มิติที่ 1,324,672

มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ช่วงเทศกาลรับน้อง

ผมสอบเข้าคณะนวนิยาย ผักสวนครัว และไมโครคอนโทรลเลอร์ [อย่าเถียงว่ามันไม่มี เพราะนี่เป็นคณะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในมิติที่ 1,324,672 เชียวนะ] หลังการไปถูบ้านอาจารย์มัธยมถึงห้าสิบหลัง [อ่าวคุณไม่รู้เหรอว่าในมิตินี้ การเข้ามหาวิทยาลัยนี่นับตามความชอบของอาจารย์ถึง 99% สอบเข้าอีก 1% เพื่อนผมคนหนึ่งล้างห้องน้ำไปกว่าสองร้อยห้องเชียวนะ] แน่ล่ะ ความสำเร็จในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผมสร้างความภูมิใจให้กับที่บ้านได้ไม่น้อยทีเดียว

ผมเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ยืนรออยู่ตรงนั้นแล้วสี่ห้าคน รุ่นน้องโดนจับเรียงแถวหน้ากระดาน

รุ่นพี่คนหนึ่งเดินออกมาด้านหน้า เขาพูดด้วยเสียงอันดัง

พี่ – ที่ยืนอยู่นี่ ใครเคยโดดบันจี้จั๊มป์บ้าง

พวกเรายืนเงียบ มองหน้ากันไปมา

พี่ – ว่าไงไม่มีใครเคยโดดเลยหรือ

รุ่นผมคนหนึ่งตอบออกไป – ไม่เคยครับ

พี่ – คุณไม่รู้หรือว่าการโดดบันจี้จัมป์ มันทำให้คุณปลูกผักสวนครัวได้ดีขึ้น

พวกเรามองหน้ากันอีกครั้ง….

พี่ – พวกคุณรู้ไหม ว่าการโดดบันจี้จัมป์ มันทำให้คุณมีโอกาสได้งานมากกว่าคนอื่นๆ

พี่ (ร่ายยาว) – พวกคุณลองนึกดู ถ้าวันหนึ่งพวกคุณไปสมัครงานแล้วเขาถามว่าพวกคุณเคยโดดบันจี้จั๊มปฺ์หรือไม่ คุณจะตอบเขายังไง แล้วถ้าคุณทำงานแล้วไปเจอหัวหน้าที่ชอบโดดบันจี้จั๊มป์เข้าล่ะ คุณจะำทำงานร่วมกับเขาได้หรือ

{คิดไม่ออกแล้ว เอาไว้ต่อตอนหน้า}

 

หลักฐาน

พอดีวันก่อน mk เกิดจุดประเด็นที่น่าสนใจ ว่าทำอย่่างไรจึงจะสามารถทำให้การพูดคุยกันบนอินเทอร์เน็ตนั้นไร้หลักฐานได้อย่างสมบูรณ์

แน่นอนว่าหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์เช่นไฟล์ log นั้นยากจะน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสมมติเหตุการณ์ว่าโจรสองคนกำลังวางแผนจะไปปล้นแบงค์ แล้วคนใดคนหนึ่งเกิดเปลี่้ยนใจแจ้งตำรวจมานั่งมองจอคอมพิวเตอร์ขณะคุยกัน อย่างนั้นก็ถือว่ามีหลักฐานได้แล้ว

ในกรณีเช่นนี้เราอาจจะใช้เครือข่ายเช่น Tor เพื่อสร้างการพูดคุยที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร และเป็นตัวจริงหรือไม่

แต่พอคุยกันโดยไร้หลักฐานเช่นนี้แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนที่เราจะคุยด้วยจริงๆ

