The Wind Rises

ทั้งเรื่องมีแบรนด์เดียวคือมิตซูบิชิที่เป็นไปตามเนื้อเรื่อง

ไม่มีโฆษณาแฝงบ้าบอครบ 90 นาทีเหมือนหนัง GTH

10/10

ว่าด้วยงานวิจัย

บ้านเราช่วงสิบปีที่ผ่านมา เริ่มอ้างอิงงานวิจัยกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับมีการวิจัยออกทีวีมาแล้วตอน GT200

แต่การอ้างหลายครั้งก็น่ารำคาญ เวอร์ และมั่วกันบ่อย เลยขอเขียนถึงสักที

  • งานวิจัยไม่ได้แปลว่าเป็นจริง เป็นข้อแรกที่ต้องคิดไว้ตลอด การวิจัยเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่ศึกษามาได้
  • การตีพิมพ์งานวิจัย แปลว่าไปศึกษามา ได้ผลอย่างไร ศึกษาอย่างไร ก็บอกให้โลกรู้ ไม่ได้รับประกันว่ามันเป็นจริง
  • การวิจัยแล้วไม่เป็นจริงเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะหลายครั้ง
    • ทำวิจัยน้อยเกินไป อ้างคนทั้งประเทศแต่สุ่มมาแค่สิบคนอะไรแบบนั้น
    • ทำวิจัยมั่ว ส่งคนออกไปเก็บตัวอย่างแล้วไม่เก็บจริง เมกข้อมูล
    • ทำวิจัยไม่รัดกุม เช่น อ้างคนทั้งประเทศแต่เก็บข้่อมูลจริงตรงอนุสาวรีย์ที่เดียว (ได้คนทำงานออฟฟิศแทบหมด)
    • ซวย ฟ้าส่งมาให้ซวย ทำดีทุกอย่างแต่ข้อมูลที่ได้มามันไม่ตรงกับส่วนใหญ่จริงๆ
  • งานวิจัยที่เราเรียนกันในตำราโดยมองว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนมากเป็นงานวิจัยที่ถูกยืนยันซ้ำไปมา มีการวิจัยซ้ำเพื่อยืนยันผล มีการนำข้อสรุปไปใช้งาน ฯลฯ อย่างต่อเนื่องแล้วยังไม่เจออะไรขัดแย้ง ก็เลยเชื่อว่าเป็นจริง
  • งานวิจัย้เกือบทั้งโลก มีหัวข้อแคบมาก เพราะการทำวิจัยจริงๆ ใช้เวลาระดับเดือนเท่านั้น หัวข้อใหญ่ๆ ระดับพลิกโลก นานๆ จะเกิดทีเท่านั้น แต่งานวิจัยเล็กๆ เกิดขึ้นทุกวัน
  • งานวิจัยเล็กๆ คือหัวข้อจำกัด สำรวจคนเฉพาะบางกลุ่ม สำรวจพื้นที่เฉพาะ กรณีเฉพาะ เวลาเฉพาะ มันอาจจะเป็นเงื่อนงำให้ไปวิจัยใหญ่กว่านั้นได้ แต่นำข้อสรุปของงานวิจัยเล็กๆ ไปสรุปกลุ่มใหญ่ไม่ได้
  • งานวิจัยที่ดีต้องเปิดเผยกระบวนการชัดเจนให้คนอื่นเอาไปทำซ้ำได้ ตัวอย่าง Gallup World Poll

