โลกที่ไม่ลืม

เรามีหนังและมีนิยายมากมากเกี่ยวกับ “ความสามารถพิเศษ” ที่พูดถึงคนที่ความจำดีอย่างเกินธรรมชาติ เราพูดถึงความเจ๋งไปพร้อมๆ กับความทรมานกับการสูญเสียความสามารถในการลืมไป

แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเรา “ทุกคน” กลับมีความสามารถแบบเดียวกันนี้

โลกที่ไม่ลืมเป็นความฝันของนักวิจัยที่อย่าง Mark Weiser ที่ทำนายไว้ว่าจะมีวันหนึ่งที่พื้นที่เก็บข้อมูลของเรามากพอ จนกระทั่งเราไม่ลบอะไรอีกเลย โดยเขาทำนายไว้ที่ความจุ 1TB ที่ทุกคนจะไม่สนใจลบไฟล์อีก

ซึ่งไม่จริง ทุกวันนี้ภาพความละเอียดสูง วิดีโอ 4K, วิดีโดสโลวโมชั่น ทำให้เราผลิตข้อมูล 1TB ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้อย่างง่ายดาย เราสามารถผลิตข้อมูลมหาศาลจนเราเองไม่สามารถหาที่เก็บมันได้อย่างเพียงพอ เมื่อเราเลือกเก็บ ข้อมูลบางส่วนหายไประหว่างทาง ภาพความละเอียดสูงหายไปกับฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า เหลือเพียงภาพความละเอียดต่ำที่อัพโหลดไว้บางภาพ

ขณะเดียวกัน ภาพใหม่ๆ จำนวนมหาศาลก็ทำให้เรา “ลืม” ภาพเก่าๆ ไปจำนวนมาก แม้มันจะกองอยู่ในฮาร์ดดิสก์โน้ตบุ๊ก ห่างจากมือของเราไปไม่กี่มิลลิเมตรอยู่ทุกวันก็ตามที

แต่ปัญญาประดิษฐ์ กำลังทำให้เราทุกคนเสียความสามารถในการลืมไปอย่างถาวร….

 

หลายก่อนที่เป็นช่วงก้าวกระโดดของวงการสตอเรจในคอมพิวเตอร์ โลกเพิ่งเห็นแผ่นซีดี, ฮาร์ดดิสก์ขนาดเกิน 1GB, เทปขนาดหลายร้อยเมกกะไบต์ สิ่งหนึ่งเราเรามักจะเอามาเทียบกับความจุเหล่านี้คือจำนวนหน้าหนังสือ หรือบางทีก็เอามาเทียบว่าเป็นไบเบิลกี่เล่ม

ประวัติศาสตร์และคำสอนของศาสนาคริสต์ทั้งหมด รวมอยู่ในข้อความแบบยังไม่บีบอัดเพียง 4.3MB เท่านั้น คำสอนนี้นิยามตัวตนของผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนจำนวนมหาศาล ขณะที่ข้อมูลระดับเทราไบต์ที่เราถ่ายวิดีโอช่วงเวลาสั้นๆ ของเรากลับไม่ได้บอกตัวตนอะไรเรามากมายนัก

ไม่ว่าจะบอกว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า หรือคนศาสนาอื่นอาจจะบอกว่าเป็นความสามารถของเหล่า Apostle ในศาสนา แต่ไบเบิลก็ถูกบีบอัดข้อมูลประวัติศาสตร์นับพันปีมาอย่างปราณีต ข้อมูลช่วงสำคัญถูกเลือก ถูกเล่าในรูปแบบที่เน้นถึงจุดสำคัญ จนกระทั่งออกมาเป็นหนังสือที่มีจำนวนอักขระไม่ได้มากมายกว่าหนังสือหนาๆ เล่มอื่นๆ ในโลก

เราเห็นพลังของการบีบอัดเอาช่วงสำคัญเช่นนี้ เช่น จดหมายเหตุของชาติต่างๆ, บันทีกที่เหล่าขัณฑีบันทึกการกระทำของฮ่องเต้ในจีน, ปูมเรือที่จดโดยเหล่าลูกเรือ

ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาทำหน้าที่นี้ให้กับ… ทุกคน

 

