ปริศนา

เพิ่งเคยดูละครของค่าย DreamBox เป็นครั้งแรกหลังจากดูของทางฝั่ง Scenario มาหลายรอบแล้ว

ปริศนาเป็นนิยายที่ดูเรื่องย่อแล้วก็นึกออกว่าสร้างละครเวทีได้ดีแน่ๆ เรื่องราวของหญิงสาวที่ล้ำยุคกับชายสูงศักดิ์หัวโบราณ สร้างความ contrast ให้กับเรื่องได้พร้อมๆ กับฉากแนวพีเรียดที่ชวนฝัน มันเป็นเรื่องของผู้หญิงที่บังเอิญได้ไปเรียนสหรัฐฯ ตั้งแต่เด็ก และกลับมาเมืองไทยเมื่อโตเป็นสาว ปริศนามีความหลังหลายด้าน ทั้งพ่อที่ตายก่อนเธอเกิด ชาติกำเนิดของเธอที่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นลูกของพ่อจริงๆ แม่ที่แยกตัวจากครอบครัวของพ่อออกมาแล้วเลี้ยงลูกทุกคนด้วยตัวเองจนมีฐานะเพียงชนชั้นกลาง-ล่าง

เรื่องราวที่ตรงไปตรงมา ปริศนาเจอคุณชายในภาพที่ไม่น่าประทับใจนัก แต่สุุดท้ายเธอและเขาก็รักกัน จากนั้นก็มีอุปสรรคเข้ามา

เรื่องราวน่าสนใจหลายอย่าง ไว้ไปงานหนังสือคงไปซื้อมาอ่านอีกที หน้าโรงละครมีขายแต่ไม่ลดเลย พร้อมกับช่วงนี้อ่านหนังสือพร้อมกันอยู่หลายเล่มจนล้น เลยคิดว่าไว้ก่อนดีกว่า

ส่วน production

  1. โรง M Theater เป็นโรงละคนอเนกประสงค์ที่ดูจะไม่ได้สร้างสำหรับละครเวทีเป็นการเฉพาะนัก slope ค่อนข้างน้อย ทำให้หัวบังกัน
  2. การสลับฉากของ DreamBox ยังไม่มืออาชีพเท่า Scenario แสงตอนเปลี่ยนฉากไม่มืดสนิท การจัดฉากหลายครั้งมีเสียงแปลกๆ ออกมาเยอะ และการจัดฉากไม่ทันบ่อยมาก แม้จะเนียนๆ ว่าเป็นคนใช้จัดโต๊ะก็ตามที
  3. ที่น่าทึ่งคือตัวแสดง เลือกมาค่อนข้างดีมาก ตรงบท และร้องเพลงได้ดี
  4. ตัวเพลงออกมาดีทั้งเรื่อง ไม่ค่อยมีหลุดในระดับที่กระชากอารมณ์ออกจากเรื่อง อาจจะเป็นเพราะเพลงนั้นไม่ยากมากในการไล่เสียงสูงต่ำมากๆ แต่ผมพบว่าการใส่เพลงโชว์พลังโดยที่บางทีนักแสดงไปไม่ไหว (อาจจะไหวตอนซ้อม แต่ตอนแสดงทำไม่ได้) ยิ่งทำให้เรื่องมันแย่ การเลือกใช้เพลงในระดับที่นักแสดงไปได้แน่ๆ นั้นดีกว่ามาก
  5. ห้องน้ำในโรงละครเป็นปัญหาเหมือนกันทั้งกรุงเทพฯ มันจะทำให้พอสำหรับคนทั้งโรงเข้าห้องน้ำเวลาพัก 15 นาทีกันไม่ได้เลยหรือไง
  6. ตัวบทตัดเหลือเวลาเส้นพล็อตหลัง และวางพล็อตรองไว้บ้างได้ดีมาก ทำให้บางพล็อตแทบจะหายไปเลยจากเรื่อง เช่น น้องสาวของคุณชายที่เป็นนักเรียน ผมยังไม่ได้อ่านเลยไม่แน่ใจว่ามีอะไรโดนตัดไปอีกบ้าง แต่เท่าที่ดูบทดีมาก ให้เวลาบทหลักเพียงพอ
  7. ผมไปดูรอบสุดท้ายพอดี คิดว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จมากอีกเรื่องหนึ่งของ DreamBox จนต้องเปิดการแสดงใหม่หลังเดือนพฤษภาคม คาดว่าเป็นปัญหาเดียวกับ Screnario คือคณะละครไม่มีโรงละครของตัวเองแล้ว ไม่สามารถเปิดแสดงยืดหยุ่นได้ตามความสำเร็จของเรื่อง ก็ขอให้รวยๆ จนมีโรงละครของตัวเองเร็วๆ
  8. คือถือช่อดอกไม้เยอะมาก เค้าไปให้นักแสดงกันตอนไหน????
 

