My Opinions on Economics

ว่าจะเขียนบทความตระกูล “My Opinion on …” ออกมาซักชุดจะได้ลำดับจุดยืนตัวเองไปในตัวว่ามองเรื่องอะไรยังบ้าง ผลัดตัวเองมานานก็เริ่มด้วยเศรษฐศาสตร์ก่อนเลยแล้วกัน

ผมเชื่อในระบบทุนนิยม แม้ว่ามันจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในโลก มันเต็มไปด้วยความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบ แต่นี่คือธรรมชาติของคนบาปเช่นมนุษย์โลก ขณะทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในโลก มันจัดการกับความโลภของมนุษย์แล้วเอามาทำเป็นความเจริญให้กับมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี

ระบบอื่นๆ ที่พยายามแสวงหาความเป็นอุดมคติเช่นคอมมิวนิสต์นั้นคงไม่สามารถใช้งานได้จริงในโลกของเราที่ทุกคนยังคงต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากความเหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ มาผลักดันให้เราทำอะไรบางอย่างให้กับโลก แน่นอนว่าวันหนึ่งมันคงไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป นึกถึงเรื่อง Star Trek ที่ลูกเรือเคยถูกถามว่าได้เงินเดือนกันหรือไม่ แล้วลูกเรือตอบกลับไปว่า “ไม่ เราทำงานเพราะเราต้องการพัฒนาตัวเอง” แต่น่าเสียดาย ทุกวันนี้มนุษย์เรายังต้องการ__วัตถุ__ เพื่อกระตุ้นให้เราทำงานให้กับโลกของเราอยู่

แม้ว่าระบบทุนนิยมจะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง แต่ในปัจจุบันนี้เรามีเครื่องมีหลายต่อหลายอย่างเพื่อลดข้อด้อยของมันลงไปได้ เช่น

1. การแข่งขันสมบูรณ์ ทำให้ทุกฝ่ายเสนอทางเลือกที่ดีกว่า (โดยยังได้ผลกำไร) ให้กับประชาชนทั่วไป การแข่งขันสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมากมาย
2. การกำกับดูแลที่ดี ขณะที่ผู้ขายในระบบทุนนิยมนั้นคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ ผู้กำกับดูแลนั้นต้องสร้างเงื่อนไขที่ดี เช่น ห้ามฮั้วราคากันขายแพง, ห้ามตัดราคามั่วซั่ว เพราะคู่แข่งรายใหม่ๆ จะตายไปและสุดท้ายแล้วผู้บริโภคนั่นเองที่เสียผลประโยชน์, กำหนดกรอบรับผิดชอบต่อสังคม เช่นเราอาจจะกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ต้องสร้างเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อกระจายความเจริญ ไม่ใช่สร้างเครือข่ายแต่เฉพาะบริเวณที่ทำกำไรได้

ผมไม่เชื่อในแนวคิด__สมบัติชาติ__ แทบทุกๆ กรณี แนวคิดง่ายๆ คือ “อะไรที่เอกชนทำได้ รัฐบาลไม่ควรไปทำ” ถ้าโทรศัพท์เอกชนทำกำไรได้ รัฐก็ควรถอนตัวออกมา แล้วเล่นบทกำกับดูแล (และเก็บภาษี) เท่านั้นพอ แต่มีเงื่อนไขบางอย่างอยู่ในความหมายของคำว่า “เอกชนทำได้”

1. ภาคเอกชนมีการแข่งขันที่ดีอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่วันนี้รัฐบาลจะเปิดร้านกาแฟสด…
2. ระบบกำกับดูแลพร้อมแล้ว ทันทีที่เอกชนเริ่มทำกำไรได้ หน่วยงานรัฐที่เคยทำกิจการอยู่เดิม ควรแยกงานระหว่างการกำกับดูแล และการดำเนินกิจการออกจากกันทันที เพื่อเตรียมปล่อยให้ส่วนดำเนินการกลายเป็นเอกชน เพื่อการเตรียมการพร้อม ก็ขายทิ้งไปแล้วรัฐไปหาอย่างอื่นที่เอกชนไม่ทำเอามาทำแทน

อย่างไรก็ดี มีบางอย่างที่เอกชนไม่มีทางทำ และรัฐควรทำเสมอคือการรับประกันคุณภาพชีวิตขั้นต่ำให้กับประชาชน

ไอ้ที่เราเรียกว่าประชานิยมนั่นล่ะ….

