Scale-Out Within

กระแส Virtualization กำลังมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งซีพียูรุ่นใหม่ๆ ที่แอบใส่ความสามารถพวกนี้เอาไว้หมดแล้ว แม้จะเป็นซีพียูสำหรับใช้ในบ้านอย่าง Core Duo ก็ยังมี โดยเฉพาะกลุ่มคนใช้แมค ที่รำคาญการใช้ Bootcamp ก็เป็นตลาดให้กับส่วนนี้เป็นอย่างดี

แต่พอมาูดูราคาโฮสต์พวกที่ให้บริการ Virtualization เข้าจริง พบว่าราคาไม่เวิร์คเอามากๆ ด้วยราคาปีละเกือบหมื่น ได้แรมเพียง 64 เมก กับซีพียูระดับ 200 MHz หมดสิทธิทำ Database ซับซ้อนอะไรมากมาย

ต้นทุนของการวางเครื่องหลักๆ มีสองส่วนคือค่าเครื่อง + ค่าซ่อมบำรุง กับค่าวางเครื่องตามดาต้าเซ็นเตอร์ เครื่องขนาดมินิทาวเวอร์ราคาประมาณ 2500 ต่อเดือนได้ ปีนึงก็สามหมื่น

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราเอากล่องมินิทาวเวอร์พวกนี้มาใส่บอร์ดพวก Mini-ITX ของ Via เข้าไป กล่องนึงใส่ได้หกถึงแปดชุด น่าจะพอไหว หาซัพพลายตัวใหญ่ๆ หน่อยใส่เข้าไปด้วยกัน พร้อมฮาร์ดดิสก์ RAID อีกสักสี่ห้าลูก แชร์กันทุกเครื่อง อาจจะใช้ iSCSI กับเราท์เตอร์อีกตัวยัดเข้าไปในกล่องด้วยกัน ให้ใช้ IP เดียวกันทุกเครื่อง ในเราท์เตอร์อาจจะต้องมีซอฟต์แวร์แชร์ระดับ URL แต่ใช้พวก Linksys ก็ลงลินุกซ์ทำได้อยู่แล้ว

กล่องนึง ข้างในมีคอมพิวเตอร์หกเครื่อง ราคาคงอยู่ที่หกเจ็ดหมื่นได้ รวมค่าโฮสต์แล้วก็ประมาณแสน แต่ไ้ด้ซีพียูของตัวเองจริงๆ แรมหลายร้อยเมก แถมถ้ามีเครื่องเหลือข้างใน ทิ้งไว้เป็น Failover ให้กับเครื่องอื่นได้อีก

ไม่มีเงินลองทำเล่นเองแฮะ…

 

มิติที่ 1,324,672

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ช่วงเทศกาลรับน้อง

ผมสอบเข้าคณะนวนิยาย ผักสวนครัว และไมโครคอนโทรลเลอร์ [อย่าเถียงว่ามันไม่มี เพราะนี่เป็นคณะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในมิติที่ 1,324,672 เชียวนะ] หลังการไปถูบ้านอาจารย์มัธยมถึงห้าสิบหลัง [อ่าวคุณไม่รู้เหรอว่าในมิตินี้ การเข้ามหาวิทยาลัยนี่นับตามความชอบของอาจารย์ถึง 99% สอบเข้าอีก 1% เพื่อนผมคนหนึ่งล้างห้องน้ำไปกว่าสองร้อยห้องเชียวนะ] แน่ล่ะ ความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผมสร้างความภูมิใจให้กับที่บ้านได้ไม่น้อยทีเดียว

ผมเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ยืนรออยู่ตรงนั้นแล้วสี่ห้าคน รุ่นน้องโดนจับเรียงแถวหน้ากระดาน

รุ่นพี่คนหนึ่งเดินออกมาด้านหน้า เขาพูดด้วยเสียงอันดัง

พี่ – ที่ยืนอยู่นี่ ใครเคยโดดบันจี้จั๊มป์บ้าง

พวกเรายืนเงียบ มองหน้ากันไปมา

พี่ – ว่าไงไม่มีใครเคยโดดเลยหรือ

รุ่นผมคนหนึ่งตอบออกไป – ไม่เคยครับ

พี่ – คุณไม่รู้หรือว่าการโดดบันจี้จัมป์ มันทำให้คุณปลูกผักสวนครัวได้ดีขึ้น

พวกเรามองหน้ากันอีกครั้ง….

