สัดส่วน

พอดีอ่านเรื่องที่ plynoi พูดถึงความขี้เกียจเอาไว้ คิดว่าอีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของสัดส่วนการแบ่งเวลา

ผมเห็นโปรแกรมเมอร์จำนวนมาก มุ่งสร้างผลงานในเชิง “ปริมาณ” กันอย่างเอาเป็นเอาตาย คนกลุ่มนี้มักส่งงานชุดแรกเร็วที่สุดเสมอๆ ด้วยความคิด ง่ายสุด เร็วสุด ดีสุด

ผลที่ได้คือการไม่ยอมเรียนรู้ และ reuse สิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นจำนวนมาก เช่นฟังก์ชั่นวันที่อย่าง strptime ที่เห็นคนพยายามจะเขียนตัว Parse วันที่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้่กี่ครั้งในอายุงานไม่มากนักของผม ผมเคยเห็นคนเขียน C++ ที่สร้าง LinkedList ใช้เองแทน Vector หรือจะเป็นการทำงานอย่างอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ผมมองเรื่องพวกนี้เป็นการแบ่งส่วนเวลา ระหว่างการอ่าน (เรียนรู้) กับการลงมือทำ

คนโดยทั่วไปแล้วมักจะแบ่งเวลาให้การลงมือทำเป็นเวลาส่วนใหญ่ เกินร้อยละ 75 มีหลายๆ ครั้งที่เต็มร้อย

แต่ความลำเค็ญจะเกิดขึ้นเมื่อต้องมีการ maintain ผลงานที่สร้างไว้ก่อนหน้า ด้วยความที่โค้ดมีปริมาณมาก จากการไม่ใช้งานไลบราลี สิ่งที่พบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือปริมาณบั๊กที่ต้องดูแลกันเป็นเวลายาวนานและน่าทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ

กับตัวเองแล้ว สมัยเรียนผมแบ่งเวลาอ่านหนังสือถึงร้อยละ 80 ใช้เวลาทำแค่ 20 แต่พอมาเจอโลกความเป็นจริงก็พบว่่ามันทำอย่างนั้นไม่ได้เสมอไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายประการ เราต้องทำก่อน แก้ทีหลังไปเสมอๆ

มันอาจจะดีถ้าก่อนที่เราจะเพิ่มโปรแกรมเมอร์เข้ามาในโปรเจค แล้วให้สอบความรู้ด้านเทคนิคกันให้ผ่านก่อนนะ

 

Unblockable

ช่วงนี้กำลังคุยกับอาจารย์มะนาว เรื่องโปรแกรมที่บล็อคไม่ได้ เอามาจดไว้แถวๆ นี้เผื่อใครจะสนใจ

  • ระบบนั้นอาจจะถูกบล็อคได้บ้าง แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะบล็อคทั้งหมด
  • สามารถอิงแอบกับโปรโตคอลอื่นๆ ที่เชื่อว่ารัฐไม่กล้าบล็อค เช่น MSN หรือ HTTP ได้
  • ถ้ามีการบล็อค มีการลบ มีความพยายามแก้ไขข้อความใดๆ ในระบบ จะรู้ตัวได้ทันที
  • ทุกคนเข้าร่วมได้อย่างอิสระ ไม่ต้องยืนยันตัวเอง (ว่าตัวตนจริงๆ เป็นใคร) แต่ทุกข้อความที่โพสลงในระบบสามารถยืนยันได้ว่ามาจากคนเดียวกัน (แต่คนๆ เดียวอาจจะเล่นเป็นหลาย user ก็ได้ อันนี้ไม่กัน)
  • ระบบมีความง่ายอย่างยิ่งยวด สามารถซ่อมแซมตัวเองจากการบล็อค ลบ หรือทำลายในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว
  • รองรับการทำงานแบบนิรนามเต็มรูปแบบ หรือหากต้องการยืนยันตัว สามารถทำได้โดยง่าย

งานนี้อาจจะต้องรีบหน่อย กระแสกำลังแรงดี

 

Diggmocracy

เห็น mk มาบอกว่าช่วงนี้ผมต่อมการเมืองแตก มันแตกตอน “ขอความร่วมมือ” เนี่ยแหละ แต่อาจจะต้องลดๆ มั่งแล้ว

ว่ากันต่อกับหัวข้อเว็บ คนไม่น้อยคงเห็นเว็บ Digg กันแล้ว ด้วยการเป็น Social Network แบบง่ายๆ คือใครเขียนเรื่องอะไรก็เอาเข้ามาโพส ถ้ามีคนอื่นมาเห็นแล้วชอบ ก็โหวตกันไป พอโหวตถึงค่าหนึ่งก็จะได้ขึ้นหน้าแรกที่คนสนใจจำนวนมาก

แนวคิดอย่างนี้ได้รับความนิยมมาก คนหลายๆ คนเอาไปใช้กันอย่างกว้างขวาง (ลอกนั่นแหละ) แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือเดลล์ ที่สร้างเว็บ IdeaStorm โดยลอกหลักการจาก Digg มาตรงๆ จนรับรู้ว่าลูกค้านับแสนรายอยากได้ลินุกซ์ในเครื่องของเดลล์ มากกว่าคนที่อยากได้เว็บแคมเกือบสิบเท่า

มันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะพัฒนาระบบการมีส่วนร่วมเช่นนี้ในสังคม อาจจะต้องมีการยืนยันตัวจากบัตรประชาชนบ้าง แล้วให้ทุกอำเภอมีตู้ Kiosk เอาไว้ให้ประชาชนเลือกเสนอแนวทางที่น่าสนใจเข้าไปได้ หรือจะเข้าไปโหวตอย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ไม่มีวันหยุด แต่ละคนให้โหวตเรื่องที่สนใจได้เรื่องละหนึ่งครั้ง แต่จะโหวตกี่เรื่องก็ได้

เมื่อโหวตแล้วรัฐบาลอาจจะไม่ทำทุกอัน แต่อย่างน้อยข้อเสนอที่ได้รับความสนใจสูงๆ แล้วทำไม่ได้จริง อย่างส่งเด็กทุกคนเรียน ดร. ที่ MIT อะไรงี้ ก็ออกมาพบสื่อธิบายกันเป็นครั้งๆ ไป

แนวคิดอย่างนี้อาจจะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่ใช่แค่สี่ปีครั้งอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่การทำประชาพิจารณ์ที่เข้าถึงได้ลำบาก บันทึกที่ไม่กระจายตัวพออย่างทุกวันนี้

แต่ผมว่ามันมีรัฐบาลสักประเทศคิดจะทำอะไรอย่างนี้อยู่แล้วนะ

 

เพื่ออะไร

เคยมีบ้างไหมที่วันหนึ่งเรายืนส่องกระจก แล้วถามตัวเองว่าเราอยู่เพื่ออะไรกัน เราไปทำงานเพื่ออะไรกัน เราพยายามทำให้คนรอบข้างมีความสุขเมื่ออยู่กับเราเพื่ออะไรกัน

ขณะที่ชีวิตเดินไปข้างหน้าอย่างรีบเร่ง ชีวิตเราคงมีบางเวลาที่ได้โอกาสหยุดเพื่อที่จะคิดว่าเราเดินมาไกลแค่ไหน และเรากำลังจะไปทางไหนกัน

น่าตกใจที่คำตอบจากคนในกระจกนั้นคือ ไม่รู้….

มีคำกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่ดีนั้น ควรเปลี่ยนแปลงในขณะที่สถานะการณ์ยังเป็นสถานะการณ์ที่่ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงในสถานะการณ์ที่ย่ำแย่นั้นมักพาไปสู่สถานะการณ์ที่แย่กว่าเดิมเสมอๆ

คำกล่าวข้างบนเป็นหลักการเกี่ยวกับธุรกิจ แต่กับชีวิตเราแล้ว คำกล่าวเช่นนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน

ทำไมเราจึงมักมองชีิวิตเราเองอย่างพิจารณา เฉพาะเมื่อในภาวะที่เราแย่กับตัวเองเสมอๆ แต่กลับหลงระเริงกับชีวิตเมื่อความสุขกำลังเต็มล้นชีวิตของเรา

ในภาวะที่ความสุขมีอยู่เต็มทุกมุมมองของเรา มันอาจจะดีถ้าเราหันกลับมามองชีวิตในขณะที่มุมมองเป็นบวก แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดเอาไว้

เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรายืนถามตัวเองในกระจก

เราจะได้ยิ้มอย่างภูมิใจกับการตัดสินใจของเราเอง