ผมเชื่อว่ารัฐควรรับประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชนให้__มากที่สุดเท่าที่รัฐจ่ายไหว__ ถ้ารัฐจ่ายเงินเดือนสักเดือนละหมื่นให้กับประชาชนทุกคนได้ รัฐก็ควรจะทำ และเหตุผลประการเดียวที่รัฐจะไม่ทำนั่นคือรัฐไม่มีเงินพอ และมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้รัฐเอาเงินไปจ่าย (ซึ่งไม่แปลกอะไรเลย ใครจะมีเงินมากขนาดนั้นกัน)

ระบบประกันคุณภาพชีวิตพื้นฐานสำคัญที่สุดคือปัจจัยสี่บวกกับอีกสามอย่างในปัจจุบันคือ การศึกษา, การคมนาคม, และการสื่อสาร

ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับโครงการสามสิบบาทมาโดยตลอด และยิ่งเห็นด้วยเมื่อรัฐบาลที่ผ่านมาเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการฟรี คำถามเดียวที่ผมมีคือ รัฐบาลของเรามีเงินมาพอขนาดนั้นแล้วหรือ? เพราะการเก็บสามสิบบาทไม่ใช่การเก็บเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายสักเท่าใหร่ เทียบกับปริมาณเงินที่รัฐจ่ายไปแล้วมันเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย แต่ประเด็นของสามสิบบาทนั้นคือการกรองเอาคนไข้ที่ไม่หนักหนาอะไรออกไปจากระบบซะมากกว่า ในวันนี้ภาคสาธารณะสุขของเราเองมีปัญหาจำนวนมากอยู่แล้วจากการที่แพทย์ไม่เพียงพอ การเพิ่มปริมาณคนไข้ในระบบ โดยที่รัฐไม่พร้อมจะจ่ายค่าตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดึงแพทย์กลับเข้าสู่ภาครัฐ หรือกระทั่งไม่มีความคุ้มครองที่ดีพอจนแพทย์ถูกฟ้องคดีอาญา (แม้จะหลุดคดีในขั้นต่อมา แต่เป็นผมผมก็ไม่อยู่แล้วล่ะ) ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเหล่านี้เข้าไปเรื่อยๆ

การเร่งเปิดโอกาสให้กับประชาชน (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี) แต่รัฐไม่มีความพร้อมที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายที่ตามมานั้น จึงอาจจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมจะนึกออกในระบบรัฐสวัสดิการ

เช่นเดียวกับประเด็นทางการแพทย์ ผมเห็นด้วยทั้งหมดที่รัฐควรจะจัดหาสิ่งพื้นฐานทุกอย่างให้ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม เช่นรถเมลฟรี ผมเชื่อว่ามันน่าจะดีถ้าเราจะมีรถเมลฟรีตลอดไป แม้จำนวนจะน้อย (ตามอัตภาพรัฐบาล) แต่เป็นการประกันว่าไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใหร่คุณก็จะมีการคมนาคมใช้งานกัน

แต่ประเด็นเรื่องของการศึกษานั้นผมสงสัยในระบบการให้เรียนฟรีแบบเหมารวมนั้นน่าสงสัยมาก เพราะรัฐบาลจ่ายเงินแบบเหมารายหัวราคาเดียวทั่วประเทศ การทำอย่างนี้สร้างข้อสงสัยว่ารัฐบาลต้องการให้โรงเรียนทั้งประเทศมีคุณภาพในระดับเดียวกันหมดจริงๆ หรือ?

 

Revolt My Life

แก่ตัวไปแล้วมีปัญหาเรื่องการจัดการเวลามากขึ้นเรื่อยๆ เลยจัดการปฏิวัติตัวเองใหม่

– ลบเมลที่ไม่อ่านออกให้หมด ไม่ว่าจะเป็น mailing-list ทั้งหลาย หรือเมลที่ไม่เกี่ยวข้อง
– เมลที่เรื่องจบไปแล้วจะโดนโยนลง Archive หมด เมลที่อยู่ใน inbox คือเรื่องที่ค้างอยู่เท่านั้น
– กำหนด task ตอนเช้า ทำแบบ linear ไปเรื่อยๆ
– ชีวิตมีงานแค่สองระดับ ปรกติและ urgent ถ้าไม่ urgent จะโดนเอาเข้าคิวไว้ process ทีหลังเสมอ