พี่ – พวกคุณรู้ไหม ว่าการโดดบันจี้จัมป์ มันทำให้คุณมีโอกาสได้งานมากกว่าคนอื่นๆ

พี่ (ร่ายยาว) – พวกคุณลองนึกดู ถ้าวันหนึ่งพวกคุณไปสมัครงานแล้วเขาถามว่าพวกคุณเคยโดดบันจี้จั๊มปฺ์หรือไม่ คุณจะตอบเขายังไง แล้วถ้าคุณทำงานแล้วไปเจอหัวหน้าที่ชอบโดดบันจี้จั๊มป์เข้าล่ะ คุณจะำทำงานร่วมกับเขาได้หรือ

{คิดไม่ออกแล้ว เอาไว้ต่อตอนหน้า}

 

หลักฐาน

พอดีวันก่อน mk เกิดจุดประเด็นที่น่าสนใจ ว่าทำอย่่างไรจึงจะสามารถทำให้การพูดคุยกันบนอินเทอร์เน็ตนั้นไร้หลักฐานได้อย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เช่นไฟล์ log นั้นยากจะน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสมมติเหตุการณ์ว่าโจรสองคนกำลังวางแผนจะไปปล้นแบงค์ แล้วคนใดคนหนึ่งเกิดเปลี่้ยนใจแจ้งตำรวจมานั่งมองจอคอมพิวเตอร์ขณะคุยกัน อย่างนั้นก็ถือว่ามีหลักฐานได้แล้ว

ในกรณีเช่นนี้เราอาจจะใช้เครือข่ายเช่น Tor เพื่อสร้างการพูดคุยที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร และเป็นตัวจริงหรือไม่

แต่พอคุยกันโดยไร้หลักฐานเช่นนี้แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่เราจะคุยด้วยจริงๆ

เป็นความขัดแย้งกันเองระหว่าง Anonymous กับ Authentication

ุสุดท้ายแล้วมันต้องมีจุดหนึ่ง ที่ทั้งสองคนจะมายืนยันว่าจะนัดแนะกันไปพูดคุยกันในที่ๆ ไม่มีหลักฐาน เช่นไปบอก URL ของ chat room กันกลางทะเลทรายอะไรอย่้างนั้น ตรงนั้นก็นับว่าเป็น Point of Failure ของการพูดคุยอย่างไร้หลักฐานได้ เช่นว่า ถ้าตอนคุยกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบอัดเทปไว้ ก็สร้างหลักฐานให้กับการสนทนาต่อจากนั้นทั้งหมดได้เหมือนกัน

 

แก้ไม่ได้

หลายๆ คนคงเคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับสองสามีภรรยาที่แบ่งเรื่องราวที่ต้องตัดสินใจออกจากกัน ข้างภรรยานั้นตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ตั้งแต่ซื้อบ้าน ซื้อรถ โรงเรียนลูก ฯลฯ ส่วนข้างสามีนั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เช่น สงครามอ่าว ความยากจนในแอฟริกัน ฯลฯ เป็นตลกร้ายที่แอบบอกว่าแท้จริงแล้วอำนวจส่้วนใหญ่ผู้ในมือคุณแม่บ้าน

แต่เรื่องหนึ่ีงที่น่าสนใจคือ การที่เราตลกกับการนั่งคิดปัญหาที่แก้ไขไม่ได้นั่นแหละ

ขณะที่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอในชีวิต สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มจากตัวเรา อาจจะบอกให้คนอื่นรับรู้ หรือการลงมือแก้ไขเพียงเล็กน้อย ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปโดยง่าย

แต่มีปัญหาไม่น้อย ที่เราไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้าไปแก้ไข แต่เราก็รำคาญใจกับมัน และยากจะทำใจได้ว่าถึงจุดหนึ่งแล้วมันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้

เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงตัวผมเอง ที่เกลียดว๊ากเข้าไส้ พยายามจะเขียนบทความต่อต้านมาก็หลายหน แต่ถึงจุดหนึ่งแล้วพบว่ามันเหมือนกับการเอาก้อนหินไปเขวี้ยงใส่กำแพงเมืองจีน พอตามข่าวของ ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ พบว่าเมื่อคนอยู่ในสถานะที่เหมาะสม การกระทำที่อาจจะดูไม่ได้ใช้ความพยายามเท่าใหร่นัก กลับมีผลกระทบใหญ่หลวงยิ่งกว่า

นึกถึง “พี่แมว” จิรศักดิ์ ปานพุ่ม ที่เขาบอกเสมอว่าเขาชอบเล่นเพลงแจ๊สมาก แต่เมื่อเปิดตัวเขากลับต้องเก็บความสามารถส่วนนั้นไว้ เพราะในตอนนั้นเขายังไม่เป็นที่รู้จัก รอจนดังได้ที่ เมื่อเขาออก Cat in the mood ออกมา แน่นอนว่ามีคนฟัง มีสถานีวิทยุเปิด มีผลกระทบต่อแนวทางการฟังเพลงของคนจำนวนมาก

เรื่องพวกนี้มันอาจจะบอกอะไรเราได้หลายๆ อย่าง ที่เราจะเลือกแก้ปัญหาก็เป็นได้