ตะปูกับล้อรถ

ประสบการณ์พาล้อรถไปเหยียบตะปู (ที่จริงเป็นน็อต) เป็นครั้งแรกสอนอะไรหลายๆ อย่าง

  • อย่าเอาตะปูออกเอง ยางที่มีตะปูปักอยู่อาจจะขับไปได้ถึงสามสัปดาห์โดยไม่มีผลอะไรกับชีวิต (แต่เพิ่มความตื่นเต้น) แต่ถ้าเอาออกยางอาจจะแฟ่บในนาทีเดียว แล้วความซวยจะมาบังเยือน
  • ร้านปะยางพร้อมกว่าเรามาก ถ้ายางพอไปไหว วิธีที่ดีกว่าคือการเติมลมแล้วรีบขับไปเปลี่ยนยางที่ร้าน
  • ปะยางเร็วมาก ไม่ถึง 20 นาที (ยกรถยังไม่ถึงนาทีเลย)
  • ค่าปะยาง 80-120 บาท
  • ยางทะลุครั้งนี้ผมเสียไป 120 เป็นค่าปะยาง 80 และค่ากาแฟนั่งรอยางอีก 40 -_-“
  • ความรู้ใหม่ ยางรถเค้าไม่มียางในกันเป็นสิบปีแล้ว (ไปอยู่ไหนมานี่ตู)

บอกแล้ว ช่วงนี้มีเรื่องกับรถตัวเองบ่อย

 

denied

นิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย (ไม่เคยไปนอก ไม่รู้มีประเทศไหนเป็นมั่ง) คือการปฎิเสธก่อนที่จะตอบคำถามใดๆ เช่น “ไปไหนมา?” คำตอบในทันทีคือ “เปล่า” แล้วตามด้วยคำตอบที่แท้จริง

นิสัยแบบนี่โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่ามันเกิดจากความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผ่านเข้ามา แม้สิ่งนั้นจะเป็นแค่คำถามที่ดูไม่มีพิษมีภัย

เรากลัวทุกอย่าง… ที่เข้ามาใหม่ในชีวิตของเรา หลายครั้งเราปฎิเสธหลายๆ อย่างไว้ก่อน เพื่อจะได้มีเวลาพิจารณามันให้ดีขึ้นต่อไป

ที่น่าเสียดายคือหลายๆ สิ่งที่เราปฎิเสธไป ไม่ได้มาอยู่รอเราที่จะตัดสินใจใหม่อีกครั้ง


แท้จริงแล้วทุกอย่างก็ล้วนน่ากลัวทั้ง คล้ายในหนังสือการลงทุนหลายๆ เล่มว่าทุกอย่างมีความเสี่ยง แม้เราจะเก็บเงินไว้ในตุ่มหลังบ้านก็ยังคงมีความเสี่ยง

วันนี้ผมเองขับรถด้วยความเร็ว 80 อยู่ช่องทางกลางด้วยการขับมารยาทงามเป็นพิเศษเนื่องจากค่อนข้างเหนื่อยจากการเรียน

แต่แล้วรถคันข้างหน้าก็เสีย เจ้าของรถหยุดกระทันหันให้ผมที่ตามหลังไปไม่ถึงร้อยเมตรต้องตัดสินใจในช่วงเสี้ยววินาทีที่จะขอทางแล้วเปลี่ยนช่องทางนั้นเอง

จะ เกิดอะไรขึ้นถ้าวินาทีนั้นผมปฎิเสธที่จะตัดสินใจ…..


กับคำถามสั้นๆ เราคงไม่ต้องคิดอะไรมากมายเพื่อที่จะพิจารณาใหม่ แล้วตัดสินใจตอบอีกครั้ง
กับเรื่องอีกหลายๆ เรื่องที่จะมีผลกับชีวิตเราไปอีกนานกว่านั้นก็ดูเหมือนจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ปล. ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เฉียดตายประจำวัน

ปล2. ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมกับรถเจอเหตุการณ์บังเอิญแบบไม่น่าบังเอิญเยอะ ถ้าเหตุการณ์อย่างนี้จะบ่งบอกอะไร ก็คงบ่งบอกว่า “พระเจ้ามีจริง”

 

Privacy Issue

ประเด็นที่น่าสนใจในตอนนี้คือถ้าเราจะสร้าง Social 2.0 ที่เชื่อมต่อกันด้วย Interesting Domain เป็นหลัก คือเรื่องของความเป็นส่วนตัว

ขณะที่เราอาจจะยินดีให้นามบัตรกับใครซักคนที่เราเจอหน้าในงานสัมมนาซักงานได้ไม่ยากมากนัก แต่เราอาจจะต้องระวังมากกว่านั้น หากเป็นการพบกันในอินเทอร์เน็ต

เรื่องอย่างนี้ทำให้ Social 2.0 ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของความร่วมมือที่ไม่ต้องการความร่วมมือทางกายภาพมากนัก เช่น โปรแกรมโอเพนซอร์สที่เราร่วมมือกันได้โดยผ่านทางเว็บอย่างเดียว หรือจะเป็นการเขียนบล็อก เว็บบอร์ด เพลง ฯลฯ

ประเด็น Virtual Address ยังเป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกมาก เพราะบ้านเรายังขาดบริการประเภท mail forwarding อยู่ ทำให้ถ้าเราต้องการส่งผ่านอะไรบางอย่างแก่กันโดยไม่เปิดเผยตัวตน ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก

บริการตู้ ปณ. น่าจะช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้ แต่เนื่องจากความนิยมที่ไม่มากนัก เนื่องจากใช้งานลำบาก ที่จะต้องเดินไปตรวจตู้อยู่เรื่อยๆ ที่ให้บริการนี้อาจจะไม่เวิร์คในที่สุด

ประเด็นแบบนี้น่าจะสร้าง Business Model แบบใหม่ๆ ได้จำนวนมหาศาลเลยทีเดียว

 

ส่วนหนึ่ง

กับรูปแบบของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ค่านิยมในวันนี้คงเป็นเรื่องของความเก่งกาจของตัวบุคคล ที่แต่ละคนมุ่งหน้าที่จะแสดงตัวว่าสามารถดำเนินชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นๆ แต่อย่างใด

เราพยายามพึ่งพาตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ เรา “ไหว้วาน” คนอื่นน้อยลง แต่ในเวลาเดียวกันนั้น แรงปรารถนาภายในของเราก็เรียกร้องตลอดเวลาว่าเราอยากวางภาระและความกังวลใจบางส่วนไว้กับใครอีกคน

ความขัดแย้งเช่นนี้ยังคงดูไม่มีวันจบสิ้นกับสังคมที่ดูซับซ้อนขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด เรายังคงยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ ต่อเมื่อเราได้ตอบแทนความช่วยเหลือบางอย่างที่ดูเท่าเทียมกัน

แต่ในใจเราก็ตั้งคำถามต่อไป ว่าจะมีใครไหมที่ยอมทำบางอย่างให้เราโดยไม่ได้ต้องการอะไร