ZWSP 1.1

หลังจากดองมานาน ผมก็กลับมานั่งทำโครงการ ZWSP ในรุ่น 1.1 กันต่อคราวนี้พออาวุธมาค่อนข้างพร้อม เลยเดินหน้าเร็วขึ้นเยอะ หลักๆ เลยคือการปรากฏตัวของ Aptana ที่เป็น Javascript IDE สร้างขึ้นบนฐานของ Eclipse ทำให้การทดสอบเว็บง่ายขึ้นเยอะ

ที่ใช้อีกอย่างคือ BrowserCam กับ BrowserShot โดยภาพ Screenshot ทั้งหมดไปดูได้ที่ BrowserCam

หลักเลยคือ Mac OSX ตั้งแต่ 10.4 ขึ้นมาใช้ได้เกือบหมดทุกตัวแล้ว สำหรับบราวเซอร์ตัวใหม่ๆ (ยกเว้น Mozilla กับ Netscape) ส่วน 10.3 นั้นต้องใช้ Opera ถึงจะทำงานถูก Win32 นั้นเวิร์คหายห่วงทุกตัว ที่่น่าปวดหัวคือ Linux ที่ดูเหมือนจะไม่เหมือนกันในแต่ละดิสโทร คิดว่าจะดูเฉพาะ Ubuntu เท่านั้นเป็นพอ

แนวคิดหลักๆ ในตอนนี้คือการบังคับให้ ZWSP นั้นมีค่ากว้างเป็น 0 ส่วนถ้าบราวเซอร์ที่ตัดคำได้อยู่แล้วอย่าง Safari หรือ IE นั้นให้ลบ ZWSP ทิ้งไปเลย เพื่อการแสดงผลจะได้ถูกต้อง เพราะ IE นั้นถ้ามี span จำนวนมากๆ เพื่อบังคับความกว้าง ตัว IE จะช้าจนน่าเกลียดมาก

ถึงตอนนี้ผมคงเอา ZWSP มาใช้ในเว็บนี้ได้ในเร็วๆ นี้แล้วล่ะ

 

โปรแกรมเมอร์

ในการรีวิวโค้ดครั้งหนึ่ง

PM – คุณไม่น่าใช้ชื่อตัวแปรเป็น tmp นะ คนอื่นจะอ่านไม่ออก

โปรแกรมเมอร์ – ได้ครับ เดี๋ยวผมจะแก้รอบหน้า

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ในการรีวิวอีกครั้ง

PM – เรื่องชื่อตัวแปร คุณแก้แล้วใช่ไหม

โปรแกรมเมอร์ – เรียบร้อยครับ

PM – คุณแก้เป็นชื่ออะไรล่ะ

โปรแกรมเมอร์ – temporary ครับ

PM – …….

 

Children Book Fair 2006

ภาพหนังสือที่ซื้อมา

ด้วยความที่ใกล้ที่ทำงาน เลยผลาญเงินไปอีกรอบ

  1. [จบ]การเดินทางออกจากการเป็นบ้า
  2. [จบ]รุกสยามในพระนามพระเจ้า
  3. The Chronicle of Narnia
  4. Sigmund Freud
  5. The Family Bible

เล่มสุดท้ายนี่เป็นฉบับ CEV แบบมีรูปภาพ จริงๆ แล้วเคยอ่าน The Promise ไปสองเล่มแล้ว (Matthew, Mark) แต่โดนแฮ๊ปไปแล้ว ก็ได้เวลาซื้อใหม่มาอ่านต่อ

 

ไม่ว๊ากแล้วไปไหน?

สืบเนื่องจากน้องนัทมารายงานข่าวมารายงานข่าวว่า ที่มหาวิทยาลัยของน้องเค้าโดนสั่งห้ามว๊ากเป็นการถาวรไปแล้ว เลยมาให้ช่วยคิดกิจกรรมใหม่ๆ ไปเสนอกัน อันนี้เป็นกึ่งๆ ความรับผิดชอบเพราะไปปะทะคารมกับน้องเค้าไว้ตั้งแต่ปีก่อน

แนวคิดหลักๆ ของผมที่มีต่อการรับน้องก่อนแล้วกัน แนวคิดพวกนี้ตกตะกอนมาจากแนวคิดก่อนๆ หน้า