ปัญญาประดิษฐ์แสดงความสามารถสำคัญหลายอย่างที่จะบีบอัดเรื่องราวของเราไว้ให้มีขนาดเล็กแบบเดียวกับไบเบิลที่เลือกสรรค์ประวัติศาสตร์มาเป็นอย่างดี เมื่อเราถ่ายรูป ปัญญาประดิษฐ์เริ่มมีความสามารถในการบรรยายรูปภาพเหล่านั้นดีขึ้นเรื่อยๆ

คงไม่ใช่เรื่องยากที่วันหนึ่งเราถ่ายภาพทิ้งขว้าง ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถแนะนำให้เราลบภาพที่ไม่มีค่า (เช่นเบลอหรือถ่ายพลาด) ออกได้ทันที ภาพทุกภาพจะถูกบรรยายอย่างละเอียด ใครอยู่ในภาพบ้าง เป็นงานอะไร กำลังทำอะไร หากเราพบใครสักคนเป็นครั้งแรก ปัญญาประดิษฐ์จะบันทึกวันที่เราพบกันไว้อย่างแม่นยำ

เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อพื้นที่ดิสก์เริ่มเต็ม ปัญญาประดิษฐ์จะเลือกลบ หรือย่อรูปที่ไม่มีคุณค่าออกจากระบบ ภาพบางภาพจะถูกครอปเฉพาะจุดสำคัญ วิดีโอความละเอียดสูงถูกตัดเลือกช่วงเวลาสำคัญที่สุด เวลาอื่นๆ ถูกย่อลงเหลือความละเอียดต่ำหรือเลือกภาพแค่บางเฟรมออกมา

 

ข้อมูลดิบหายไป แต่ความทรงจำของเราถูกบรรยายไว้อย่างปราณีต เรื่องราวที่เราพบเจอถูกบันทึกเป็นข้อความอย่างละเอียด ข้อความทั้งหมดที่บรรยายชีวิตของเราแต่ละวันอาจจะไม่กี่ร้อยกิโลไบต์ แต่มันกลับเป็นบันทึกที่ละเอียดจนไม่มีใครทำได้ แต่ละปีข้อมูลที่ถูกจดบันทึกนี้มีเพียงไม่กี่สิบเมกกะไบต์ มูลทั้งชีวิตของเราที่ไร้ภาพ กลับถูกบรรยายไว้ทุกแง่มุมในขนาดรวมไม่กี่กิกะไบต์ ภาพสำคัญ วิดีโอ เสียง ฯลฯ ถูกลิงก์เข้ากับข้อความแต่ละส่วน

เมื่อเราพบกับใครสักคนและได้ร่วมงานหรือพบเจอกัน เราจะสามารถดึงความสัมพันธ์ของเรากลับมานั่งทบทวนได้ทั้งหมด

เราจะไม่ลืมอีกต่อไป

 

ผมไม่รู้ว่าเราจะความสุขกับโลกแบบนี้ไหม ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับการที่เฟซบุ๊กเตือนให้เพื่อนๆ มาอวยพรวันเกิด การที่เราจำเรื่องราวของกันและกันได้อย่างละเอียด แต่เราก็รู้ว่าต่างฝ่ายต่างไม่ได้จำจริงๆ แต่เป็นความทรงจำที่คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการให้เช่นนี้เป็นสิ่งที่เราจะอยู่ร่วมกับมันอย่างไร

คงเป็นคำถามที่เราจะได้คำตอบกันในช่วงชีวิตของเราเอง

 

iPhone 7

screenshot_2016-09-08_01-25-39

เรื่องที่เสียใจที่สุดไม่ใช่การที่แอปเปิลตัดรูหูฟังออก (อีกไม่กี่ปี มือถือจำนวนมากก็น่าจะตัดออกเหมือนกัน) แต่เป็นการที่แอปเปิลเลือกจะตัดรูหูฟังโดยใช้พอร์ต Lightning

มันแปลว่าแอปเปิลจะต้องซัพพอร์ต Lightning ไปอีกนานเพราะชวนลูกค้าซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มอีกอย่างไปแล้ว