สิ่งที่อยากได้ตอนนี้คือ task-list แบบง่ายๆ เหมือนของ Gmail แต่บอกคะแนนงานได้สักหน่อย จะได้เอามาประเมินตัวเองได้ว่า productivity ดีแค่ไหน

 

สี

ผมเป็นคนชอบใส่เสื้อสีเข้มมากๆ ไม่ชอบเดินสายกลางแบบใส่สีหม่นๆ จางๆ อย่างรุนแรง

ปีที่ผ่านมามีปัญหาอยู่สองสี

วันไหนใส่แดง — “พี่เป็น นปก. เหรอพี่…”

วันไหนใส่เหลือง — “พี่เป็นพันธมิตรเหรอะพี่…”

ข่าวร้ายคือตัวล่าสุดที่ซื้อเป็นสีม่วงเข้ม….

 

iBento

ไม่ได้ตั้งชื่อเองเล่นๆ แต่มันคือร้านอาหารญี่ปุ่นแถวม. เกษตร ที่เพิ่งเปิดมาไม่กี่เดือน เนื่องจากทำงานอยู่เกษตรมาเป็นปี แถมอยู่ดึกเลยต้องไปลองกิน

หน้าร้าน ยืนยันว่ามันชื่อ iBento จริงๆ ท่าทางเจ้าของร้านจะชอบ iPod มาก ในร้านเห็น iPod Docking วางอยู่ด้วย

ชาร้อนเติมได้เป็นกฏข้อแรกของผมในการเลือกกินอาหารญี่ปุ่นไปแล้ว อันนี้ 20 บาทก็พอโอเค เท่าที่กินมาไม่เคยเจอชาร้อนแบบเย็น (ชืด) เพราะใช้กาเดียวพนักงานเดินเติมเอา ไม่เหมือนกับ Zen ที่เอากาเท่าหม้อข้าวมาวางทิ้งไว้

ราคาผมกะดูคร่าวๆ ด้วยสายตา น่าจะถูกกว่าฟูจิอยู่ 20-30% นับว่าไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่เมนูดูดีทีเดียว เทียบกับร้านอื่นๆ แถวๆ นี้

จานแรกเป็นเห็ดเข็มทองผัดเนย เป็นเมนูที่กินได้ทุกคน และสั่งร้านไหนก็ไม่เคยคุ้ม เพราะทำเองง่ายมาก เอาน่ะ มาแล้วก็ลองสักหน่อย ส่วนข้าวไข่หวานนั่นของน้องคนนึงที่กินข้าวมาอิ่มแล้ว เลยกินแค่นั้น

อันนี้ของชอบผม เฟรนซ์ฟรายจิ้มซอร์สวาซาบิ ตัวเฟรนซ์ฟรายนั้นไม่มีอะไรใหม่ น่าจะซื้อตามซุปเปอร์มาทอดเองได้เหมือนกัน แต่ซอร์สวาซาบินี่แนะนำมาก ว่าจะซื้อกลับบ้านมานั่งกินซักขวด

ของผมเป็นข้าวแกงกระหรี่กุ้งทอด รู้สึกจะ 69 บาท เยอะได้ใจดีแท้

กินไปกินมายังไม่อิ่ม เลยสั่งมินิซูชิมาอีกชุด มันเป็นชุดซูชิรวมแต่ทุกชิ้นมีขนาดแค่ 1 ใน 3 เลยเหมาะสำหรับเอามากินมันทุกหน้า ก็น่ารักดี จนไม่กล้ากินกัน – -”

จบแล้ว…

ร้านนี้ค่อนข้างโอเค เลยไปซ้ำมาแล้วสองรอบเมื่อวันก่อน เทียบความคุ้มรวมค่าเดินทางกับค่าจอดรถแล้ว เด็กเกษตรคงน่าไปลอง แค่คนที่อื่นคงไม่น่าถ่อมาเท่าใหร่

ของแถมก่อนจบของวันนี้คือ….

Pepsi Green???

เพิ่งเคยเห็น จากการสัมภาษณ์คนส่งของในรถเค้าบอกว่ามันเพิ่งมาเมื่อวาน!!! ใครลองแล้วรายงานที