  1. มันไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม ไม่มีอะไรคงอยู่ในรูปแบบเดิมได้ตลอดไป แนวคิดและจุดมุ่งหมายอาจจะคงเดิม แต่การทำอย่างเดิมๆ คือหนทางแห่งหายนะ (ที่มา)
  2. มันเป็นงาน ถ้าจะทำ มันคืองานที่ต้องรับผิดชอบ งานที่อาจจะล้มเหลวได้ งานที่มีโอกาสไม่ดีได้ และมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างเกินคาดได้ ไม่ควรมีใครต้องแบกรับผลทั้งหมดของมันไว้ตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ รุ่้นน้อง หรือใครก็ตามที (ที่มา)
  3. มันต้องแสดงความรับผิดชอบของผู้ทำเป็นอย่างดี หมดยุคของการโอดโอย โทษฟ้าโทษฝนถึงผลที่ตามมา แม้จะเป็นผลที่คาดเดาได้เสมอๆ
  4. ยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล รถฮอนด้าพันคันออกมาจากโรงงานเดียวกัน บ้านผมมีสองสามคันดีหมด ยังมีคันนึงออกมาให้คุณเดือนเพ็ญไปทุบจนเป็นข่าวไปทั่วโลก ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าทุกๆ คนจะเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่าไปตัดสินว่าความแตกต่างนั้นเป็นความผิดเสมอ (3 กับ 4 นี่อันเดียวกัน)

แนวคิดอะไรประมาณนี้จะทำให้เกิดกิจกรรมเดียว ที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยทำร่วมกันได้นี่เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ดี “ในภาพรวม” ได้ ยิ่งเราต้องคิดถึงแนวคิดข้อ 4 ในเรื่องความแตกต่างเข้าไปด้วยแล้ว แต่เท่าที่ลองนึกๆ ดูก็มี

  1. งานแฟร์ แทบทุกมหาวิทยาลัยมีงานแฟร์กันอยู่แล้ว ดีกรีความน่าสนใจต่างกันไป อย่างที่ผมชื่นชมมากๆ ก็เช่น ม.บางมด ถ้าทำให้งานแฟร์ในมหาวิทยาลัยเป็นงานที่คน “ส่วนใหญ่” มีส่วนร่วมได้ จะเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะแบ่งส่วนได้ตั้งแต่วิชาการเต็มเหนี่ยวไปจนถึงบันเทิง (ต้องคุมสัดส่วนดีๆ ไม่งั้นเละ)
  2. ผมเคยพูดถึงวิชาสมมติ ที่ให้รุ่นพี่มีส่วนร่วมสูงๆ (อยู่ในบล็อกนี่ล่ะ แต่หาไม่เจอ) อย่างวิศวะก็เป็น Introduction to Engineering ให้ทำงานกลุ่ม รุ่นพี่มีส่วนร่วมมากๆ TA อาจจะอยู่ในระดับ 1 ต่อ 5 ทำงานกลุ่ม โปรเจคไม่ยากเกินไป แต่อาศัยความร่วมมือสูงๆ อย่างลองสร้างบ้านจำลอง, สร้าง GRID Computing จากซากคอม (ยากไปป่าวว่ะ?), เครื่องบินบังคับวิทยุ จากไม่บัลซาร์กับรถกระป๋อง ฯลฯ
  3. จัดติว อันนี้คงมีกันทุกมหาวิทยาลัย แต่คนมีส่วนร่วมอย่างมากๆ คงไม่เกิน 50 คน มากกว่านี้คงจัดการกันลำบาก
  4. เข้าค่าย เป็นกิจกรรมที่น่าจะดูเข้าท่าที่สุด แนวคิดคือจุดมุ่งหมายง่ายๆ ประสบความสำเร็จโดยเร็ว จะได้กลับบ้านไปอ่านหนังสือ อย่างเช่นไปปลูกป่าปีละิสิบไร่ ปักป้ายไว้ว่ารุ่นไหนก็คงเข้าท่า หรือไปดำนากันรุ่นละยี่สิบแปลง (ดำอย่างเดียว ให้ชาวนาดูแลต่อ) ถึงเวลากลับไปเกี่ยวมาหุงกิน จะได้รู้รสชาติ อันนี้อยากทำเองมานานแล้ว

แนวคิดพวกนี้ เอาเข้าจริงแล้ว มันก็แค่การสมมติในหัว และเขียนอธิบายอยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ สุดท้ายแล้วการเปลี่ยนแปลงคงต้องเจอความเจ็บปวดกันไม่น้อยจากการล้มลุกคลุกคลานของการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเจ็บปวดในวันนี้ ก็เป็นการลดความปวด หากต้องเจอความเปลีั่ยนแปลงในวันพรุ่งนี้เสมอๆ

Now is better than never.
Although never is often better than *right* now.
The Zen of Python