เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด

ตอนงานหนังสือเห็นหัวข้องานหนังสือปีนี้แล้วคิดว่าน่าสนใจ งานหนังสือเลือกเอาหัวข้อเฉพาะกลุ่มมาทำให้เป็นประเด็นสังคม เลยคิดว่าจะเขียนถึงหัวข้อนี้ตั้งแต่ช่วงงานแต่ก็ล่วงเลยมาจนตอนนี้

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วมีความสุขกว่าตอนสมัยเด็กๆ มาก ความเป็นผู้ใหญ่ทำให้ผมต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีความเครียดจากการต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง แต่ก็มาพร้อมกับอิสระที่เลือกได้เอง และคิดว่าเลือกได้ดีกว่าตอนที่ถูกเลือกให้หลายๆอย่าง

ผมคิดว่าเด็กๆ ควรถูกฝึกให้พร้อมรับความรับผิดชอบแบบนี้ไปพร้อมๆ กับการปล่อยให้มีอิสระที่จะเลือกได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน แต่กับพ่อแม่จำนวนมากลูกก็ไม่ต่างจากตุ๊กตาที่มีไว้ให้กำหนดท่าทางไปจนชั่วชีิวิต

เด็กๆ เองควรถูกฝึกและเน้นว่าวันหนึ่ง เขาต้องรับผิดชอบตัวเอง อย่างน้อยที่สุดคือด้านการเงิน ผู้ใหญ่เองคงไม่สามารถเข้าใจถึงความฝันของเด็กยุคใหม่ๆ ได้ ยุคที่ผมโตขึ้นมาตอนเด็กๆ เรายังมีละครหลังข่าวแสดงความน่าอดสูของอาชีพเต้นกินรำกินกันอยู่ แต่ยุคนี้บอกว่าจะฝึกร้องเพลงไปแข่งเดอะว๊อยส์คงไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไปกันอีกต่อไปแล้ว แต่ช่องว่างของยุคยังคงมีอยู่และน่าจะมีอยู่ตลอดไป ผู้ใหญ่หัวสมัยใหม่ยุคนี้เองเจอเด็กบอกว่าผมจะทำอาชีพแคสเกมก็คงงงอีกอยู่ดี คราวนี้ไม่เต้น ไม่รำ มันนั่งเล่นเกมแล้วจะหาเงินยังไง เด็กสายคอมบอกพ่อแม่ว่าอยากเป็นแฮกเกอร์พ่อแม่อาจจะตกใจว่าลูกจะไปเป็นโจร

แต่ทั้งหมดคือในฐานะเด็กก็ควรอธิบายได้ว่าจะสามารถดูแลตัวเองในทางการเงินได้ คุณอาจจะอยู่กับพ่อแม่ แต่สามารถสร้างรายได้ของคุณพอที่จะไปเช่าหออยู่เองได้ เรื่องที่เข้าใจยากก็จะกลายเป็นเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ตลอดชีวิตเด็กของผมเจอผู้ใหญ่พร่ำบอกตลอดเวลาว่าความเป็นเด็กนั้นดีเพียงใด สมัยมัธยมก็โดนบอกว่าเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะเหนื่อยยากโน่นนี่ พอจะจบก็โดนพร่ำบอกว่าชีวิตทำงานมันโหดร้ายสารพัด อันนี้ถ้ามีน้องๆ ยังไม่จบมาอ่านก็อยากบอกว่ามันไม่ได้เป็นสัจธรรมขนาดนั้น ชีวิตทำงานปกติมีทางเลือกเยอะพอสมควร เราเลือกทำงานที่ดีๆ ได้อยู่เรื่อยๆ ชีวิตมหาวิทยาลัยที่ผมเลือกเองทำให้ผมไม่ต้องทนทุกข์กับการคัดไทยที่ทำไม่เคยได้ดีตลอดชีวิต ผมเลือกเรียนวิชาที่ผมอยากเรียนแม้จะแปลกประหลาดเพราะเรียนวิชาภาคตัวเองเป็นวิชาเลือกเสรีเพราะผมมีความสุขแบบนั้น การที่เราหารายได้เองได้ทำให้เรามีทางเลือกของเราเอง เราเลือกจะไปเที่ยวเมื่อเราอยากไป และไปที่ที่เราอยากไป เราจะเห็นโลกกว้างขึ้น เราเลือกทำงานที่ค่อนข้างครงกับความสนใจของเราได้ และหลายคนพบว่าความลำบากที่เคยโดนขู่สารพัดเป็นคำจากคนที่มีความทุกข์กับช่วงชีวิตของเขาไม่กี่คน

คนจำนวนมากมีความสุขกับชีิวิตผู้ใหญ่ คนจำนวนมากมองว่าคำขู่ที่เขาได้รับมานั้นมันใช้ได้กับคนไม่กี่คน

ระหว่างที่เป็นเด็กก็คงที่ตัดสินใจชีวิตตัวเองได้น้อย คำแนะนำคงมีแค่ว่าหาทางที่ตัวเองอยากไป หาทางรับผิดชอบตัวเองให้ได้ แล้วเลือกไปทางที่ตัวเองอยากไป แล้วหวังว่าวันหนึ่งจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ พร้อมกับได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

