Digital TV

โน้ตความคิดไว้เสียหน่อย

  • การประมูลทีวีดิจิตอลเป็นหมายสำคัญอีกอย่าง ว่าอนาคตไม่ว่าธุรกิจอะไรก็มีคลื่นให้ประมูล ทั้ง telecom/broadcast (ที่หวังอีกอย่างคงเป็น “วิทยุ”)
  • ราคาแพงเกินไปตามมุมมองของผมเอง แต่ตามผู้ประมูลคงแล้วแต่
  • ไม่ว่าแพงไปหรือไม่ ผมมองว่ามันประสบความสำเร็จดี วงการทีวีมีการแข่งขัน บ้านผมดูช่อง Workpoint, Mono, ไปดู NOW บ้าง ทางเลือกเพิ่มขึ้น นี่คือความดีของการแข่งขัน
  • มันมีประเด็นการเมือง อันนี้เป็นอีกประเด็น ช่องข่าวซวยหน่อย แต่ก็เป็นความเสี่ยง คนทำธุรกิจวงการไหนก็มีความเสี่ยงภายนอกกันได้
  • มีเจ๊งบ้างก็เป็นเพราะการแข่งขัน การที่มีคนเจ๊งไม่ใช่ความผิดของกสทช. โดยตัวเอง
  • ที่แย่คือไม่ออกแบบเผื่อมีคนเจ๊งแต่แรก ผู้เข้าร่วมประมูลควรรู้ก่อนว่า “ถ้า” มีคนถอนตัวจะเกิดอะไรขึ้น จะมีประมูลรอบใหม่หรือไม่ หรือจะต้องเว้นช่วงนานแค่ไหน หรือหากไม่เว้นจะตั้งราคาอย่างไร บอกก่อนกันตรงๆ เผื่อใครอยากรอคนอื่นเจ๊งก็รอกันไปได้ ตามแต่ใจ
  • วันนี้คนจำนวนมากคงมองว่าช่องน่าจะเหลือ ผม “เดา” อาการแล้วสุดท้ายเมืองไทยอาจจะไม่ได้เปิด MUX ที่ 6 คลืนน่าจะ refarm ใหม่จนเอามาทำมือถือได้ อันนี้เป็นเรื่องแย่ที่ไม่คิดถึงกรณีมีคนเจ๊งเผื่อไว้ แต่การที่ประมูลช่องเยอะๆ แต่แรกไม่ใช่ความผิดของคนประมูล (รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ มามองตอนนี้แล้วกลับไปด่าว่าทำไมตอนนั้นประมูลเยอะน่ะมันทำได้ทุกคน)
  • ความกังวลหลังจากนี้คงเป็นเรื่องคลื่นที่ (น่าจะ) ว่างๆ อยู่ในย่านนี้ในอนาคต
 

Flower Boys Next Door

My_Flower_Boy_Neighbor-poster

กดมาดูจาก iflix อีกเรื่อง คิดว่าน่าสนใจดี คิดว่าไม่ใช่ pattern หนังรักที่เจอเท่าไหร่

  • นางเอกเป็นพวกเก็บตัวอยู่ในห้องไม่ไปไหน โทนครึ่งแรกมันเลยอึดอัดหน่อยๆ
  • พระเอกเป็น geek เกม ส่วนนางเอกเป็นบก. จีบกันด้วยการให้เป็นบก. หนังสือ
  • จริงๆ พล็อตเรื่องน่าจะทำให้ดาร์คกว่านี้ได้ วางปมมาหมดแล้ว แต่พอเป็นหนังรักเอเชียคนเขียนบทก็คงไม่กล้าทำแบบนั้น ไม่งั้นโดนด่าตาย
  • เนื้อเรื่องมีความเป็นการ์ตูนมาเรื่อยๆ คงไม่อยากให้อึดอัดเกินไป แต่ความเป็นการ์ตูนหลายจุดก็น่ารำคาญ
  • พล็อตรวมๆ ประมาณ John Green น่าจะได้ เรื่องราวของคนเข้าถึงยากเพราะมีปมในชีวิต กับอีกสองคนที่พยายามเข้าไปในชีวิต
  • Park Shin-hye (เลิกพยายามถอดเสียงภาษาเกาหลีแล้ว เดี๋ยวมีติ่งบ่น) สวยแบบ “เรียบ” ดี เข้ากับบทว่าจนๆ หน่อย ให้แบบไอดอลจ๋ามาเลยคงไม่ไหว
  • แต่พอท้ายๆ เรื่องปมที่วางไว้หมดก็ไม่มีอะไรแล้ว เป็นบทพ่อแง่แม่งอนกันไปตามประสา
  • ตอนจบแบบเป็น essay พูดบรรยายถึงความคิดตัวละคร ณ ตอนจบนี่น่าสนใจ คือเออจบแค่นี้ล่ะ ที่เหลือเล่าความคิดของตัวละครเลย ไม่บอกว่าหลังจากจบเป็นยังไง ไม่รู้ว่าเรื่องอื่นเป็นแบบนี้กันเยอะไหม ละครไทยนี่จบต้องมีบทสรุป งานแต่ง มีลูกหลานวิ่งไปมา ตัวร้ายตาย บ้านไฟไหม้ เข้าโรงพยาบาล
 

