Traditional Media is outdated

ผมเข้าไปอยู่วงการสื่อบ้านเราเยอะขึ้นเรื่อยๆ จากการที่ Blognone เป็นที่รู้จักมากขึ้น เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าทำไม Blognone มันถึงเกิด

กระบวนการทำข่าว “ไอที” ในบ้านเรา

– บริษัทเตรียมการเปิดตัวสินค้า ไปจ้างเอเจนซี่มาจัดงานอีเวนต์
– เอเจนซี่ส่งข่าว (โทรศัพท์, SMS, อีเมล ฯลฯ) ไปตามนักข่าว
– บก. ข่าวได้หัวข้อข่าวคร่าวๆ แล้วตัดสินใจว่าจะส่งนักข่าวไปงานไหนดี
– วันรุ่งขึ้นนักข่าวไปงาน กลับสำนักงานมาเขียนข่าว
– ทีม บก. นั่งแก้ไขข่าวกันไป
– ดีพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น

ส่วนของ Blognone

– ข่าวต่างประเทศออก
– เขียนลง Blognone

กระบวนการเช่นนี้สร้างความต่างในแง่ของเวลาประมาณ 50-100 ชั่วโมง เพราะช่วงเตรียมงานนั้นส่วนมากในต่างประเทศก็ยังไม่มีข่าวถ้าไม่โดนมือดีฉกข่าวหลุดออกมาซะก่อน แต่ในโลกอินเทอร์เน็ต แค่ 24 ชั่วโมงทุกอย่างก็หมดความหมายไปแล้ว ทำไมผมถึงอยากอ่านข่าวของเมื่อวานนี้กันเล่า?

เรื่องที่น่าสนใจเรื่องต่อไปคือ เอเจนซี่, กับนักข่าวเองควรทำตัวอย่างไรในยุคที่หนึ่งวันในโลกไซเบอร์นั้นเหลือแค่ไม่ถึงสิบชั่วโมงอย่างทุกวันนี้

ไว้คิดออกแล้วมาเขียนต่อ

 

Google Analytics

เพิ่งรู้ว่ามันทำอย่างนี้ได้ด้วย

อีกหน่อยคงเอาค่า GPS ใน Google Gears มาบอกได้ว่าคนอ่านเว็บจากที่นอนหรือโต๊ะทำงานมากกว่ากัน

 

ถูกต้องและเที่ยงธรรม

ประเด็นที่คุยกันมากในสังคมไทยช่วงก่อนหน้านี้คือประเด็นเรื่องของความถูกต้อง ก่อนหน้านี้เราอาจจะพูดถึงความถูกต้องในเชิงกฏหมายเสียเป็นส่วนมาก

วันนี้ผมขับรถกลับบ้าน แถวบ้านผมมีไฟแดงที่ไม่ค่อยสมเหตุผลนักอยู่อันหนึ่ง มันไฟแดงเปิดทางให้ทางรองที่ไม่ค่อยมีใครใช้อยู่หนึ่งนาที ปล่อยให้รถทางเอกจำนวนมากต้องหยุดรอกัน รถจำนวนมากเลือกที่จะฝ่าไฟแดงนั้น หลายคันเลือกจากเลี้ยวเข้าช่องซ้าย แม้มันจะไม่ได้ผ่านตลอด แต่คงช่วยให้ความรู้สึกผิดในการฝ่าไฟแดงลดลงไปบ้าง

เด็กแว๊นสองคนซ้อนท้ายกันมา ไม่ใส่หมวกกันน๊อก ทั้งคู่ขับฉวัดเฉวียนมาระยะหนึ่ง แล้วจอดรอไฟแดงข้างๆ ผม…

คนเลวคือใครกัน ระหว่างคนขับรถน่าเสียวไส้ ไม่ใส่หมวกกันน็อก กับคนขับรถชิดซ้ายแล้วฝ่าไฟแดง