Fairtrade

453px-FairTrade-Logo.svg

ผมเป็นคนเชื่อเรื่องการแข่งขันแบบทุนนิยมพอสมควร และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไปอุ้มอาชีพใดๆ เช่น การเกษตร ในรูปแบบต่อเนื่องยาวนานนับสิบปีโดยที่มองไม่เห็นวันที่อาชีพเหล่านั้นจะยืนหยัดในตลาดโลกได้

แต่คนจำนวนมากไม่ได้เชื่อเหมือนผม ขณะเดียวกันหลายประเทศไม่ได้มีกลไกที่จะเข้าไปอุ้มชูอาชีพที่มีคนจำนวนหนึ่งอยากให้มีต่อไป แม้จะแข่งขันได้ลำบากแล้วก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่เชื่อว่าเกษตรกรควรได้รับค่าสินค้าของเขาสูงกว่าราคาที่แข่งขันอย่างหนักในตลาดโลก

กลุ่ม Fairtrade จึงตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนของการรับรองว่าแบรนด์ต่างๆ ได้จ่ายให้กับเกษตรกรอย่างเพียงพอ ทางกลุ่มจะมีราคามาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรแต่ละอย่างเอาไว้ให้กับเกษตรกรแต่ละประเทศ อย่างเช่น ข้าวไทย ก็มีราคาตั้งแต่ตันละ 9399 บาทไปจนถึง 15665 บาท

แนวคิดอย่างนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด ไม่ใช่การบิดตลาด ตรงข้าม เป็นการสร้างคุณค่าให้กับผู้ซื้อกลุ่มที่เชื่อว่าเกษตรกรต้องมีรายได้ดีกว่าตอนนี้ ว่าเขาสามารถเลือกซื้อสินค้าบางยี่ห้อได้ และตอบสนองต่อความเชื่อทางสังคมของเขา แบบเดียวกับที่เรารู้สึกว่าข้าวบางสายพันธุ์บางกระบวนการผลิตน่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าปกติ หรือบางสายพันธุ์ถูกปากเรากว่าพันธุ์อื่นๆ

บ้านเราผมไม่เคยเห็นข้าวที่มีตรา Fairtrade จริงๆ แต่เห็นกาแฟเป็นส่วนมาก มีชาบ้างประปราย แต่กลุ่ม Fairtrade เองก็มีปัญหาในตัวเพราะคิดค่าใช้โลโก้ ค่อนข้างแพง บางกรณีเกือบ 10% ของราคาสินค้า ถ้าเราจะตั้งกลุ่มรับรองว่าชาวนาจะได้ค่าข้าวเท่าไหร่จึงน่าพอใจก็คงทำได้

ประชาธิปไตยแห่งข้อมูล

เห็นหมอจิมมี่กับพี่เฮ้าพูดเรื่องเว็บ Skiplagged ถูกฟ้องเพราะไปหาทางบินราคาถูกด้วยการลงกลางทางในเที่ยวบินต่อบางเที่ยว

ในแง่ผลกระทบว่าสุดท้ายแล้วสายการบินจะขึ้นราคาหรือไม่คงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ในแง่หนึ่งผมมองว่านี่เป็นประชาธิปไตยแห่งข้อมูล

เวลาที่เราพูดถึง Big Data เรามักพูดกันแต่ว่าธุรกิจจะสร้างแนวทางให้บริการใหม่ๆ ได้อย่างไร เราจะเอาเงินจากลูกค้าคนหนึ่งๆ ที่เข้าเว็บหรือเข้าร้านอขงเรามาแล้วได้อย่างไร

ราคาตั๋วที่แปลกประหลาดของสายการบินเองก็มีแนวทางมาจากแนวคิดเหล่านี้ สายการบินดูฐานข้อมูลของตัวเองแล้วนั่งคิดว่าจะทำอย่างไรจึงทำให้สายการบินได้เงินมากที่สุดจากเที่ยวบินที่ขายตั๋วไปแล้ว สายการบินคำนวณจากข้อมูลมหาศาล ใส่เงื่อนไขทางธุรกิจของสายการบินลงไป แล้วได้ราคาที่ออกจะแปลกประหลาดออกมา

ผมคงไม่แปลกใจเท่าไหร่ ถ้าสายการบินใส่เงื่อนไขลงไปเองว่าห้ามตั๋วในเส้นทางยอดนิยมต่ำกว่าค่าๆ หนึ่ง แม้ว่าระบบจะแนะนำให้ตั้งราคาต่ำกว่านั้นเพื่อให้ได้รายได้สูงสุดก็ตามที เพราะเงื่อนไขทางธุรกิจที่ฝ่ายการตลาดเชื่อว่าหากตั้งราคาต่ำกว่าค่าหนึ่งแล้วจะ “เสียราคา”