Off the Record

คิดเรื่องการแชตแบบไม่บันทึก (off-the-record) โปรแกรมแชตจำนวนมากมีฟีเจอร์นี้กัน แต่เอาเข้าจริงก็มีคำถามว่าสุดท้ายแล้วโปรแกรมพวกนี้มันมีผลจริงแค่ไหน เคยคิดๆ เรื่องนี้ไว้ว่า OTR จริงๆ ควรจะ

  • เป็นฮาร์ดแวร์แยก มีโค้ดขนาดเล็กมาก (audit โค้ดง่ายมาก) กระบวนการตรงไปตรงมา สามารถสร้าง HW/SW ได้เอง
  • มีทางเข้าออกข้อมูลชัดเจน เช่น serial link เส้นเดียวเป็น UART
  • กุญแจอยู่ใน HW ไม่สามารถเอาออกได้ เช่นตัด fuse ใน MCU หรือหล่อเรซินวงจรไปเลย
  • มีจอ/คีย์บอร์ดในตัว
  • enforce policy จากในตัวบอร์ด เช่นว่าแสดงข้อความ 1 นาทีแล้วทำลาย key จะ rotate ทันทีแล้วย้อนไม่ได้ ฯลฯ ยังมีข้อจำกัดบ้างคือเอากล้องมาถ่ายรูปหน้าจอแต่โดยทั่วไปน่าจะโอเค
  • โทรศัพท์เป็นเพียงช่องทางเชื่อมต่อ อาจจะมีแอปในโทรศัพท์เพื่อต่อกับเครื่องแชตนี้ แต่การที่โทรศัพท์โดน compromise ไม่มีผลอะไรในแง่ของเนื้อหา ข้อมูลถอดรหัสในเครื่องแชตอย่างเดียว
 

The Impossible State

9780099578659

ดองมาหลายปี และตอนนี้ก็ยังอ่านไม่จบ (แต่คืบหน้าไปมาก) กลับมาอ่านเพราะไปอ่านคอมเมนต์หนังสือ In Order to Live แล้วมีคนวิจารณ์ว่าหนังสือเรื่องราวของคนที่หนีออกมาจากเกาหลีเหนือมีประเด็นหลายอย่างที่ไม่ควรใช้เป็นข้อมูลหลัก เช่น ความจำผิดพลาดหรือคนเล่าอาจจะโม้ (คนดังๆ เล่าเรื่องออกทีวีไม่ตรงก็กันเองก็หลายครั้ง) และเรื่องราวก็เป็นช่วงเวลาจำกัด คนเหล่านี้มักออกมาจากเกาหลีเหนือในยุคที่แย่มากๆ ช่วงปี 199x ทำให้ภาพมันแย่กว่าความเป็นจริง ข้อมูลช่วงหลังก็ชี้ว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือเองปล่อยตลาดให้ดำเนินไปได้มากขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่โดยรวมไม่ได้แย่ขนาดนั้น

The Impossible State เล่าภาพกว้างได้ดีกว่ามาก (จากที่อ่านมาครึ่งเล่ม) หนังสือเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการแยกประเทศ เล่าถึงภาวะที่ทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ภาพที่เรานึกไม่ค่อยออกอย่างช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือเจริญกว่าเกาหลีใต้ ระบบแจกจ่ายอาหาร (public distribution system – PDS) ทำงานเต็มที่ มีอาหารเหลือๆ แจกให้ประชาชน และการที่ผู้นำแสดงความคิดเห็นในเชิง “เสรี” เช่นการประกาศนโยบายแจกจ่ายที่นา

ภาพที่หนังสือให้มาเลยไม่ใช่ภาพง่ายๆ ว่าเป็นรัฐชั่วร้ายหรืออะไร แต่แสดงภาพว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง” แต่ถ้าใครถามหาความเป็นกลาง (ยังไงถึงเรียกว่าเป็นกลาง) ก็คงต้องบอกว่าคนเขียนทำงานให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ หนังสือพยายามอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมผู้นำในแต่ละยุคถึงตัดสินใจแบบนั้น และการตัดสินใจเช่นนั้นทำให้ประเทศถดถอยอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร

ยิ่งอ่านไปยิ่งคิดว่าควรอ่านก่อนหนังสือพวกความทรงจำหลายๆ เล่ม