23 ล้าน

วันก่อนที่มีข่าวซื้อตัวสส. กัน มีตัวเลขหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาคือราคาอยู่ที่ประมาณ 23 ล้านบาท แล้วมีการพูดคุยกันเยอะว่าทำไมน้อยกว่าที่หลายคนคิด ผมเองเคยสัมภาษณ์บริษัท Robowealth ระหว่างสัมภาษณ์มีตัวเลขหนึ่งคือ คนจะเกษียณอย่างสบายได้ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท

หลังจากลองมาคำนวณดูแล้ว 20 ล้านนับเป็นตัวเลขของคำว่า “สบายไปตลอดชาติ” อย่างพอดี จากที่เคยคุยกับคนทำงานว่าในกทม. นั้น รายได้ที่น่าจะ “สบายๆ” น่าจะเกิน 50,000 บาทขึ้นไป ที่รายได้เท่านี้ คุณจะกิน, เที่ยว, และมีชีวิตความเป็นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีมากไม่ต้องประหยัดเท่าใดนัก แม้จะไม่ได้มีเหลือพอให้กินอาหาร fine dining บ่อยๆ หรือติดแบรนด์เนมเป็นว่าเล่นก็ตาม

เงินก้อน 20 ล้านบาท หากลงทุนแบบไม่เสี่ยงนัก ผลตอบแทน 4.5-5% ก็ไม่น่ายากเกินไป ผลตอบแทนนี้ทำให้เราสามารถมีชีวิตแบบรายได้ 50,000 บาทได้ โดยที่ยังมีเงินเหลือพอไปเก็บเพิ่มเพื่อสู้กับเงินเฟ้อเสียด้วย

แปลว่าเราจะมีคุณภาพชีวิตเท่าๆ กับเงินเดือน 50,000 บาทในวันนี้ ตลอดไป ทำให้ 20 ล้านนับเป็นตัวเลขที่ชวนให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ก็แค่ครั้งเดียว ที่เหลือจะอะไรก็ช่างมัน” ได้เป็นอย่างดี

 

Her Private Life

เห็นเรื่องนี้ดังมากในทวิตเตอร์เมื่อปีที่แล้ว เพิ่งได้ดูใน Netflix และเกือบเลิกดูตั้งแต่ 1-2 ตอนแรกเพราะเห็นว่าเป็นหนังรักแบบการ์ตูนเกินไป ไม่มีประเด็นอะไรให้คิดต่อเท่าไหร่

แต่กลางๆ เรื่องพอโอเคอยู่ เล่นประเด็นกับความสัมพันธ์ของคนที่คลั่งไคล้ (obsessed) กับอะไรมากๆ และการวางความสัมพันธ์กับคู่ที่เป็นแฟนว่าจะวางตัวกันอย่างไร และมันก็อยู่กันไปได้ โดยเรื่องหลักพูดถึงชีวิตกลุ่มแฟนคลับ (นางเอก) ที่บ้าดาราชายมากๆ แต่ก็มีความสัมพันธ์ของตัวเอง ขณะเดียวกันในเรื่องก็มีคู่พ่อแม่นางเอกที่ต่างคนต่างคลั่งอะไรกันคนละอย่างอีกเช่นกัน

มีประเด็นเล็กๆ ให้เก็บบ้าง เช่น การเล่นสัญลักษณ์กาแฟ ที่นางเอกเป็น americano และพระเอกเป็นนมร้อน (กินกาแฟไม่ได้) แต่ก็หาพื้นที่ร่วมเป็นลาเต้ได้ หรือเพื่อนนางเอกที่พูดถึงความสัมพันธ์ที่สามีทำผิดแล้วใช้ลูกมาง้อว่าเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด

ท้ายเรื่องเริ่มยืดมีอาการบทหมดไม่มีประเด็นต่อแล้ว ตอนสุดท้ายนี่มีประเด็นเดียวคือทั้งสองรักกันตลอดไป happily ever after

 

