ผลลัพธ์

ตอนอ่านนิยายคินดะอิจิภาคสอง มีประโยคหนึ่งที่สะดุดเข้ามาในหัว และจำได้คุ้นๆ จนวันนี้ คือตอนที่พระเอกนึกถึงนางเอกว่า “มีความคิดแบบเด็กๆ ว่าเมื่อให้ความรักกับใครไปแล้ว ต้องได้ความรักคืนมา”

คนเรามีความคาดหวังต่้างๆ กันไปในความรัก แบบง่ายๆ เราอาจจะอยากให้เขารักเรากลับ บางคนอาจจะมองว่าการหวังอย่างนี้เป็นการเห็นแก่ตัว และพยายามทำเหนือขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปลี่ยนความหวังที่จะครอบครองเป็น หวังให้เธอได้ดี

ที่บ้านผมมีอาโกวอยู่คนหนึ่ง แกลงเรือมาจากเมืองจีนตั้งสี่ห้าสิบปีก่อน มาถึงเมืองไทยไม่กี่ปีแกก็เป็นไข้สูง การแพทย์ยุคนั้นรักษาชีวิตแกไว้่ได้ แต่ไข้ก็ำทำให้แกหูหนวกถาวร ทำเอาหมดความหวังที่จะเรียนภาษาไทย ส่วนภาษาจีนของแกนั้นก็แย่ลงทุกวัน ด้วยความที่ไม่ได้ยิน

แกเป็นคนหนึ่งที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ อุ้มป้อนข้าวป้อนน้ำกันมา

ยี่สิบกว่าปีผ่านไป ผมรับปริญญา ผมพาครอบครัวไปเลี้ยงฉลอง พาแกไปถ่ายรูป

แกงงๆ แต่ก็ยิ้ม เพราะเห็นทุกคนยิ้มกับผม และผมก็ยิ้ม

แกเอารูปผมไปติดข้างฝา แกไม่เข้าใจหรอกว่าในรูปน่ะ เกิดอะไรขึ้น

แต่แกก็ยิ้มกับรูปนั้น

 

ไม่ใส่น้ำตาล

แม่ค้า – น้ำสตอเบอรี่มั๊ยค่ะ แท้ๆ ไม่ใส่น้ำตาลเลยนะคะ

ลิ่ว – แก้วละเท่าใหร่ครับ

แม่ค้า – 20 ค่ะ

ลิ่ว – แก้วนึงครับ

แม่ค้า – ใส่วิปครีมเพิ่มมั๊ยค่ะ

ลิ่ว – ????

 

ทำไมต้องกู

คนอื่นเข้ามาตอบในบล็อก หรือที่ไหน ผมก็ตอบสุภาพๆ กับเขาเป็น

แต่พอคุยกับเพื่อนแม้แต่ในบล็อก กลับรู้สึกแปลกๆ ที่จะุสุภาพ จนต้องลบเปลี่ยนมาใช้คำ …. เรีัยกว่าอะไรดีล่ะ จะหยาบก็ไม่ใช่ เอาว่าไม่ใช่คำสุภาพ

มันคงเกี่ยวกับคำว่าเฟค (Fake) มันเข้ามาในสังคมไทยตั้งแต่เมื่อใหร่ว่ะ (อ่าวว่ะอีกแล้วกู (อ่าว…))

ถ้าวันหนึ่ง ผมจะสุภาพกับทุกคน มันจะแปลกไหม ถ้าผมจะรวมโลกสองด้าน เข้าเป็นด้านเดียวได้ มันคงจะดีไม่น้อย ลองคิดถึงงานเลี้ยงที่มีทั้งผู้ใหญ่ และเพื่อนๆ ในงานเดียวกัน แต่ไม่ใช่งานแต่งผมแน่ๆ

เดินไปเจอเพื่อน “เฮ่ย มึงเป็นไงว่ะ” หันไป 30 องศา “สวัสดีครับท่าน” หันกลับมาหาเพื่อน “แล้วท่าน เอ๊ย มึงเป็นไงมั่ง”

งงกับชีวิต

งานนี้ยากกว่า Merge โปรแกรมหลายเท่านัก