- มึงจะเกาหลีไปไหนครับ นึกว่าดู My Sassy Girl ภาคสาม
- ผลคือนางเอกแสดงขัดๆ ตลอดเวลา มันรู้สึกแปลกๆ ทั้งเรื่อง ดึงอารมณ์ออกจากเรื่อง
- พระเอกเล่นดี ขำไม่หลอก
- สปอนเซอร์มีชั้นเชิงกว่ากวน มึน โฮ เยอะ หวังว่าจะดีขึ้นกว่านี้ไปเรื่อยๆ เลิกๆ เสียทีไอ้ที่อยู่ดีๆ ยัดๆ โลโก้เข้ามาในเรือง (ส่วนนึงคงเป็นเพราะยอมเอาสปอนเซอร์ขึ้นต้นหนังไปแล้ว ก็ยังดีกว่าแทรกมาแบบไร้รสนิยมนะ)
- เข้าใจว่าตั้งใจทำขายต่างประเทศมาก มุขเป็นภาษากายเยอะ ต้องรอดูว่าจะทำสำเร็จไหม
Uncategorized
Single Task Nation
ช่วงนี้พยายามทำความเข้าใจกับแนวคิดที่ผมจัดอยู่ในระดับ “แปลกประหลาด” (บางครั้งก็เรียกว่า “ส้นตีน” ได้เต็มปากเต็มคำ) ความคิดแบบหนึ่งที่เจอบ่อยๆ คือ เราต้องทำเรื่อง XXX ก่อนเรื่องอื่นๆ
ความคิดแบบนี้หาได้ไม่ยากตามทีวีต่างๆ เรามักจะเจอผู้รู้มาเสนอ “รากเหง้า” แห่งปัญหาทั้งปวงของประเทศไทย ประชาชนผู้รับชมจะรู้สึกมีความหวังกับประเทศชาติภายใน 30 นาทีของรายการนั้นๆ รู้สึกว่าถ้าเราแก้ปัญหานี้ปัญหาเดียวได้ ทุกอย่างก็จะพลันสวยงาม
ปัญหาในแบบละครหลังข่าว ทั้งหมดเกิดจากปมเล็กๆ ผูกกันโยงใยเรื่อยมา และมันแก้ได้ เพียงแค่แม่พระเอกรู้ความจริงของลูกสะใภ้แสนดีในช่วงเวลา 30 นาทีก่อนละครอวสานเท่านั้น เรื่องราวที่ฉายมาสามเดือนก็พลันสดใส
ความฝันของคนกลุ่มนี้จึงผูกกับความหวังแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพียงแค่เราหยุดทุกเรื่องไว้ ช่างหัวแม่งมันไป แล้วไปแก้ไขปมรากเหง้านั้นได้ ประเทศไทยจึงเจริญวัฒนาถาวรสืบสวัสดีเป็นนิรันดร์กาล
เรื่องจริงคือมันไม่มีตอน “จบบริบูรณ์” แบบในละครหลังข่าว แม่สามีหูเบายังคงทำเรื่องเลวร้ายหลังพระเอกนางเอกครองรักกันสืบไป ดีไม่ดีแม่พระเอกเลิกยุ่งแล้ว ก็มีเหตุผลล้านแปดที่ทั้งสองจะเลิกกันไปเอง และในชีวิตจริงมันไม่มีปมที่ตรงไปตรงมา ความฝันล้านแปดที่บอกว่าเจอปมสำคัญ หลายครั้งเมื่อแก้มันได้จริงก็เหมือนกับวิ่งตามฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
คนมีความคิดตื้นๆ แบบนี้ไม่สามารถมองภาพรวมการแก้ปัญหาใดๆ ได้ พวกเขารอตอนจบไปเรื่อยๆ ที่ว่าวันหนึ่งจะมีตัวอักษรสีชมพูมาบอกพวกเขาว่าพวกเขาได้เจอตอน “จบบริบูรณ์” พวกเขาต้องการ “ชัยชนะ” ตลอดเวลา เพราะสิ่งนั้นมันหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา
เขาสู้มาตลอดเพื่อสิ่งนี้ (แม้พวกเขาจะทำความฉิบหายให้กับสิ่งอื่นไปบ้าง) แต่หากพวกเขาชนะ มันจึงเป็นความบริบูรณ์ในชีวิต
ก็ขอให้โชคดี….
