อย่างมงายในวิทยาศาสตร์

เพิ่งอ่านเล่มนี้จบแล้วเจอเคส “แชร์วิทยาศาสตร์เทียม” พอดี ว่าจะดองรีวิวเลยไม่ดองดีกว่า

Pandora’s Lab เป็นหนังสือประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาตร์อีกเล่ม แต่มันพูดถึงกรณี “Science gone wrong” วิทยาศาสตร์ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ สร้างความเสียหาย ทำลายชีวิต เริ่มตั้งแต่เคสคลาสสิคอย่าง ยาเสพติดเช่นเฮโรอีนที่เคยถูกใช้เป็นยาแบบไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์, การผ่ากลีบสมอง (lobotomy), ไปจนถึงการคัดเลือกสายพันธุ์ของมนุษยชาติที่นำไปสู่กระบวนการ Eugenics และการฆ่าล้างเผ่าพันธ์

มีกรณีอื่นๆ ในหนังสืออีก แต่ประเด็นในหนังสือคือ “อย่างมงายในวิทยาศาตร์” หนังสือบอกเล่าถึงความผิดพลาดในการเชื่อถือข้อมูลที่ “ดูเป็นวิทยาศาสตร์” และถูกนำมาประยุกต์ใช้งานจริงเพื่อที่จะพบว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์เทียมหรือเป็นข้อมูลเท็จ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องราวมักซ้ำไปมา เช่น ความเชื่อเริ่มต้นไร้ข้อมูลสนับสนุน, คนเผยแพร่เป็นนักวิทยาศาตร์ดังแต่ไม่ได้ทำงานวิจัยพิสูจน์ความเชื่อที่ตัวเองเผยแพร่จริง, หรือกระทั่งงานวิจัยที่แสดงผลได้เพียงครั้งเดียวและได้ตีพิมพ์ในวารสารดัง แต่คนอื่นทำซ้ำอีกไม่ได้

ช่วงท้ายของหนังสือวิเคราะห์ถึงอาการเป๋ ของนักวิทยาศาสตร์ดัง ที่หลายต่อหลายคนเข้าป่า เผยแพร่ความเชื่อผิดๆ จนเป็นบาดแผลต่อชื่อเสียงที่สร้างมา ว่าคนเหล่านี้บางทีก็ถูกมาตลอดจนยอมรับว่าตัวเองเชื่อผิดไม่ได้, หรือบางคนก็อยากค้นพบสิ่งยิ่งใหญ่เพื่อกลับมาดังอีกครั้ง

ความดังไม่มีผล ความเทพของงานวิจัยไม่มีผล วิทยาศาตร์ต้องพิสูจน์ได้ มีข้อมูล-กระบวนการ คนภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเดิมทำซ้ำได้

ไม่ว่าคน/รายงานวิจัย/วารสาร จะเทพแค่ไหน ก็อย่าบูชา และอย่างมงาย

 

LINE on Chrome

ด่า LINE มานาน เคยไปคอมเมนต์ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เรื่องแอปขอสิทธิ์ “อ่านและเขียนเนื้อหา” ทุกเว็บที่เราเข้า เพราะตัวแอปพัฒนามาแบบ extension แล้วเลิกพัฒนาแบบแอปไป

ล่าสุดก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะแก้ไขอะไร LINE ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่แย่ที่สุดสำหรับการใช้งานจริงจัง แพลตฟอร์มอื่นก็แค่ให้ใช้ผ่านเว็บธรรมดาไม่ต้องเรื่องมาก แถมฟีเจอร์ค่อนข้างใกล้เคียงกันทุกแพลตฟอร์ม LINE นี่พอออกนอกแอปแล้วอยู่ระดับเลวร้าย

ในเมื่อเราไม่อยากให้สิทธิ์ LINE อ่านทุกแท็บ บนเดสก์ทอปธรรมดามีทางออกอีกแบบคือแยก profile ไป เพราะ Chrome รันสองโปรไฟล์พร้อมกันได้ แต่ถ้าไม่อยากทำแบบนั้น หรืออยู่บน chromeos ซึ่งรันสองโปรไฟล์พร้อมกันไม่ได้ก็มีทางจำกัดสิทธิ์อีกอย่าง

