นั่งดูรายการอัจฉริยะข้ามคืนเพราะจะรอดูหมอ JFK (ตกรอบแรก ไม่น่าเลยหมอ…) รายการนี้ผมเคยดูแค่สองเทป แต่มีเรื่องนึงที่สงสัยมาตลอด คือไอ้เกม เอาไอ้นั้นออกจากไอ้นี้อะไรอย่างนี้มันมีทุกเทปเลย อย่างวันนี้ก็เป็นเอาปลาออกจากหลอดแก้ว ถ้าเป็นผม เริ่มจับเวลา ผมโดดถีบหลอดแก้วแตกกระจายแน่ๆ อ่ะ 10 วินาที ไม่น่าเกินนั้น………
เหงาๆ เปลี่ยวๆ อาการคล้ายอกหัก ว่าแล้วเลยมานั่งจินตนาการถึง Blognone 3.0 กันดีกว่า Blognone 3.0 ควรแบ่งบทความออกเป็น 3 แบบ แบบแรก เป็นหัวข้อข่าวสั้นไม่มีเนื้อหา อย่างเช่น “Redhat ซื้อ JBoss” จบในตัว มีลิงก์ไปยังที่มาข่าวแค่นั้น ตรงนี้จะเปิดโอกาสให้สมาชิกที่กลัวว่าตัวเองเขียนไม่เก่ง มีส่วนร่วมได้มาก แบบที่สองคือข่าวแบบในปัจจุบันมีเนื้อเรื่องไม่ยาวมาก แบบที่สามคือบทความ จะเป็นข่าวหรือบทความ Indepth ก็ตาม ควรจะถูกเรียกกว่าบทความให้หมด ลักษณะคือบทความขนาดยาว ต้องใช้เวลาอ่านสักหน่อย อีกส่วนที่ไม่เกี่ยวเลยคือ Forum ควรจะ integrate ในตัวเองเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ฟีเจอร์ที่ควรมี “เกี่ยวข้องกัน” ในกรณีที่บทความมีความเกี่ยวข้องกันเช่นข่าวสั้นถูกขยายเป็นข่าวเต็มในเวลาต่อมา ก็สามารถลิงก์ถึงกันได้ด้วยปุ่มเกี่ยวข้องกัน หรือจะเป็นข่าวเก่าก็ใส่ได้ด้วยฟีเจอร์เกี่ยวข้องกัน สิ่งที่ควรมีอีกอย่างคือ เมื่อข่าวใหม่เกี่ยวข้องกับข่าวเก่าแล้ว หน้าข่าวเก่าควรมีลิงก์มาข่าวใหม่ด้วย เวลาคนเข้ามาจากกูเกิลจะได้อ่านต่อได้เลย “วิกิ” บทความทั้งหมด ควรเป็นไปในลักษณะวิกิ จะมีคนที่มีสิทธิแก้ไขโหนดที่ไม่ใช่ของตนเองเสมอๆ ที่ต้องมีอีกอย่างคือปุ่ม Credit Me เป็นในลักษณะที่ว่าถ้าคุณคิดว่าการแก้ไขนี้มีผลพอ สามารถขอเครดิตได้ โดยชื่อคน Submit [...]
b1 – สมมติว่ากูหนีงานไปทำนาเลยวันนี้นี่ มึงจะว่าไงว่ะ b2 – เป็นไปไม่ได้หรอก ยังไงมึงก็ต้องดูแลที่บ้านมึง ไหนจะงานมึงก็ทำมาตั้งนานแล้ว มึงจะทิ้งไปได้เหรอ b1 – ก็สมมติไง เกิดกูไปจริงๆ มึงไปจะไปเยี่ยมกูมั๊ย หรือมึงจะด่าดูป่าวว่ะ b2 – ยังไงมึงก็ไม่ไปหรอก b1 – เออ กูยอมมึง…
วันนี้ได้อ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยไม่คิดมาก ผมอ่านกระทู้ในแนวที่ไม่เคยได้อ่านเสมอๆ แต่ต้องไปสะดุดกับกระทู้หนึ่งที่พูดถึงเรื่องของโฆษณาการท่องเที่ยวมาเลเซียที่ใช้ดาราไทยว่าไม่เหมาะสม ถึงวันนี้ผมเริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนไทยขาดน้ำใจ โดยเฉพาะน้ำใจนักกีฬา….. ขณะที่โฆษณาการท่องเที่ยวบ้านเรา เคยใช้คนต่างชาติไปไม่รู้เท่าใหร่ ไม่มีใครพูดถึงว่าไม่เหมาะสม แต่พอคนไทยที่ทำสัมมาอาชีพเพียงไปโฆษณาให้คนต่างชาติเรากลับพยายามจับผิด และพยายามแสดงความเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจออะไรอย่างนี้ สังคมไทยแสดงความ “เอาแต่ได้” ให้ผมเห็นหลายต่อหลายครั้ง เช่น ขณะที่เรากระดี๊กระด๊าเมื่อเวลามีต่างชาติมาลงทุน เรากลับโวยวายใหญ่โตเมื่อเขาเอากำไรกลับบ้านเขาอยู่เรื่อยๆ ผมไม่เคยไปต่างประเทศไกลกว่าพม่าและเขมร ผมไม่รู้ว่าฝรั่งเป็นอย่างนี้กันหรือไม่ แต่ให้ตายสิ ผมรำคาญกับสังคมไทยที่เอาแต่ได้อย่างนี้เสียเหลือเกิน เมื่อใหร่กันที่เราจะตระหนักว่าการลงทุนของต่างชาติ เขาหวังกำไรแน่ๆ (ใครไม่หวังกัน?) ปัญหามันไม่ใช่อยู่ที่เขาจะเอากำไรจากเราหรือไม่ ปัญหามันอยู่ที่เราควบคุมการลงทุนเหล่านั้นให้มีประโยชน์กับเราเพียงใดต่างหาก เช่นเดียวกับการโฆษณาการท่องเที่ยว ที่แทนที่เราจะมานั่งโวยวายให้คนๆ หนึ่งรักชาติ ด้วยการไม่รับงานโฆษณาจากประเทศเพื่อนบ้าน (แล้วตัวเองเก็บเงินไปยุโรป?) เรามานั่งคิดกันดีกว่าไหมว่าเขาเอาอะไรมาขายเรา เราแข่งกับเขาได้ไหม ถ้าไม่ได้ทำอย่างไรจึงจะแข่งได้ ถ้าแข่งได้ทำอย่างไรจึงจะรักษาความได้เปรียบเอาไว้ แทนที่มานั่งโวยวายกลัวว่าเขาจะเจริญ…. …เรามาคิดทำอะไรให้เราเจริญแข่งกับเขาได้มันน่าจะดีกว่า