The Reading Club
นั่งคิดเรื่องนี้มานาน คือมันควรจะมีกลุ่มที่แลกหนังสือกันอ่านเป็นเรื่องเป็นราว
ผมเองมีแนวคิดที่จะ “ไม่” เก็บหนังสือไว้กับตัว อ่านจบแล้วก็อยากปล่อยให้มันไปทำหน้าที่ของมันต่อกับคนอื่นต่อไป แต่นิสัยของตัวเองก็ไม่เหมาะกับห้องสมุดอีก เพราะว่าชอบอ่านหนังสือหลายเล่มพร้อมๆ กัน บางเล่มได้มาก็ดอง บางเล่มได้มาคืนเดียวก็อ่านจบ
แนวคิดที่อยากได้มากคือ “แบ่งกันอ่าน” ประเภทว่าใครอ่านจบแล้วก็แบ่งๆ กันไป
เคยคิดจะทำเว็บแบ่งปันหนังสือแบบนี้อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกถึงโมเดลที่แน่นๆ แต่กำลังคิดว่าต้องเป็นระบบเครดิตบางอย่าง
ถ้าเราเอา “ราคา” บางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็น่าจะช่วยได้ ด้วยการระบุว่า เลยคิดว่าถ้าทำเว็บ “เล่า” ความคิดเกี่ยวกับหนังสือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นการรีวิว จะเล่าในมุมไหนก็ได้ จะเล่าความคิดที่ได้จากมันก็ได้ (เพราะไม่ได้ขายอยู่แล้ว) เราเขียนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือนั้นๆ ทุกครั้งที่เราเขียน เรามีสิทธิ “ขอ” หนังสือเล่มไหนก็ได้ที่ถูก “เขียน” ถึงมาก่อนหน้านี้
หนังสือเล่มที่เราเขียนถึง คือหนังสือที่เราพร้อมจะแจกมันออกไป พอมีคนอื่นๆ ที่มีเครดิตเข้ามาขอก็ต้องส่งให้ไป
ปัญหาที่คิดไม่ออกคือค่าใช้จ่ายในการส่ง ตอนเป็นกลุ่มเล็กๆ มันคงออกให้กันได้ แต่ระยะยาวจะมีปัญหาไหม?
เรื่องจริง
คิดเล่นๆ ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่เหนือธรรมชาติใดๆ เลยจริงๆ
ถ้าทั้งหมดในชีวิตเราที่เราเห็น สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็วิทยาศาสตร์แบบที่เรารู้อยู่ตอนนี้)
“เรา” เป็นเพียงมวลก้อนหนึ่ง มีองค์ประกอบที่พอดี และถูกกระตุ้นโดยพลังงานในรูปแบบที่ลงล็อก
“เรา” เป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากความน่าจะเป็นหนึ่งๆ ใน sample space ขนาดใหญ่มหาศาล เราเป็นเพียงจุดๆ หนึ่งที่เป็นไปได้จากจุดอื่นๆ ที่นับไม่ถ้วน
ทั้งหมดที่เราฝัน ทั้งหมดที่เราหวัง ทั้งหมดที่เราเป็น มันจะมีความหมายอะไร
มีเราหรือไม่ มันก็ไม่ต่างกัน ความดีที่เราเคยเชื่อ คุณค่าที่เรารู้สึก มันจะมีความหมายอะไร
ทั้งหมดก็แค่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จะความดีหรือความชั่วร้ายก็เสื่อมสลายไปเหมือนๆ กัน