มันแปลว่าความฝันที่ว่ามือถือ (และแลปทอป) ทั้งหมดจะหันมาใช้พอร์ตร่วมกันทั้งโลก จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในอีกสองสามปีข้างหน้า

แอปเปิลมีโอกาสที่ดีที่สุดที่จะรวบทุกพอร์ตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ถ้า iPhone 7 ใช้ USB-C (เหมือน MacBook) มันจะเป็นสัญญาณของการรวบพอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวครั้งใหญ่ที่สุด

แม้แอปเปิลตัดพอร์ตหูฟังไป แต่อุปกรณ์เสริมก็จะไมใช่ของแปลกประหลาด การลงทุนกับอุปกรณ์เสริมจะเป็นเรื่องเล็กหากมันสามารถใช้งานได้ทุกที่

โลกได้พลาดโอกาสนั้นไปแล้ว

 

Password Manager

มีคนถามมานานแล้วว่าใช้ Password Manager อะไรดี ส่วนตัวแล้วไม่เคยตอบได้ (เอาจริงๆ ถ้าใช้แล้วตั้งรหัสกันได้ดีขึ้น ตัวดังๆ ก็ดีหมด) เลยมาตั้งคำถามว่า “ดี” คืออะไร มองนิยามของตัวเอง

  • ใช้งาน offline ได้: ยุคนี้เราบ้า cloud กันเกินจำเป็นไปหน่อย จริงๆ โดยตัว cloud มันไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับ password manager มันควรมีทางเข้าทางออกชัดเจน ว่าไฟล์เข้ารหัสแล้วค่อยขึ้น cloud จะ backup ก็ออกไฟล์ไป
  • ใช้งานบนเดสก์ทอปได้: อันนี้เป็นความจำเป็นส่วนตัว ไม่ชอบใช้บน mobile อย่างเดียว (คำแนะนำนี้เลยอาจะไม่ตรงคนอื่นนัก)
  • มีการตรวจสอบชัดเจน: code audit คงจำเป็นขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง สำหรับซอฟต์แวร์ที่ต้องการความปลอดภัยสูง
  • โอเพนซอร์ส: อันนี้ไม่จำเป็นนัก แต่ก็เพิ่มโอกาสให้การตรวจสอบวงกว้างทำได้ง่ายขึ้น (ซึ่งถ้าเป็นแอปได้รับความนิยมสูง มันก็มีคนตรวจเยอะจริงๆ)

หามาตัวเลือกแรกกลับเป็น vim เพราะมีฟีเจอร์เข้ารหัสในตัว (:X) ใช้การเข้ารหัสแบบ blowfish เปิดที่ไหนก็ได้ มี vimtouch ใช้บนโทรศัพท์มือถือได้ แต่ปรากฎว่าไม่ผ่านเพราะ vimtouch เป็น vim 7.3 ที่ใช้การเข้ารหัส blowfish ที่มีช่องโหว่ ต้องเลือกเป็น blowfish2 ที่แก้ไขแล้ว แม้ว่าบนลินุกซ์ส่วนใหญ่จะรองรับ แต่เอามาเปิดบน mobile ไม่ได้

ค้น Password Manager บน Google Play ตกข้อ offline เกือบหมด แทบทุกตัวชอบซิงก์คลาวด์ หรือไม่ก็ต้องต่อเน็ตเพื่อโฆษณา ผ่านตัวเดียวคือ Keepass2Android Offline อันนี้ตรงหมด ไม่มี permission ออกเน็ตเวิร์ค, export ไฟล์ฐานข้อมูลไปใช้บนเดสก์ทอปได้ ตัวโครงการหลัก keepass2 อยู่บนลินุกซ์ส่วนใหญ่อยู่แล้ว, โอเพนซอร์ส, และสหภาพยุโรปกำลังทำ code audit ให้ (อันนี้ขี้โกงหน่อย คือยังไม่ได้ทำ แค่จะทำ)

สำหรับคนทั่วไปคงไม่ได้แนะนำตัวไหนเป็นพิเศษ แค่ว่าเลือกตัวที่น่าเชื่อถือหน่อย อ่านสิทธิ์ว่ามันต้องการสิทธิ์อะไรไปทำไม และดูหน้าตา+ฟีเจอร์ว่ามันตรงการใช้งานไหม