IKEA

คนเห่อจนเลิกเห่อกันทั่วบ้านทั่วเมืองเพิ่งได้ไปกับเค้าครับ

  • ผมว่าจุดเด่นของ IKEA คือของชิ้นถูกๆ ครับ ชิ้นแพงๆ ไม่น่าซื้อเท่าไหร่ ดูจากในแคตตาล็อกคิดแบบนี้ ไปแล้วก็เป็นจริง
  • มีระบบลงทะเบียนสมาชิกด้วยตัวเองให้ทั่วไป กรอกๆ ได้เลย ระบบส่ง SMS ยืนยันหมายเลขให้ สะดวกมาก พร้อมพิมพ์บัตรสมาชิกชั่วคราวให้ทันที
  • ระบบแจกดินสอกับกระดาษจดนี่เป็น gimmick ที่ดี แต่ใช้จริงโคตรไม่เวิร์ค ผมลืมกระดาษจดไว้สักที่ เดินไปสองชั่วโมงหายหมด
  • แอพค่อนข้างดีมาก ตัวเดียวใช้ได้ทั่วโลก แต่ในร้านไม่โปรโมทให้ใช้แทนกระดาษเลย ไหนว่ารักโลก
  • ในไทยใช้การสแกน “รหัสสินค้า” ที่เป็นตัวเลขโดยตรง แทน QR หรือ Barcode สแกนได้เหมือนกันเพราะพิมพ์มาให้แสกน แต่ปรากฎว่าแสกนช้ามาก ติดยาก ยอมแพ้ซะแล้วพิมพ์ QR พร้อมกับโปรโมทแอพเถอะ
  • แอพบอกจำนวนสต็อกสินค้าด้วย เยี่ยมมาก แต่อัพเดตคืนละครั้ง ผมไปเดินเจอสินค้าลดราคา สุดท้ายก็หมด เซ็ง
  • พนักงานคิดเงินไม่ทวงบัตรสมาชิก อันนี้แย่ ทั้งๆ ที่โปรโมทให้สมัครบัตรทั่วร้าน (ผมเองก็บสมัครในร้านนั่นล่ะ) พอจ่ายเงินเดินออกมาอ่าว เพิ่งรู้ตัว ค่าใช้จ่ายต่อบิลพี่แพงกว่าพวกซุปเปอร์เยอะ น่าจะเสียเวลาเพิ่มกับลูกค้าทวงหน่อยนะ
  • แกะใช้งานมาสองชิ้นก็ยังประทับใจดี การออกแบบ make sense สำหรับผม ดูดีใช้งานได้ทั้งที่วัสดุราคาไม่แพงนัก
  • หลอดไฟแพงมาก แพงฉิบหาย ควรหลีกเลี่ยง ผมซื้อถ่านอัลคาไลน์มาลอง
  • โคมไฟใช้เกลียวเล็กจำนวนมากเข้าใจว่าทางยุโรปนิยม แต่เมืองไทยก็น่าจะปรับหน่อยนะ
  • แนวคิดสินค้า “ปรับราคาลงจากปีที่แล้ว” น่าสนใจมาก ร้านในไทยควรเอาเยี่ยงอย่างทั้งหมด ไม่ได้โปร แต่มันถูกลง รู้สึกน่าซื้ออย่างบอกไม่ถูก ผมเกือบเสร็จป้ายนี้ไปชิ้นนึง (เปลี่ยนใจจะไปเอาอีกชิ้น ที่พอหาจริงๆ แม่มหมดสต็อก ไม่เอาแม่มทั้งสองชิ้น)
  • แนวคิด “เส้นทางเดินดูของแนะนำ” ก็น่าสนใจ แต่ผมว่าป้ายยังน้อยไป คนเราจริงๆ ไม่ได้เดินบนทางเดินขนาดนั้น เดินไป ดูของดูห้อง อ่าวอยู่ตรงไหน เผลอไปมาเดินทะลุอีกห้อง อ่าวข้ามไปแล้ว

Micro PC

ปกติผมเรียกคอมพิวเตอร์ที่ลงลินุกซ์ (หรือวินโดวส์) ตัวเต็ม แต่มีบอร์ดขนาดเล็กมาก กินไฟต่ำกว่า 20 วัตต์ และราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ว่า “micro PC” ซึ่งแอบตลกนิดหน่อยเพราะ PC เคยมีชื่อว่า micro computer

ตัวที่นิยมที่สุดคงเป็น Raspberry Pi อันโด่งดัง ราคาเพียงพันกว่าบาทสามารถทำอะไรได้มากมาย กินไฟสูงสุดไม่ถึงสิบวัตต์ พอๆ กับหลอดตะเกียบสักหลอดเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายตัวในตลาด ตัวที่มาก่อนคือ Beagleboard และ Beaglebone จากค่าย Texas Instrument