The Rise and Fall of Dinosaurs

หนังสือเล่มที่สองที่ฟังในปีนี้ หลังจากซื้อมาเมื่อปลายปีที่แล้ว เล่าถึงประวัติศาสตร์แห่งไดโนเสาร์ ไล่มาจากจุดกำเนิดที่มีสิ่งมีชีวิตยุคก่อนมัน สภาพแวดล้อมของโลก และเหตุผลที่บางพันธุ์แพร่พันธ์ไปบางพื้นที่

ให้เทียบกับหนังสือไดโนเสาร์ทั่วไปที่มักเอาแต่บอกว่าไดโนเสาร์ตัวไหนอยู่ยุคไหนแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็นับว่าดีกว่ามาก มันเล่าถึงความเชื่อมโยง สภาพภูมิศาสตร์ จุดเปลี่ยนสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างกัน และการตัดแบ่งยุคต่างๆ ว่ามันมีจุดตัด (และบางจุดที่ไม่มีอะไร แค่ยุคที่แล้วมันนานไปแล้ว) อย่างไรบ้าง ไปจนถึงกระบวนการค้นแบบต่างๆ ตั้งแต่แหล่งค้นพบฟอสซิล ไปจนถึงข้อสรุปของไดโนเสาร์ที่หลายประเด็นก็เพิ่งมีข้อสรุปไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น

ผมเองไม่ใช่แฟนคลับไดโนเสาร์นัก อ่านได้เรื่อยๆ ไม่ตื่นเต้น และอาจจะเรียกว่าไม่อินก็คงได้ แต่โดยรวมถ้าชอบ หรือให้เด็กโตหน่อย ม.ต้น-ม.ปลาย ก็น่าจะได้ความรู้ดี

หนังสือเสียงจาก Audible ไม่แถม PDF ภาพ อันนี้แย่

 

Upheaval

หนังสือเล่มแรกที่อ่านจบในปี 2019 หลังจากอ่าน Guns, Germs, and Steel ของคนเขียนคนเดียวกันไม่จบ เป็นหนึ่งในไม่กี่เล่มที่ปีที่แล้วขอ refund

โดยรวมคือหนังสือประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ของหกชาติที่ส่วนใหญ่เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมา และผ่านจุดเปลี่ยนอย่างรุนแรงที่ปกเรียกว่า upheaval แต่ในหนังสือมักเรียกเป็นวิกฤติ (crisis) แล้ววิเคราะห์ถึงเหตุผลที่การเปลี่ยนผ่านเหล่านั้นว่าทำไมจึงเป็นอย่างที่มันเป็น โดยกำหนดปัจจัย 12 ประการ

หนังสือสนุกดี และเราน่าจะได้ความรู้ประวัติศาสตร์ประเทศที่เราไม่เคยรู้อยู่บ้าง เช่น ฟินแลนด์ที่ผมแทบไม่เคยอ่านเรื่อง Winter War เลย หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียช่วงก่อนซูฮาโตก็นึกไม่ออกเหมือนกัน หนังสือเล่าเรื่องราวทีละประเทศไปเรื่อยๆ ทำให้เหมือนหนังสือเล่มเล็กๆ ต่อกัน

แต่การเล่าเรื่องและการวิเคราะห์หลายครั้งก็ใช้ประเด็นยิบย่อย เช่น ฟังเพื่อน ฟังญาติ แม้จะอ่านสนุกแต่ก็ตั้งคำถามว่ามันจะเป็นการวิเคราะห์ที่ดีหรือเปล่า การใช้ factor ทั้ง 12 ที่ยกมาก็ดูไม่มีน้ำหนักอะไรมากนัก

ครึ่งหลังเป็นการวิเคราะห์ถึงวิกฤติในปัจจุบันทำให้หนังสือหลุดจากการเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ และเหมือนเป็นหนังสือสรุปข่าวประจำปีมากกว่า

โดยรวมๆ เป็นหนังสือที่อ่านได้ สนุกดีแต่ไม่ได้คิดว่ามีพลังเท่ากับเล่มก่อนๆ หน้า