เป็นความขัดแย้งกันเองระหว่าง Anonymous กับ Authentication

ุสุดท้ายแล้วมันต้องมีจุดหนึ่ง ที่ทั้งสองคนจะมายืนยันว่าจะนัดแนะกันไปพูดคุยกันในที่ๆ ไม่มีหลักฐาน เช่นไปบอก URL ของ chat room กันกลางทะเลทรายอะไรอย่้างนั้น ตรงนั้นก็นับว่าเป็น Point of Failure ของการพูดคุยอย่างไร้หลักฐานได้ เช่นว่า ถ้าตอนคุยกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแอบอัดเทปไว้ ก็สร้างหลักฐานให้กับการสนทนาต่อจากนั้นทั้งหมดได้เหมือนกัน

 

แก้ไม่ได้

หลายๆ คนคงเคยได้ยินนิทานเกี่ยวกับสองสามีภรรยาที่แบ่งเรื่องราวที่ต้องตัดสินใจออกจากกัน ข้างภรรยานั้นตัดสินใจเรื่องเล็กๆ ตั้งแต่ซื้อบ้าน ซื้อรถ โรงเรียนลูก ฯลฯ ส่วนข้างสามีนั้นตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ เช่น สงครามอ่าว ความยากจนในแอฟริกัน ฯลฯ เป็นตลกร้ายที่แอบบอกว่าแท้จริงแล้วอำนวจส่้วนใหญ่ผู้ในมือคุณแม่บ้าน

แต่เรื่องหนึ่ีงที่น่าสนใจคือ การที่เราตลกกับการนั่งคิดปัญหาที่แก้ไขไม่ได้นั่นแหละ

ขณะที่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เราเจอในชีวิต สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการเริ่มจากตัวเรา อาจจะบอกให้คนอื่นรับรู้ หรือการลงมือแก้ไขเพียงเล็กน้อย ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปโดยง่าย

แต่มีปัญหาไม่น้อย ที่เราไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้าไปแก้ไข แต่เราก็รำคาญใจกับมัน และยากจะทำใจได้ว่าถึงจุดหนึ่งแล้วมันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้

เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงตัวผมเอง ที่เกลียดว๊ากเข้าไส้ พยายามจะเขียนบทความต่อต้านมาก็หลายหน แต่ถึงจุดหนึ่งแล้วพบว่ามันเหมือนกับการเอาก้อนหินไปเขวี้ยงใส่กำแพงเมืองจีน พอตามข่าวของ ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ พบว่าเมื่อคนอยู่ในสถานะที่เหมาะสม การกระทำที่อาจจะดูไม่ได้ใช้ความพยายามเท่าใหร่นัก กลับมีผลกระทบใหญ่หลวงยิ่งกว่า

นึกถึง “พี่แมว” จิรศักดิ์ ปานพุ่ม ที่เขาบอกเสมอว่าเขาชอบเล่นเพลงแจ๊สมาก แต่เมื่อเปิดตัวเขากลับต้องเก็บความสามารถส่วนนั้นไว้ เพราะในตอนนั้นเขายังไม่เป็นที่รู้จัก รอจนดังได้ที่ เมื่อเขาออก Cat in the mood ออกมา แน่นอนว่ามีคนฟัง มีสถานีวิทยุเปิด มีผลกระทบต่อแนวทางการฟังเพลงของคนจำนวนมาก

เรื่องพวกนี้มันอาจจะบอกอะไรเราได้หลายๆ อย่าง ที่เราจะเลือกแก้ปัญหาก็เป็นได้

 

ปีนี้

ผมมองว่าพวกที่เป็นว้ากเกอร์เหมือนเป็นพวกโรคจิตหรือโรคจิตชั่วคราว เพราะเขาจะบอกว่านี่คือการแสดงละครซึ่งตัวผมเองไม่เคยเห็นด้วยเลยกับการนำระบบเหล่านี้มาใช้ในการรับน้องหรือรับเพื่อนใหม่ มันเป็นเรื่องของการข่มขู่ การแสดงอำนาจของรุ่นพี่มากกว่า
ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์
เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)

มาครบรอบอีกปีแล้วซิน่ะ