สำหรับผมแล้ว ความเลวไม่มีอันดับสอง ไม่มีรองชนะเลิศ ความเลวและความชั่ว ยังคงเป็นความเลวและความชั่วอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกอย่างที่ผมเชื่อคือการทำความเลวมูลค่า หรือปริมาณน้อยๆ ไม่ได้บ่งบอกว่าความแลวและความชั่วนั้นน้อยกว่าการทำในมูลค่ามากๆ แต่อย่างใด

เรื่องนี้อาจจะเนื่องจากผมเป็นคริสต์ ที่มีระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ซื่อสัตย์ในของเล็กน้อยจะซื่อสัตย์ในของมาก” และในบางกรณี “ความคิดก็ผิดไม่ต่างไปจากการลงมือทำ”

ความเลวร้ายในสังคมทุกวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการที่มีคนเลวอยู่ในสังคม ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัวมาโดยกำเนิด คงไม่แปลกอะไรที่เราจะทำในสิ่งเลวร้ายกันอยู่เป็นประจำในชีวิต แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือการที่เราพยายาม “แบ่งเกรด” ความชั่วร้ายนั้นออกเป็นลำดับขั้น แล้วจัดตัวเองอยู่ในลำดับที่เลวร้ายกว่าสักหน่อย ขณะเดียวกันก็ชี้มือไปยังคนอีกกลุ่มใหญ่ แล้วพยายามบอกกับตัวเองว่าคนเหล่านั้นเลวร้ายกว่าเราเพียงใดกัน

ผมไม่เชื่อว่าความชั่วและความเลว มีขั้น “กว่า” ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ขั้นกว่านั้นมีในกฏหมายเพื่อให้จัดการให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ หลายๆ ครั้งขั้นกว่ามีไว้เพื่อสมดุลแห่งอำนาจ กฏหมายไม่ได้มีไว้วัดคุณธรรม

แต่ถ้าเราคิดว่าอะไรเป็นความชั่ว มันคงต้องเริ่มที่ตัวเองที่จะเปลี่ยน ละ เลิก จากสิ่งเหล่านั้นเพื่อไปยังทางที่ถูกต้อง

ไม่ใช่ชี้ไปที่คนอื่นแล้วบอกว่าคนนั้นทำมากกว่าต้องจัดการก่อน

 

VPS over Physical Disk?

ช่วงนี้กำลังคิดมากเรื่อง manageability ของเซิร์ฟเวอร์

ประเด็นหนึ่งที่น่าจะทำให้คือการอาศัย Virtual Machine เข้ามาแทนที่ IP KVM ด้วยการใช้ลินุกซ์ตัวเล็กๆ เข้าไปในเครื่องก่อน แล้วให้ตัว Virtual Machine ครอบครองทุกอย่าง นับแต่ HDD, GPU, CPU, LAN ฯลฯ โดยตัว Host ซึ่งเป็นเพียง OS เล็กๆ อาจจะเป็นลินุกซ์แบบย่อส่วนนั้น ฝังตัวอยู่ภายใน ทำหน้าที่คอยดูแลระบบว่าอยู่ดีหรือไม่

ข้อดีของเรื่องนี้ประการหลักเลยคือ IP KVM นั้นราคาแพงมาก การใช้ระบบอย่างนี้จะช่วยให้เราสามารถดึงหน้าจอ, mouse และ keyboard กลับมาได้ในเวลาที่เราต้องการ แถมสั่ง reboot เครื่องได้อีก

ข้อเสียหลักๆ คือเรื่องของ Performance ที่แรมจะถูกกันไปส่วนหนึ่งเพื่อจ่ายให้กับ host (คล้ายการ์ดจอแบบแชร์แรม) รวมซีพียู

คำถามหลักเลยคือการทำเช่นนี้เรากำลังจ่ายประสิทธิภาพออกไปแค่ไหนกัน ส่วนตัวซีพียูนั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใหร่ แต่จะมีประเด็นเรื่องของดิสก์ที่มีปัญหากันมานานแล้วว่า ดิสก์ใน VM นั้นทำงานช้ากว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าใช้ Physical Disk แล้วมันเนียน นี่อาจจะเป็นคำตอบของหลายๆ คำถาม