ที่จริงแนวคิดบอร์ดพัฒนาเป็นสิ่งที่บริษัทผลิตชิปต้องทำอยู่แล้ว แต่ด้วยความคิดบางอย่าง ทำให้การสั่งบอร์ดพัฒนาจากผู้ผลิตนั่นมักจะแพงบ้าเลือด เช่น ARM ชิปตัวละสองร้อย บอร์ดพัฒนาอาจจะมีราคาถึงสามหมื่นบาทได้สบายๆ แต่ TI ก็เลือกเส้นทางใหม่ด้วยการสร้าง Beagleboard แล้วขายราคาเพียง 250 ดอลลาร์ ราคาในไทยคงแค่แปดพันกว่าบาท แล้วออกลูกออกหลานมาอีกหลายรุ่น รุ่นที่ดังที่สุดคือ Beaglebone Black (BBB) ราคา 45 ดอลลาร์ ที่ออกมาตามหลัง Raspberry Pi ที่ชูธง 35 ดอลลาร์มาตั้งแต่แรก ทำยอดขายถล่มทลายนับล้าน

อีกค่ายสำคัญก็เป็นสาย Cubieboard จากจีนที่ใช้ชิป Allwinner A10 และ A20 ความแรงเหลือเฟือ

งานหนึ่งที่ใช้ได้เสมอๆ คือการเปิดคอมพิวเตอร์พวกนี้เป็น VPN server ไว้ที่บ้าน เอาไว้เวลาเปิด wi-fi ขำๆ ตามร้านกาแฟ แล้วไม่มีการเข้ารหัสก็ยัง VPN กลับบ้านได้ ซึ่งความเสี่ยงน่าจะน้อยกว่าเยอะ แต่พอเจองานเข้ารหัสเข้าจริงๆ RPi ก็เริ่มตันเพราไม่ได้ออกแบบให้รับงานหนักหนาอะไร ซีพียูจะเริ่มเต็มถ้าใช้ VPN ที่ระดับเมกะบิต ไม่ต้องพูดถึงการเข้ารหัสดิสก์ที่ต้องการความเร็วสูงๆ

BBB ดันเจ๋งกว่ามากเพราะมีชุดคำสั่งเข้ารหัสเฉพาะ และประสิทธิภาพดีมาก ทำได้ระดับเมกกะไบต์ต่อวินาทีสบายๆ

ผมเองคิดว่าจะทำ backup storage ที่บ้านอยู่นาน ก็คิดว่าจะซื้อ BBB มาเล่นเสริมกับ RPi ปรากฎว่าในไทยไม่มีขาย ค้นๆ ไปถึงเมืองนอก ปรากฎว่าขาดตลาดกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผู้ใช้โวยวายว่าจะเลิกผลิตแล้วหรือไร ทาง BBB ก็ออกมาชี้แจงว่าผลิตไม่ได้หยุด แต่ส่งของไปแล้วร้านค้าไม่มีที่ไหนขึ้นว่ามีของในสต็อกเลยก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอนนี้รวมๆ ส่งไปแล้ว 150,000 ชุดแล้ว และกำลังผลิตอยู่ที่เดือนละ 13,000 ชุด อาจจะเพิ่มได้ในอีก “หลายสัปดาห์” ตอนนี้ก็เป็นโอกาสของคนมีของในมือ ฝั่ง Aliexpress ขาย BBB กันอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ ส่วนฝั่ง eBay นี่เกิน 100 ดอลลาร์กันแล้ว

ตัว Cubieboard ที่ใช้ Allwinner เองก็มีชุดคำสั่ง AES แต่ซัพพอร์ตแย่กว่ามาก

อีกตัวที่มีความหวังคือ minnowboard MAX ที่ใช้ Atom รุ่นใหม่ รองรับ AES-NI น่าจะทำได้ดีพอสมควร แถมซัพพอร์ตไม่ต้องห่วงเพราะ OpenSSL รองรับนานแล้วจากแพตซ์ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ แต่น่ากลัวว่าเปิดขายมาจะหายไปจากตลาดอีกเหมือนกัน