เห็นมั๊ยล่ะ

วันก่อนขับรถกลับบ้าน ฟังวิทยุเป็นเรื่องของการดูนิสัยว่าที่คู่ครองจากการขับรถ เรื่องราวไม่มีอะไร เป็นการแนะนำการตีความนิสัยของชายหนุ่มเมื่อเผชิญหน้ากับรถติด แต่เรื่องนี้ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจุดเริ่มต้นของความ “ขี้เกียจ” ในการที่คนเราจะเรียนรู้กันและกันนั้นมันมีรากเหง้ามาจากตรงไหนกัน แต่ถ้าใครไปอ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารพันจะเห็นว่าเรามีเทคนิค “ทางลัด” ในการเรียนรู้ เพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง แฟน ฯลฯ กันมากมายมหาศาล

น่าสนใจว่าวัฒนธรรมการบริโภคแบบเร่งด่วน มันสร้างวัฒนธรรมการทำความเข้าใจกันแบบเร่งด่วนไปด้วยได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

เราลงทุนกับการเรียนรู้ผู้ที่เราคิดว่าเราอาจจะอยู่ด้วยกันไป “ตลอดชีวิต” ด้วยวิธีการง่ายๆ ในเวลา “ไม่ถึงชั่วโมง”

น่าทึ่ง……

 

backoff

การถอยหลังคือการถอยหลัง

ถ้าอยากเดินหน้าเราต้องเดินไปข้างหน้า

ไม่มีใครอยากเดินหน้าแล้วถอยหลัง

คนที่ถอยหลังคือคนที่อยากถอยหลัง

คนที่บอกว่าถอยก่อนแล้วค่อยเดินหน้า คือคนที่อยากถอยหลังมากที่สุด

 

TwitTOR

เพิ่งเริ่มเล่น Twitter เมื่อวานหลังจากได้ยินอาจารย์มะนาวบอกว่ามีคนถามหาอยู่ใน Twitter

พอเล่นๆ มาแล้วคิดเรื่องน่าสนใจมาได้คือระบบการสื่อสารแบบไร้ศูนย์กลางและติดตามผู้ส่งสารไม่ได้ โดยประเด็นนี้เองมีคนทำไว้แล้วนั่นคือ TorChat ที่เป็นเหมือน MSN แต่คำถามที่ตามมาคือในโลกที่ทุกคนต้องการปิดบังตัวเองเช่น Tor เราควรจะคุยกับใคร?

TwitTOR เป็นแนวคิดของการรวมกันระหว่าง microblogging กับเครือข่ายที่ป้องกันความเป็นส่วนตัวอย่างเต็มที่ คนๆ หนึ่งอาจจะเริ่มต้นการแสดงความเห็นที่สาธารณะด้วยการนำ unique key ของ tor ไปวางไว้ในบอร์ดสาธารณะสักที่ และรอให้มีคน Add เข้ามา

ความน่าสนใจคือ ทุกคนใน TwitTOR ไม่ได้กำลังพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่กำลังพูดในที่สาธารณะ เรื่องที่ต้องระวังในระบบเช่นนี้คือเรื่องของ load ที่เมื่อมีคน follow คนใดคนหนึ่งมากๆ แล้วอาจจะทำให้โหลดสูงเกินไปได้ ในกรณีเช่นนี้อาจจะต้องสร้าง proxy ตรงกลางที่มีระบบ digital-signature เพื่อยืนยันว่า micro-blog นั้นมาจากคนที่เราต้องการจะ follow จริงๆ พร้อมกับระบบ forward ที่บอกได้ว่าหากต้องการ follow แล้วให้ไป follow จาก proxy ใด

 

ยอมรับ

เรื่องที่ท้าทายที่สุดเรื่องหนึ่งของผมคือการยอมรับความผิด และพลาดทั้งหลายที่ได้ทำลง ในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา

การทำผิดและพลาดไม่ใช่เรื่องดีและน่าภูมิใจแต่อย่างใด แต่หลายๆ ครั้ง (จริงๆ แล้วคงเกือบทุกครั้ง) สิ่งที่สำคัญมากคือการยอมรับให้ได้ว่าการตัดสินใจของเรานั้นไม่สมบูรณ์ และต้องการการแก้ไข พร้อมๆ กับการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผิดพลาดนั้นเพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้เดินไปในทางที่ไม่ซ้ำรอยที่ผิดพลาดของเราอีกครั้ง

ในชีวิตจริง มนุษย์เรามักมีกลไกในการปกป้องตัวเองอยู่เสมอๆ เรามักหาเหตุผลดีๆ มาอธิบายความผิดพลาดของเราได้อย่างสวยหรู แต่ในใจเราก็รู้ดีว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นไม่ได้สวยหรูอย่างเราอ้างไว้นั้น

ถึงจุดหนึ่ง เราต้องยอมรับความผิด ถึงจุดหนึ่ง เราต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้น และถึงจุดหนึ่งเราต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์นั้น และแก้ไขความผิดพลาดนั้นให้ดีที่สุด

มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่ใช่เรื่องสนุก ตรงข้ามมันเจ็บปวดเสมอกับการต้องยอมรับและแก้ไข

แต่ความผิดพลาดแทบทุกอย่างมีทางแก้ไขเสมอ และยิ่งกว่านั้น การแก้ไขนั้นให้ผลดีกับตัวเรามากกว่าที่เราจะทนอยู่กับความผิดพลาดนั้นไปเรื่อยๆ เสมอ

ถ้าเราสามารถตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ และเราเริ่มต้นแก้ไขมันได้

หลังจากจุดนั้น เมื่อเราได้มองกลับมาที่ตัวเราในอดีต เราคงยิ้มและดีใจที่เราได้เรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง