หน้าที่แห่งรัฐ

เคยคิดเรื่องนี้ไว้นาน ช่วงนี้มีประเด็นสังคมก็ได้เวลาเอามาเขียนสักที

ผมโตมากับความคิดด้านเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมค่อนข้างมาก (ที่บ้านมีธุรกิจ, เล่นหุ้น ฯลฯ) โดยทั่วไปแล้วจึงไม่ค่อยเชื่อการแทรงแซงของรัฐนัก ทั้งค่าแรงขั้นต่ำ การแทรกแซงราคาสินค้า ฯลฯ

ผมเติบโตมาในโลกอินเทอร์เน็ต โลกที่การแข่งขันเสรีแบบสุดขั้วแทบจะเป็นอนาธิปไตย และเห็นการแข่งขันอย่างรุนแรงช่วยให้โลกโดยรวมเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรวมแล้วคนมีอาชีพ, มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

แต่ในโลกความเป็นจริงมีคนไม่สามารถปรับตัวได้เสมอ มีคนที่เราอาจจะมองว่าเขาไร้ความสามารถหรืออะไรก็ได้ เขาอาจจะไม่ต่างจากเราแต่พลาดพลั้งไปบางครั้งและไม่สามารถกลับมาแข่งขันในโลกธุรกิจหรือการทำอาชีพได้อีก

สังคมที่ดีในความคิดของผม รัฐจึงมีหน้าที่แค่สองอย่าง สนับสนุนการแข่งขัน และดูแลความเป็นอยู่ขั้นต่ำ

เราแต่ละคนอาจจะพ่ายแพ้ได้ในบางระดับ แม้แต่คนชั้นกลางเองทุกวันนี้อยู่ดีๆ มีปัญหาสุขภาพไม่หนักหนามากก็อาจจะกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ไปได้ง่ายๆ คนจบใหม่ๆ เกิดมีเหตุต้องผ่าตัดสักครั้งก็ไม่สามารถดูแลตัวเองในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบได้แล้ว พวกเขาอาจจะกลายเป็นคนล้มละลายได้ง่ายๆ หากไม่มีครอบครัวหนุนหลัง หรือสวัสดิการสังคม

รัฐจึงควรมอบความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐานให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้พวกเขาลุกขึ้นสู้กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมต่อไปได้

ระบบประกันขั้นต่ำที่สุดที่เราเห็นในไทยคือระบบประกันสุขภาพ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ แม้จะมีเสียงบ่นว่าบริการต้องรอนาน แพทย์มีเวลาให้กับคนไข้แต่ละคนจำกัด ฯลฯ แต่บริการขั้นพื้นฐานก็ทำหน้าที่ได้ดี

ความเป็นอยู่ขั้นต่ำไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะเวลาป่วย ในความเชื่อของผมปัจจัยสี่ทั้งหมดต้องมีบริการขั้นต่ำไว้ทั้งหมด คนเราที่ผิดพลาดอะไรไป สังคมควรอุ้มชูให้เขาได้เริ่มต้นจากจุดที่ไม่ต่ำเกินไป ความเป็นอยู่พื้นฐานอย่างเครื่องนุ่งห่ม, อาหาร/น้ำดื่ม, ที่อยู่อาศัย เราควรบอกได้ว่าสังคมเรามาไกลในระดับที่ดูแลเรื่องเหล่านี้ให้กับทุกคนในสังคมได้

วันหนึ่งถ้าคุณล้มละลาย บ้านถูกยึด ทรัพย์สินหมดตัว รัฐควรมีที่ทางกับคุณที่จะพอมีอาหาร, น้ำดื่ม, และที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัยเหล่านี้อาจจะไม่สะดวกสบาย หอนอนสำหรับคนไร้บ้านอาจจะไม่มีความเป็นส่วนตัวนักหรือไม่มีความสะดวกสบาย แต่ก็มอบความปลอดภัยในชีวิต มีสุขอนามัยที่ดี อาหารที่รัฐมอบให้อาจจะไม่ได้อร่อยอะไรแต่ก็สะอาดและปลอดภัย

ทุกคนควรมีจุดเริ่มต้นที่ไม่แย่เกินไป คนที่มาจากครอบครัวที่จนที่สุดจะสามารถเก็บหอมรอมริบจากการอาศัยในที่อยู่อาศัยที่รัฐจัดให้ได้ วันหนึ่งเมื่อฐานะของเขาดีขึ้นพวกเขาก็คงจะแสวงหาความสะดวกสบายที่ดีกว่าเดิม พวกเขากลับออกไปจ่ายภาษี ไม่ได้ใช้ที่อยู่หรืออาหารที่รัฐมอบให้อีกต่อไป เช่นเดียวกับทุกวันนี้คนคนชั้นกลางขึ้นมาสักหน่อยก็อาจจะไม่ได้เข้าโรงพยาบาลรัฐ ขณะเดียวกันเมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาพลาดพลั้ง ก็ไม่มีใครต้องคุ้นขยะกิน หรืออาบน้ำในคลอง ทุกวันนี้คนชั้นกลางเองที่ป่วยหนักขึ้นมาจนฐานะไม่สามารถรองรับไหวก็ยังสามารถเข้ารักษาในสถานพยาบาลของรัฐ ได้โดยไม่ต้องล้มละลายกันไป

