมเห็นหนังสือเหล่านั้นอีกครั้่ง ผมก็คิดในใจกับพวกมันว่า

“ขอบคุณที่มาส่ง และเราคงไม่ได้พบกันอีก”