ใน chromeos ล่าสุดเปิดให้คอนฟิก site-access ได้แล้ว ก็จะจำกัดให้อ่านได้เฉพาะเว็บที่เรากำหนด ซึ่งพบว่าเปิดให้แค่สี่เว็บก็ใช้งานได้ครบถ้วนดี

ใส่ไว้เท่านี้ก็จะใช้งานได้โดยไม่ต้องเปิดให้อ่านเว็บอื่น ตอนนี้คุยงานได้ แต่เจอฟ้องว่าเน็ตเวิร์คไม่เสถียร ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร

 

สมประสงค์ แลนด์

อ่านเรื่อง Asia Financial Crisis เมื่อปี 2540 อีกครั้ง แล้วเพิ่งเห็นว่าจุดเริ่มต้นของวิกฤติมีจากเดิมที่ได้ยินว่าเป็น Finance One ยังมี สมประสงค์ แลนด์ อีกบริษัท อันนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน เลยลองไปอ่านดู

 

LTF/RMF

เห็นเริ่มมีถกเถียงกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ บันทึกความคิดตัวเองเกี่ยวกับ LTF/RMF ไว้หน่อย

TL:DR ควรยกเลิกรูปแบบที่เป็นอยู่

ไม่ว่าเราจะบอกว่า RMF เป็นการสนับสนุนให้คนออมหรืออย่างไร ระบบการจูงใจ LTF/RMF ทุกวันนี้ออกแบบไว้ในขั้นแย่ มันลดภาษีให้คนฐานภาษีสูง ที่น่าจะมี รายรับส่วนเกิน (จากการใช้เพื่อดำรงค์ชีพ) สูงอยู่แล้ว มากกว่าคนฐานต่ำ

LTF บอกว่าทำให้ตลาดหุนมีเสถียรภาพนี่ก็ไร้สาระ ปีๆ นึงนักวิเคราะห์ต้องออกมาวิเคราะห์ว่าเงินจะเข้าจะออกจากตลาดหุ้นเท่าไหร่ กระทบ index เท่าไหร่ ถ้าไม่จูงใจ มั้นมีเสถียรภาพตรงไหน

ถ้าจะทำต่อ อย่างน้อยก็ต้องปรับให้เป็นระบบเครดิตภาษี คนฐานภาษีต่ำได้มากกว่าหรือเท่ากับคนฐานภาษีสูง เช่น ซื้อ 100,000 คืนภาษี 15,000 ไม่สนฐานภาษี คนรายได้น้อยแต่ออมเยอะ อัตราภาษีก็อาจจะต่ำลงจนถึงหายไปเลย ให้คนชั้นล่างลืมตาอ้าปากได้ง่ายขึ้น ส่วนคนฐานภาษีสูงก็ต้องไม่ “ได้ประโยชน์” มากไปกว่าคนฐานภาษีต่ำ ไม่ใช่คนฐาน 35% คิดส่วนลดภาษีแล้วแทบไม่มีทางขาดทุนเลยแบบทุกวันนี้

คนฐานภาษีสูงๆ นั้นไม่ต้องไป “จูงใจ” ให้เขาลงทุนมากหรอก คนเหล่านี้เขามี surplus สูง เงินเก็บเยอะ เขาทนเห็นดอกเบี้ยฝากประจำไม่ได้นานหรอก ถึงจุดหนึ่งเขาหาทางซ้ายขวาจัดพอร์ตลงทุนตัวเองทั้งนั้น คนพวกนี้ธนาคารรักขาดใจ ส่งที่ปรึกษามาชวนจัดพอร์ตการลงทุน (เพื่อหวังค่าธรรมเนียม) ด้วยซ้ำ

ระยะยาวถ้าจะจูงใจ เห็นแก่ว่าเป็นเงินเก็บยามชรา ก็งดภาษี capital gain หากซื้อครบตามเงื่อนไขก็พอแล้ว