ให้อภัย

บิล เกตต์เคยเขียนในหนังสือของเขาว่าที่ไมโครซอฟท์ หลายครั้งมีการจ้างอดีตผู้บริหารจากบริษัทอื่นๆ ทั้งที่ผู้บริหารเหล่านั้นเคยทำผิดพลาดมาก่อนในบริษัทเดิม ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจว่า ผู้บริหารเหล่านั้นน่าจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาและปรับปรุงการทำงานในอนาคตให้ดียิ่งๆ ขึ้น

แนวคิดประมาณนี้คือแนวคิดของการยอมรับว่าคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่เรามักจำแนกช่วงเวลาของชีวิตออกเป็นสองช่วงคือผู้ใหญ่กับเด็ก สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการจำแนกเช่นนี้คือการให้อภัยกับเด็กอย่างสุดโต่งจนไม่มีความผิดใดๆ ขณะที่หลายครั้งคนที่เราจำแนกว่่าเป็นผู้ใหญ่นั้นเรากลับปฎิเสธความต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องต่างๆ ออกไป

หลายครั้งที่เราถามถึงจุดยืนของคนๆ หนึ่ง แล้วยึดเอาว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยปฎิเสธความจริงที่ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปแล้ว การเรียนรู้ ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นกับชีวิตคนเรา สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเสมอๆ

หนักกว่านั้นคือเมื่อมีใครสักคนเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา สิ่งที่เรามักจะเจอกันเรื่อยๆ คือการประณามการเปลี่ยนแปลงนั้นว่าเป็นการกระทำของคนไร้หลักการ

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอๆ สิ่งที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงคือเราสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมเราจึงควรเปลี่ยนแปลง และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว หากการกระทำก่อนการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ผิด ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยผิดพลั้งไปนั้นดูเหมือนจะสำคัญเป็นที่สุด

การยอมรับผู้ที่ยอมเปลี่ยนแปลงนั้นเล่า มันคงดีกว่าการให้อภัยแต่คำพูดเป็นไหนๆ

 

แต่งตัว

พอดีช่วงนี้มีข่าวว่าด้วยการแต่งเนื้อแต่่งตัวเยอะ เรื่องดาราผมไม่เชี่ยวชาญเลยไม่ขอออกความเห็นแล้วกัน แต่พอดีนึกขึ้นได้ถึงความเห็นตอนเรียน ป. ตรี

ผมไม่เห็นด้วยกับเครื่องแบบในทุกๆ กรณีครับ โดยเฉพาะอย่างในมหาวิทยาลัยที่ควรเป็นศูนย์รวมของความคิดสร้างสรร การเอาอะไรซักอย่างมาบีบเพียงแค่จะบอกให้ชาวโลกมองว่ามหาวิทยาลัยช่างดูเป็นขาวดำสวยงามดีเหลือเกินนั้น ดูเหมือนเป็นเรื่องอะไรที่คิดง่ายเกินไปสำหรับผม

ขณะเดียวกันผมก็ยังเชื่ออีกเหมือนกันว่ามหาวิทยาลัยควรมีกฏควบคุมการแต่งตัวอยู่ โดยไม่มีอะไรนอกไปจากอำนวยความสะดวกให้ทุกคนสามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อันหลังนี่ประสบการณ์ตรง สอบๆ อยู่แล้วสาวข้างๆ ใส่กระโปรงสั้นแล้วไขว่ห้างที อ่านโจทย์ไม่ออกเอาเหมือนกัน…..

แต่กฏนอกเหนือจากนั้นน่ะเลิกเถอะครับ ลืมๆ ความเป็นเอกภาพแบบชนชั้นที่พยายามจะบอกให้สังคมข้างนอกรับรู้ว่าข้าเป็นนิสิตนะเว่ย ข้าเนี่ยแหละมันสมองของประเทศ แล้วมองตัวเราเปํ็นหนึ่งในสังคม เป็นกลจักรที่ต้องทำงานร่วมกับส่วนอื่นๆ ให้สังคมมันไปข้างหน้า

ปล. ผมชอบชุดนิสิตนะ ผมว่ามันเป็นชุดที่เหมาะกับเมืองไทยมากๆ คิดไว้ว่าถ้ามีประท้วงไม่ให้ใส่ชุดนิสิต จะใส่ชุดนิสิตไปประท้วงกับเค้า

 

Programming

ถ – การเขียนโปรแกรมคืออะไร ระหว่าง วิทยาศาสตร์, ศิลปะ และไสยศาสตร์

ตอบ 1 – ไสยศาสตร์ และบั๊กเกิดขึ้นจากคำสาปหรือมนต์ดำ

ตอบ 2 – ศิลปะ มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป ทุกอย่างอธิบายได้ด้วยความสวยงามในเชิงสถาปัตยกรรม

ตอบ 3 – วิทยาศาสตร์ ทุกอย่างอธิบายได้ และมีทางแก้ไขที่ชัดเจน

คนตอบคนแรกทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์มืออาชีพ เขียนโปรแกรมมาแล้วหลายปี

คนที่สองกำลังเรียนเขียนโปรแกรมอยู่ และพบกับความน่าตื่นตาของการเขียนโปรแกรม

.

.

คนที่สามเขียนโปรแกรมไม่เป็น….

 

Love and hate

love

ถ้าเก็บข้อมูลสักสิบยี่สิบปีคงเห็นเป็นจังหวะแบบคลื่นหัวใจ