ศาลเจ้ายาสุกุนิ

ได้ยินชื่อศาลเจ้ายาสุกุนิตามข่าวมานาน วันนี้เดินตามแหล่งแลนด์มาร์คไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอแบบไม่ตั้งใจ (เจอในคำแนะนำว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง)

พอได้เดินครบก็ค่อนข้างเข้าใจว่าทำไมมันเป็นจุดขัดแย้งกับนานาชาติ บรรยากาศของศาลเจ้านอกจากให้ความเคารพกับนักรบที่เสียชีวิตในสงคราม โดยเฉพาะนักรบกลุ่มกามิกาเซ่ ยังค่อนข้างยืนยันว่า ชนวนสงคราม (ที่แปลในบอร์ดว่าเป็น Great Asia War) มาจากการป้องกันตัวเองของญี่ปุ่นในแมนจูเรีย และการแสดงก็เลือกเรื่องราวที่ญี่ปุ่นเข้าไปรักษาเมืองบางส่วนหลังจากยึดได้ สงครามกลายเป็นชนวนให้ชาติเอเชียจำนวนมากกลายเป็นเอกราช ขณะที่ข้ามเรื่องราวบางส่วนออกไป เช่น นานกิง

แต่อย่างไรก็ดีพิพิธภัณฑ์ทำออกมาได้ดีเยี่ยม ควรค่าที่คนสนใจเหตุการณ์สงครามโลกจะไปดูไม่ว่าจะมองว่าฝ่ายไหนเป็นอย่างไรก็ตาม เรื่องราวยังเล่าถึงประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างค่อนข้างละเอียด ผมอ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษยังรู้สึกว่าเยอะ ภาษาญี่ปุ่นมีเยอะกว่าสี่ห้าเท่า แถมบางห้องไม่มีแปล

ภาพข้างบนเป็นส่วนนิทรรศการส่วนหน้าที่ให้ดูฟรี หัวรถจักรเป็นหัวรถจักรที่ใช้งานในเส้นทางรถไฟสายมรณะไทย-พม่า ที่ทางการไทยใช้งานต่อหลังสงครามและส่งกลับไปญี่ปุ่นในที่สุด (ภาพนี้ผมบริจาคเข้า Wiki Commons)

 

Fairtrade

453px-FairTrade-Logo.svg

ผมเป็นคนเชื่อเรื่องการแข่งขันแบบทุนนิยมพอสมควร และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไปอุ้มอาชีพใดๆ เช่น การเกษตร ในรูปแบบต่อเนื่องยาวนานนับสิบปีโดยที่มองไม่เห็นวันที่อาชีพเหล่านั้นจะยืนหยัดในตลาดโลกได้

แต่คนจำนวนมากไม่ได้เชื่อเหมือนผม ขณะเดียวกันหลายประเทศไม่ได้มีกลไกที่จะเข้าไปอุ้มชูอาชีพที่มีคนจำนวนหนึ่งอยากให้มีต่อไป แม้จะแข่งขันได้ลำบากแล้วก็ตาม ความเชื่อเหล่านี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่เชื่อว่าเกษตรกรควรได้รับค่าสินค้าของเขาสูงกว่าราคาที่แข่งขันอย่างหนักในตลาดโลก

กลุ่ม Fairtrade จึงตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนของการรับรองว่าแบรนด์ต่างๆ ได้จ่ายให้กับเกษตรกรอย่างเพียงพอ ทางกลุ่มจะมีราคามาตรฐานสำหรับสินค้าเกษตรแต่ละอย่างเอาไว้ให้กับเกษตรกรแต่ละประเทศ อย่างเช่น ข้าวไทย ก็มีราคาตั้งแต่ตันละ 9399 บาทไปจนถึง 15665 บาท

แนวคิดอย่างนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด ไม่ใช่การบิดตลาด ตรงข้าม เป็นการสร้างคุณค่าให้กับผู้ซื้อกลุ่มที่เชื่อว่าเกษตรกรต้องมีรายได้ดีกว่าตอนนี้ ว่าเขาสามารถเลือกซื้อสินค้าบางยี่ห้อได้ และตอบสนองต่อความเชื่อทางสังคมของเขา แบบเดียวกับที่เรารู้สึกว่าข้าวบางสายพันธุ์บางกระบวนการผลิตน่าจะดีต่อสุขภาพมากกว่าปกติ หรือบางสายพันธุ์ถูกปากเรากว่าพันธุ์อื่นๆ

บ้านเราผมไม่เคยเห็นข้าวที่มีตรา Fairtrade จริงๆ แต่เห็นกาแฟเป็นส่วนมาก มีชาบ้างประปราย แต่กลุ่ม Fairtrade เองก็มีปัญหาในตัวเพราะคิดค่าใช้โลโก้ ค่อนข้างแพง บางกรณีเกือบ 10% ของราคาสินค้า ถ้าเราจะตั้งกลุ่มรับรองว่าชาวนาจะได้ค่าข้าวเท่าไหร่จึงน่าพอใจก็คงทำได้

 

น้ำเงินแท้

TL;DR น้ำเงินแท้คือ Unbroken ทั้งเล่มใส่เนื้อหากบฎบวรเดช จบ;

ผมอ่านหนังสือของวินทร์เล่มแรก เป็นรวมเรื่องสั้นในยุคสมุดปกดำกับใบไม้สีแดง สมัยที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์ดอกหญ้าและก็อ่านเรื่อยมาจนกระทั่งมาเจอประชาธิปไตยบนเส้นขนานหลายปีต่อมา มันเปิดโลกให้กับผมว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลดิบแห้งๆ ชวนให้คนเบือนหน้าหนีแต่ต้องอ่านเพราะจะสอบแบบในหนังสือเรียน แต่มันร้อยเรียงแสดงความเกี่ยวเนื่องกันไป และพาเราย้อนกลับไปสู่ที่มาของเราได้อย่างเป็นระบบ

หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือของวินทร์เรื่อยมาทุกเล่ม ทุกฟี จนกระทั่งเมื่อสองสามปีก่อนพบว่าหนังสืองานหนังสือหลังๆ (ที่ยังซื้อทุกเล่มอยู่) ไม่ได้อ่านอีกต่อไปเลยเลิกซื้อไปโดยปริยาย

น้ำเงินแท้เป็นนิยายประวัติศาสตร์เล่มที่สามที่ผมได้ยินข่าวก็ตั้งใจว่าต้องอ่านในทันที ไม่ว่าเสียงวิจารณ์จะเป็นอย่างไร ยังไงซะก็ต้องอ่านให้ครบชุดหลังจากอ่านปีกแดงเล่มที่สองมานานแล้ว

น้ำเงินแท้ยังคงผลิตซ้ำแนวคิดแบบที่เราเห็นได้บ่อยในทุกวันนี้ คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นเร็วเกินไป แต่ในแง่หนึ่งมันก็ยอมรับเต็มที่ว่าการเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสร็จในตัว แต่เป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง มีความพยายามเปลี่ยนแปลงไปมาอีกหลายครั้ง และความพยายามแต่ละครั้งก็สามารถหาจุดย้อนกลับ การตกลงระหว่างกลุ่มได้ในบางระดับ และบางครั้งบางฝ่ายก็ถูกกวาดล้างกันไป

มุมมองทางการเมืองในน้ำเงินแท้สำหรับผมจึงยังน่าสนใจ และควรไปหาหนังสือที่แนะนำท้ายเล่มมาอ่านต่อ เช่นเดียวกับหนังสือเล่มอื่นๆ ในชุด

แต่เรื่องน่าเศร้าคือผมเพิ่งอ่าน Unbroken จบก่อนหนังเข้าฉาย และพบว่าการเดินเรื่องของหนังสือกลับคล้ายกันเป็นอย่างมาก มันทำให้ความใหม่ของหนังสือหายไป เนื้อหาเองแม้จะสร้างภาพความเลวร้ายของการกุมขังสมัยนั้นแต่ก็เมื่อมองมาถึงสมัยนี้ความเศร้าดูจะไม่ใช่เรื่องของคนในยุคนั้นที่ถูกกุมขังในรูปแบบที่เลวร้าย เท่ากับว่าในยุคนี้เมื่อผ่านไปเจ็ดสิบปีกลับไม่มีอะไรดีขึ้นมา

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเรียกคนใช้กำลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ไม่สำเร็จว่านักโทษการเมือง แต่ยุคนี้เรายืนยันว่าเราไม่มีนักโทษการเมืองอีกแล้ว

 

ศาสนาขัดกัน

เรื่องเลวร้ายเรื่องหนึ่งที่เห็นในช่วงนี้คือการเอาการฆาตกรรมมาเป็นเหตุผลว่าเราต้องเคารพศาสนาไม่หมิ่นต่อกัน ผมมองแล้วกระอักกระอ่วนว่านี่คือการบอกว่าถ้าอนาคตอยากให้คนหยุดพูดเรื่องอะไรก็ต้องฆ่าคน ยิ่งฆ่าเยอะ ยิ่งรุนแรงสะเทือนขวัญ ยิ่งได้ผลว่าสิ่งที่เราเรียกร้องจะสำเร็จ

คนระยำอยากฆ่าคนอยู่ศาสนาไหน ความเชื่อไหนก็อยากฆ่าคน คำสอนจะบอกแบบไหน จะสอนให้อภ้ยอะไรคนพวกนี้ไม่ฟัง พร้อมต่อยตี

การเรียกร้องให้เคารพศาสนาอย่าไปหมิ่นศาสนาเป็นเรื่องบ้าบอ ถ้าต้องเคารพไม่หมิ่นศาสนาไปเสียหมดอนาคตเราจะเผยแพร่ความเชื่อความคิดอะไรกันไม่ได้

จุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์เองก็มาจากการ “หมิ่น” ศาสนายิวด้วยการบอกว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ไบเบิลบันทึกเรื่องราวของชาวคริสต์ที่ถูกบอกว่าหมิ่นศาสนา ถูกตามกวาดล้าง ถูกตามฆ่า

ช่วงนี้เองในสหรัฐฯ แม้แต่การสอนทฤษฎีวิวัฒนาการ ก็เป็นการหมิ่นศาสนาคริสต์สำหรับคนบางกลุ่ม

คนมันหันหน้าไปทางอื่นไม่เป็น เห็นอะไรไม่เข้ากับความเชื่อในแบบที่ตัวเองตีความแล้ว “ทนไม่ไหว” มันไม่ใช่ปัญหาของสังคมภายนอก มันเป็นปัญหาของคนพวกนี้เองที่ไม่ได้รับการฝึกฝนให้อดทนและจัดการความเห็นที่เข้าหูตัวเองได้อย่างเหมาะสม

คนพวกนี้มีเสรีภาพในการพูด คนไม่พอใจทฤษฎีวิวัฒนาการมีสิทธิด่าได้เท่าที่ต้องการ แต่ก็เท่านั้น ถ้าฆ่าคนก็ต้องเข้าคุก ไม่ใช่มานั่งต้องพิจารณาสิ่งที่คนระยำเรียกร้อง