เมื่อพร้อมอีกครั้งก็เข้าไปแข่งขันกันใหม่

 

Maker Movement

เหตุจากเมื่อคืนนอนไม่หลับ ตื่นมานั่งทำงานแต่เช้าตรู่แล้วเห็นทวีตเนยสด เลยกดไปต่อแล้วฟังไปถึงเพลงข้างบน

พบว่า IU เป็นนักร้องที่เสียงมีเอกลักษณ์ดี สามารถนั่งฟังเป็นเพลงได้แบบไม่ต้องดู MV หรือการแสดงอะไรฟังได้เรื่อยๆ คงเป็นอีกคนที่อยู่ในลิสต์

หัวข้อบล็อคน่าจะไปมั่วซั่วไปได้

 

Jurassic World

หนังที่ต้องไปดูเพราะความทรงจำกับภาคแรกๆ สมัยที่ผมต้องนั่งเก้าอี้เสริมระหว่างทางเดินในโรงหนัง แม้จะอยู่ในระดับคลาสสิคแต่ภาคต่อๆ มากลับทำได้แย่ลงเรื่อยๆ (IMDB จาก 8.1 เหลือ 6.5 และ 5.9) กลายเป็นหนังราคาถูกที่เล่นกับกิมมิกของภาคแรกซ้ำไปมา

Jurassic World พยายามไถ่บาปของทั้งสองภาคก่อนหน้านี้ ด้วยการรีเซ็ตโลกใหม่ที่พอมีความเกี่ยวกันบ้างแต่ก็ไม่ได้พยายามเดินเรื่องต่อกันนัก ไม่เล่นกับกิมมิกเดิมๆ อีกต่อไป

โปรดักชั่นและบทของภาคนี้กลับมาเป็นหนังชั้นดีอีกครั้ง แต่ผู้สร้างจงใจเอาใจคนที่ชอบภาคแรกชนิดว่าใครคิดถึงก็ยังไม่ลืมกัน

22 ปีผ่านไป Jurassic World คงเป็นแบบเดียวกับวงนักร้องในไทยที่กลับมารวมตัวกันใหม่แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง คนยุค Jurassic Park สามารถจูงลูกไประลึกความหลังโดยสนุกไปพร้อมๆ กัน

แต่สำหรับผมเองแล้วกลับรู้สึกว่ามันเด็กเกินไปหน่อย มันพยายามตลกเกินไป เพราะอารมณ์ที่จำได้จาก Jurassic Park คือความตื่นเต้นและตื่นตา สิ่งเหล่านี้กลับหายไป ฉากบู๊แม้จะเรียกว่าสนุกแต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นในระดับเดียวกันได้อีกแล้ว ไดโนเสาร์เองก็ไม่ใช่ของที่ผมจะทึ่งอีกครั้งกับกราฟิกที่ Jurassic Park ทำได้ในระดับสมจริงเป็นครั้งแรกๆ ครั้งนี้ก็กลายเป็นอีกครั้งที่สมจริงพอสมควร

อารมณ์และประสบการณ์แบบนั้นคงไม่สามารถดึงกลับมาได้อีกครั้งแล้ว

 

พังเพราะอวดรวย

ผมได้ยินเรื่องราวของโปรเจคไอทีที่อยู่ในระดับ “พัง” อยู่เรื่อยๆ ได้ยินต่อๆ กันมาบ้างใกล้บ้างไกลบ้าง สาเหตุแตกต่างกันไป

แต่สาเหตุหนึ่งที่บ่อยครั้งเป็นสาเหตุใหญ่ และแม้แต่โปรเจคที่ไม่ได้พังก็มักมีความชอกช้ำกันมา คือการอวดรวย

การซื้อของแพงไม่ได้ผิด ความน่าเชื่อถือของสินค้าหลายตัวเป็นเรื่องจริง สินค้าที่มี ecosystem ที่ดีเป็นคุณค่าจริงที่หากเราได้ประโยชน์จากมันก็อาจจะคุ้มค่าที่จะจ่าย

แต่การซื้อของแพงโดยที่งบประมาณจำกัด การทุ่มทุนกับของที่หาประโยชน์อะไรจริงจังไม่ได้นอกจากความเชื่อว่ามันจะดี เบียดเบียนให้ต้องมาจำกัดจำเขี่ยกับทรัพยากรที่มีประโยชน์แน่ๆ นำพาให้โครงการต้องเดินหน้าอย่างขัดสน ขาดทรัพยากรพื้นๆ นำไปสู่ความล่าช้า (ซึ่งเอาจริงๆ ค่าตัวแรงงานมักจะแพงที่สุด แต่จะมาบานปลายหลักจากบีบให้แรงงานทำงานอย่างจำกัดจำเขี่ยไปแล้วนานๆ จนกระทั่งโปรเจคเกินกำหนด)

ถ้ารวยก็ซื้อของแพงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าไม่รวยก็อย่าพยายามหลอกตัวเองว่ารวย อยู่กับของที่มี ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มีไม่มีกี่ครั้งที่จะมีการตัดสินใจแบบนี้