 

Autonomous Car

คิดไว้สักพักว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรถยนต์ไร้แบบไร้คนขับจริงๆ (วิ่งโดยไม่มีคนในรถได้เลย) ถูกกฎหมาย

  • ช่วงแรกแรกมันจะเป็น Uber เอาไว้เรียกเท่ๆ ราคาน่าจะแพงมาก แต่ข้อดี (จัดๆ) คือไร้ปัญหา ขับมาตรฐานเดียวไม่ต้องอ่านรีวิว ไม่มีทางส่งรถแน่นอน ไม่มีซิ่ง ไม่มีขับกระตุก ไม่มีง่วง
  • รถขายขาดคงมีบ้าง ราคาแพงมาก แต่เป็นหนทางที่คนรวยจะมีคนขับรถกันได้กว้างขวางขึ้น จากเดิมที่ต้องรวยมากกลายเป็นรวยปานกลาง
  • แต่บริษัทแท็กซี่จะสามารถ utilize รถได้ในระดับเทพ ขับ 24 ชั่วโมง ไม่มีบ่นเมื่อปลายทางไกล ไม่มีอาการงอแงเพราะไปคนละทางกับทางกลับบ้าน อัตราอุบัติเหตุต่ำ การบำรุงรักษาทำได้ง่ายเพราะคนขับมีวินัยสูง อัตราการนั่งโดยสารต่ออายุงานรถจะสูงขึ้นเรื่อยๆ รถคันหนึ่งอายุ 7 ปีอาจจะมีเวลารวมที่มีคนนั่ง 3-5 ปี คนอาจจะอยากเดินทางช่วงเวลาแปลกๆ กันมากขึ้นเพราะค่ารถถูก เรียกรถไปไกลๆ เช่น กทม. หัวหิน ก็อาจจะเรียกได้หลังห้าทุ่ม เพราะเป็นเวลาไม่มีใครเรียก รถเหลือ ตีรถเปล่ากลับมาก็ยังคุ้ม ถึงกทม. เช้าพอดีรับคนช่วงเวลาเร่งด่วนต่อ
  • ในระยะยาว ความเป็นเจ้าของรถจะแทบไม่จำเป็น บริษัทรถสามารถเพิ่มรถได้เรื่อยๆ ไม่ติดปัญหาคนขับไม่พอ ค่าโดยสารจะเริ่มคาดเดาได้ว่าแพงช่วงเวลาเร่งด่วน และถูกลงเมื่อนอกช่วงเวลา
  • ถนนจะถูก utilize หนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรถรู้ว่าคันหน้าเป็นรถอัตโนมัติเหมือนกันจะสามารถสื่อสารกันเองได้ และแจ้งเตือนอุปสรรคด้านหนัา ขับชิดกันเหมือนรถไฟ (อันนี้เป็นไอเดียที่ทีมรถอัตโนมัติที่อยู่ในกูเกิลระบุไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำงานกูเกิลกัน)
  • ระยะยาวหลังจากนั้นเราอาจจะต้องถามว่าขนส่งมวลชนคืออะไร เราจำเป็นต้องมีรถไฟไหม ถ้ารถยนต์และรถบัสไร้คนขับบนถนนมีความปลอดภัยสูง ใช้แรงงานเพียงเล็กน้อยในการเดินทาง และสามารถปรับรูปแบบการเดินทางได้ตามความต้องการเสมอ เมืองหนึ่งมีเทศกาลก็มีรถบัสวิ่งมารับส่งได้ภายในวันเดียว
  • (อันนี้ไกลโพ้น) ระบบขนส่งมวลชนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่งกดแอปเรียกรถไปต่างจังหวัดแบบถูกสุดมีรถแท็กซี่มารับถึงหน้าบ้าน ไปทิ้งไว้ที่จุดต่อรถ มีรถบัสมารับต่อที่ปลายทางมีแท็กซี่รอรับ ทั้งหมดถูก assign แบบ dynamic ไม่มีตารางชัดเจน มีคนไปทางเดียวกันมากพอระบบก็ส่งรถบัสมา

คนขับรถจะเริ่มตกงานตั้งแต่ข้อสามเป็นต้นไป