แนวทางแบบนี้ใช้มาได้นานหลายเพราะคนถือข้อมูลคือสายการบินเพียงอย่างเดียว เว็บค้นหาราคาเองก็ค้นหาเฉพาะปลายทางถึงปลายทางเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Skiplagged คือความจริงว่าสายการบินไม่ได้ถือข้อมูลคนเดียวอีกต่อไป ลูกค้าเองก็อาจจะเข้าถึงข้อมูลของสายการบินได้แบบเดียวกับที่สายการบินถือข้อมูลการซื้อตั๋วของลูกค้า

เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับร้านค้าทั่วไปที่ถูกเช็คราคาออนไลน์ตลอดเวลา และร้านค้าก็โวยวายว่าไม่แฟร์เช่นกัน ในอนาคตคงไม่แปลกถ้าจะมีข้อมูลมหาศาลถูกใช้กลับข้างสำหรับผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ และมีคนทำกำไรจากการยื่นข้อมูลให้ผู้บริโภคแบบนี้ ร้านค้าออนไลน์เองนอกจากถูกเทียบราคาแล้ว อาจจะถูกเก็บประวัติราคาอย่างชาญฉลาด ข้อมูลสินค้าจำนวนมหาศาลในเว็บอีคอมเมิร์ชขนาดใหญ่อาจจะถูกเก็บข้อมูลเพื่อคำนวณดัชนี เว็บขายเกมอย่าง Steam อาจจะมีบริการพยากรณ์ว่าเกมจะถูกลงเมื่อไหร่ แทนที่จะต้องมานั่งเดาหลังจ่าพิชิตซื้อแบบทุกวันนี้

คดี Skiplagged อาจจะชนะหรืออาจจะแพ้ แต่ข้อมูลจะมีคนรวบรวมและเข้าถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่คงต้านไว้ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง หรืออาจจะต้านไม่ได้เลย

น้ำเงินแท้

TL;DR น้ำเงินแท้คือ Unbroken ทั้งเล่มใส่เนื้อหากบฎบวรเดช จบ;

ผมอ่านหนังสือของวินทร์เล่มแรก เป็นรวมเรื่องสั้นในยุคสมุดปกดำกับใบไม้สีแดง สมัยที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์ดอกหญ้าและก็อ่านเรื่อยมาจนกระทั่งมาเจอประชาธิปไตยบนเส้นขนานหลายปีต่อมา มันเปิดโลกให้กับผมว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลดิบแห้งๆ ชวนให้คนเบือนหน้าหนีแต่ต้องอ่านเพราะจะสอบแบบในหนังสือเรียน แต่มันร้อยเรียงแสดงความเกี่ยวเนื่องกันไป และพาเราย้อนกลับไปสู่ที่มาของเราได้อย่างเป็นระบบ

หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือของวินทร์เรื่อยมาทุกเล่ม ทุกฟี จนกระทั่งเมื่อสองสามปีก่อนพบว่าหนังสืองานหนังสือหลังๆ (ที่ยังซื้อทุกเล่มอยู่) ไม่ได้อ่านอีกต่อไปเลยเลิกซื้อไปโดยปริยาย

น้ำเงินแท้เป็นนิยายประวัติศาสตร์เล่มที่สามที่ผมได้ยินข่าวก็ตั้งใจว่าต้องอ่านในทันที ไม่ว่าเสียงวิจารณ์จะเป็นอย่างไร ยังไงซะก็ต้องอ่านให้ครบชุดหลังจากอ่านปีกแดงเล่มที่สองมานานแล้ว

น้ำเงินแท้ยังคงผลิตซ้ำแนวคิดแบบที่เราเห็นได้บ่อยในทุกวันนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นเร็วเกินไป แต่ในแง่หนึ่งมันก็ยอมรับเต็มที่ว่าการเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสร็จในตัว แต่เป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง มีความพยายามเปลี่ยนแปลงไปมาอีกหลายครั้ง และความพยายามแต่ละครั้งก็สามารถหาจุดย้อนกลับ การตกลงระหว่างกลุ่มได้ในบางระดับ และบางครั้งบางฝ่ายก็ถูกกวาดล้างกันไป

มุมมองทางการเมืองในน้ำเงินแท้สำหรับผมจึงยังน่าสนใจ และควรไปหาหนังสือที่แนะนำท้ายเล่มมาอ่านต่อ เช่นเดียวกับหนังสือเล่มอื่นๆ ในชุด

แต่เรื่องน่าเศร้าคือผมเพิ่งอ่าน Unbroken จบก่อนหนังเข้าฉาย และพบว่าการเดินเรื่องของหนังสือกลับคล้ายกันเป็นอย่างมาก มันทำให้ความใหม่ของหนังสือหายไป เนื้อหาเองแม้จะสร้างภาพความเลวร้ายของการกุมขังสมัยนั้นแต่ก็เมื่อมองมาถึงสมัยนี้ความเศร้าดูจะไม่ใช่เรื่องของคนในยุคนั้นที่ถูกกุมขังในรูปแบบที่เลวร้าย เท่ากับว่าในยุคนี้เมื่อผ่านไปเจ็ดสิบปีกลับไม่มีอะไรดีขึ้นมา

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเรียกคนใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ไม่สำเร็จว่านักโทษการเมือง แต่ยุคนี้เรายืนยันว่าเราไม่มีนักโทษการเมืองอีกแล้ว