We Met

แค่คิดถึงความเป็นไปได้แบบหนึ่งขึ้นมาในโลก Social Network คือการ “เจอ” กันของคนกลุ่มต่างๆ แล้ว add social network เข้าหากัน

ปัญหาคือพอเราเจอหน้ากัน คุยกันครั้งเดียวถูกคอ อาจจะอยากกด add โดยง่าย แต่พอตามกันไป เรื่องราวไม่ตรงกัน กลายเป็น list ที่ leak ไม่อยากให้คนเหล่านี้มาเห็นข้อมูลของเรามากเกินไป

มันน่าจะมี API อะไรบางอย่างที่บอกได้ว่าเรา Add ใครใน Social Network เพราะเหตุการณ์แบบนี้ และเมือมันเป็นเหตุการณ์แบบนี้ โปรแกรมที่ิติดตามจะดูว่าเรามีปฏิสัมพันธ์กับคนนั้นจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ถอดออกเมื่อเลยเวลาที่กำหนด

แล้วเราก็จากกันไป

 

กี่นาที

เรื่องที่บ้านเราทำกันไม่ค่อยได้คือการไปให้ตรงนัดแบบพอดีเป๊ะๆ สมัยก่อนนั้นเราคงอ้างได้ว่ากรุงเทพฯ รถมันติด แต่สมัยนี้แม้จะทำงานในกรุงเทพฯ ที่เป็นแนวรถไฟฟ้า เราก็ยังคงเห็นการไม่ตรงเวลาอยู่นั่นเอง

เรื่องระเบียบคนก็ต้องสร้างกันไป แต่เรื่องหนึ่งที่บ้านเราไม่มีคือข้อมูลพื้นฐานประกอบการวางแผน เรามีโฆษณา BTS ที่โฆษณาว่าเร็วสารพัด หรือโฆษณา MRT ว่ามาตรงเวลาถึง  95% แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าถ้าเราไปถึงประตูรถไฟฟ้าแล้วเราจะถึงปลายทางในกี่นาที และเราต้องเผื่อเวลาไว้เท่าใหร่

เมื่อวานเลยลองจับเวลาแต่ละสถานีเล่นๆ จากหมอชิตไปอโศก

  1. หมอชิต (0.00) จุดเริ่มต้น
  2. สะพานควาย (+2.11)
  3. อารีย์ (+2.09)
  4. สนามเป้า (+1.43)
  5. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (+2.34)
  6. พญาไท (+1.47)
  7. ราชเทวี (+1.36)
  8. สยาม (+2.08)
  9. ชิดลม (+2.31)
  10. เพลินจิต (+1.33)
  11. นานา (+1.44)
  12. อโศก (+1.31)

ถ้ามีแผนผังทั้งระบบรถไฟอีกหน่อยเวลาใครโทรตามเราจะได้ไม่ต้องบอกส่งเดชว่า “อีก 5 นาที” แค่ดูจำนวนป้ายแล้วบวกเวลากันประมาณไปได้เลย

 

ด้วยความกรุณา

ช่วงหลังๆ นี้มีเรื่องต้องเขียนเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานหลายๆ อย่าง และต้องถกกับหลายๆ คนในเรื่องนี้ ผมพบว่าคนไทย แม้จะเป็นคนมีความรู้เอง ยังมองไม่ออกในเรื่องของสิทธิพื้นฐาน

เรายังอยู่กับความคิดของบุญกรรม เรายังไม่รู้สึกรับผิดชอบอะไรที่มีใครบางคนในสังคมเดียวกับเราไม่ได้รับสิทธิอะไรบางอย่าง

คนเหล่านั้นไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไร คนจำนวนมากเป็นคนดีที่ผมคงบอกได้ว่าเป็นคนดีมากกว่าผม เขาพร้อมจะสละหลายๆ อย่างเพื่อแสดงความ “กรุณา” แก่ผู้ด้อยโอกาสที่เขาเห็นว่าสมควรจะได้รับ

แต่สิทธิไม่ใช่เรื่องการควรได้หรือไม่ควรได้ สิทธิพื้นฐานมันคือเรื่องของสิ่งที่คุณจะได้เองทันที เมื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รับรองสิทธิพื้นฐานเหล่านั้น ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน ไม่ว่าคุณจะน่าสงสารหรือสมประกอบ

เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดี ไม่ว่าจะมีคุณย่าป่วยต้องหาเลี้ยงอยู่ที่บ้านหรือไม่ คนไทยทุกคนต้องเข้าถึงการปัจจัยพื้นฐานได้แม้เขาจะเป็นนักโทษฉกรรจ์ในเรือนจำก็ต้องได้รับการรักษาโรค สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่สิทธิตามแต่ผู้ให้บริการจะทำให้ได้เมื่อสะดวก แต่เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการต้องจัดหาให้พร้อมก่อนจะให้บริการ

การมองสิทธิว่าทุกคนต้องได้รับจึงไม่ใช่เรื่องของความกรุณา มันเป็นเรื่องของการเชื่อว่าทุกคนควรได้รับเท่าๆ กันจริงๆ ไม่ว่าจะน่ารังเกียจ หรือไม่สมควรได้เพียงใด

วันหนึ่งสังคมเราคงมองมันออก และเปลี่ยนความคิดไป