ญ – คุณไม่รักฉันเหรอ
ช – รักสิ
ญ – แล้วทำไมคุณไม่เลือกฉัน
ช – ผมเคยเลือกคุณแล้ว
ญ – แล้วทำไมตอนนี้คุณถึงเปลี่ยนใจ
ช – เพราะตอนนั้นคุณไม่เลือกผม
ญ – คุณไม่รักฉันเหรอ
ญ – คุณไม่รักฉันเหรอ
ช – รักสิ
ญ – แล้วทำไมคุณไม่เลือกฉัน
ช – ผมเคยเลือกคุณแล้ว
ญ – แล้วทำไมตอนนี้คุณถึงเปลี่ยนใจ
ช – เพราะตอนนั้นคุณไม่เลือกผม
ญ – คุณไม่รักฉันเหรอ
ซีรี่ย์ที่เพิ่งดูจบไปสองเรื่องล่าสุดคือ Taken กับ 24
24 เป็นเรื่องราว 24 ชั่วโมงของครอบครัวหนึ่งที่ต้องเจอกับวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิต
Taken เป็นเรื่องราวกว่า 50 ปี นับได้สามชั่วอายุคนของสามครอบครัวที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับมนุษย์ต่างดาว
สองเรื่องนี้ไม่มีอะไรต่างกัน นอกจากว่าผมคงไม่มีวันดูเรื่องที่สอง ถ้าไม่ใช่ว่าสปีลเบิร์กเป็นคนสร้าง
Taken เป็นเรื่องที่ราบเรียบ เล่าถึงประสบการณ์ผ่านทางเสียงของเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อ แอลลี่ ตลอดเรื่องคำคมนับร้อยที่น่านำไปคิด
ใครรู้จักผมดีคงรู้ว่าผมไมใช่คนจะดูหนังอย่างนี้
การที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ นอกจากคำคมเปลี่ยวๆ ที่เอามาลงบล็อกแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจ คือ เมื่อคนเราดังระดับสปีลเบิร์ก คนที่เลือกดูแต่หนังทริลเลอร์อย่างผมก็ถูกลากมาดูหนังที่สปีลเบิร์กต้องการอยากให้คนดูได้
ขณะที่เรารู้จักเขาจากหนังอย่าง E.T., Saving Private Ryan หรือ Jurassic Park แต่ด้วยความดังอย่างเขา ทำให้เขาสามารถสร้างหนังแสดงอุดมการณ์ส่วนตัวอย่าง Schnidler’s List หรือ Munich ตลอดจนหนังที่แหวกแนวออกไปอย่าง Taken นี้ได้
โดยใช้ทุนสร้างสูง… และโดยเฉพาะ คนดูเยอะมหาศาล
นอกจากเรื่องทางด้านศีลธรรมแล้ว ผมเชื่อว่าอุดมการณ์หลายๆ อย่างในตัวเราควรถูกรักษาไว้โดยตระหนักถึงการเผยแพร่อุดมการณ์นั้นออกไป มากกว่าจะมุ่งแต่รักษาอุดมการณ์อย่้างเดีัยวโดยสุดท้ายต้องอ้างว้างในสังคม
ในความเป็นจริงคือการโอนอ่อนให้กับสังคมและตลาดบางส่วน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรากลายเป็นผู้ชี้ทางตลาด ชี้นำสังคม
หากไม่มี หนังทำเงินจำนวนมาก คงไม่มีใครให้เงินทำซีรี่ย์อย่าง Taken นี้กับสปีลเบิร์ก
ความคิดของเขาอาจจะถูกดองไว้ในลิ้นชักของค่ายหนังสักค่้าย
ค่ายหนังเล็กๆ บางค่ายอาจจะยอมลงทุนให้เขา
ผลงานของเขาอาจจะไม่ดีเท่านี้ ด้วยความที่งบประมาณจำกัด
หรือให้ออกมาดี มันอาจจะไม่มีชื่อพอให้เราไ้ด้มีโอกาสดูกันทั่วไป
ถ้าเจอคนที่ไม่ใช่ ก็คงอยากรู้สึกเป็นอิสระ — V’Joke
จะใช่ หรือไม่ใช่ -ูก็ยังไม่เจอซักคน — LewCPE
จากบล็อก mk เรื่อง Support Centric Design ผมเชื่อมาเสมอว่า แท้จริงแล้ว ธุรกิจหนึ่งๆ จะดำเนินไปได้ มันเป็นไปด้วยการดำเนินการให้แก่นของธุรกิจนั้นเดินหน้าไปอย่างเต็มที่
ปัญหาคือเรามองแ่ก่นของแต่ละเรื่องไม่เห็น มากกว่าที่ว่าเราแก้ปัญหาไม่ไ้ด้
ผมเชื่อว่าแก่นปัญหาของการศึกษาไทย ไม่ใช่การที่เราจับเด็กท่องจำ หรือไม่มี Child-Center อะไรอย่างนั้น
ผมเชื่อว่าแก่นของปัญหาคือคนต่างหาก ธุรกิจการศึกษาคือธุรกิจว่าด้วยการจัดหาคนคุณภาพสูงมาสอนเด็ก ปัญหาของเราไม่ใช่ิวิธิการ แต่ปัญหาของเราในวันนี้คือเรามีคณะครุศาสตร์เป็นคณะที่มีคะแนนเอนทรานซ์ต่ำเกือบๆ จะสุดท้ายของประเทศ
ขณะเดียวกันเล่าปัญหาซอฟท์แวร์ห่วยในวันนี้คืออะไร ผมเรียน Software Engineering มา พบว่ามีกระบวนการหลากหลายที่มุ่งเน้นทั้งคนทำ หรือคนใช้ โดยส่วนตัวแล้วทั้งสองแบบมันทำร้ายคนลงทุนไม่ต่างกันเท่าใหร่เลย
ผมเชื่อว่าคุณภาพซอฟท์แวร์มันจะมาได้ด้วยกระบวนการที่ดีต่างหาก หากเรามุ่งความต้องการของคนใช้เป็นหลัก สิ่งที่ผมเห็นคือโปรแกรมที่พันกันยุ่ง พร้อมๆ กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบ Exponential หากเรามองด้านเทคนิคเป็นหลักโปรแกรมที่ได้อาจจะเรียบหรู แต่ขาดความสามารถที่จำเป็น
กระบวนการที่ดี การรีวิวที่เป็นขั้นตอนต่างหากที่เราควรทำให้มันเกิดขึ้นมากกว่าจะมาเถียงกันว่าจะเอาใจใครดี
คำถามคือถ้าเราแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ หมายถึงเราไม่ต้องมองด้านอื่นๆ แล้วอย่างนั้นหรือ….