- Python
- SWIG
- Interface
- Glue Language
- Win32
- GPL
- Compiler
- Cygwin
- Mingw
- DLL
- Library
- Linking
- Type
- Manual
Uncategorized
เพื่ออะไร
เป็นเวลานานมาแล้ว ที่ผมมุ่งมั่นเพื่อจะได้ “สิ่งนั้น” มาให้ได้
เวลาอันยาวนานที่เจ็บปวด ผมยังคงมองไปที่ “สิ่งนั้น” โดยไม่สนใจไม่ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไร
วันหนึ่ง ผมหยุดลง มองไปที่กระจก แล้วสงสัยว่าผมต้องการ “สิ่งนั้น” ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ผมจะทนไปเพื่ออะไรกัน ทำไมผมถึงต้องพยายามถึงเพียงนี้
ผมหยุด ทิ้งตัวลงนั่ง แล้วถามกับตัวเอง
จุดยืน
เข้าโรงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วกับภาพยนต์เจ้าปัญหาอย่าง Davinci Code หลังจากมีเรื่องกันมานาน
ผมเองมักหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นทางด้านศาสนาและการเมืองเสมอ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เราควรให้กับผู้อื่นเพื่อให้เชื่อตามที่เราอยากให้เชื่อนั้น ไม่ควรมีอะไรมากไปกว่าข้อเท็จจริง
…แน่นอนว่าเป็นข้อเท็จจริงในแบบที่เราอยากให้เขาได้รับ…
แต่เอาว่าวันนี้ขอสักวันแล้วกัน ขอเตือนว่าคอมเมนต์ในเว็บนี้ถ้าผมไม่ชอบใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเล็กน้อยแค่ไหน ผมยินดีลบโดยไม่ต้องคิดเสมอ เรื่องหมิ่นเหม่อย่างนี้โอกาสโดนลบก็มีค่อนข้างสูง ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าคอมเมนต์มายาวๆ แล้วมันหายไป
กรณีข้อพิพาทเรื่อง Davinci Code นี้สร้างข้อสงสัยหลายๆ อย่างในใจ โดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างคนดู ที่ต้องการดูเต็ม กับคริสตชนที่ไปแสดงความไม่เห็นด้วยในการฉาย เช่น
- คริสตชนกลุ่มนั้นเรียกร้องให้มีการตัดสิบนาทีสุดท้ายออกหรือ? พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจหรือว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ กองบังคับการกองทะเบียนตามที่เป็นข่าวหรืออย่างไร
- ถ้าจะโทษว่าคำตัดสินเช่นนั้นออกมาเพราะมีการประท้วง คนที่อ่านนิยายแล้ว ติดตามกระแสตั้งแต่นิยายออกบ้าง นึกไม่ถึุงกันเลยหรือ ว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะโดนประท้วง คิดว่าคริสตชนหลายแสนคนในเมืองไทยจะนั่งยิ้มกันทั้งประเทศกับภาพยนต์เรื่องนี้กันทุกคน?
- แล้วจะทะเลาะกันไปทำไม
คล้ายๆ กับเรื่องการเมืองในตอนนี้ ที่ก่อนหน้ากระแสพระราชดำรัส ทุกคนเอาแต่ทะเลาะกัน ไม่มีใครพูดถึงศาล
ประเทศไทยจะดำเนินไปแบบเฮโลอย่างนี้อีกนานเท่าใหร่ เราจะกลัวเครื่องดื่มมึนเมาเข้าตลาดหุ้นไปอีกกี่ครั้ง ต้องมีคนไปยืนประท้วง ไปโดนยิง และไปตีกันอีกเท่าใหร่
ถ้าเรามีจุดยืนกันจริงๆ เมื่อใหร่กันที่เมื่อเราแสดงจุดยืน แสดงพลังในการต่อต้านสิ่งที่เราบอกว่าไม่ดีแล้ว เราจะทำเพื่อให้สิ่งนั้นมันออกไปจากสังคมอย่างถาวร ทำจนกว่าเราจะมั่นใจว่าคนรุ่นต่อไปจะไม่ต้องเจออะไรเหมือนเรา
ไม่ใช่การเฮโลไปเรื่อยๆ เป็นรายๆ ไปแบบนี้
Fact
ในบรรดา Quote จากหนังทั้งหมดเท่าที่ติดตามมา คงบอกได้ว่าคำหนึ่งที่สั้นและชอบมากๆ คือ
This is full of SHIT!!!….. Not enough fact.
The Sum of All Fear
แม้จะเป็นประโยคสั้นๆ จากหนัง แต่เวลาที่ต้องคิดอะไรในเรื่องที่ต้องการตรรกะสูงๆ แล้ว เป็นแนวคิดที่ผมนำมาใช้เสมอ คือการล้างเรื่องไร้สาระออกไปให้หมด แล้วคงไว้แต่ข้อเท็จจริง
ผมมองว่าหลายครั้งมันไร้สาระ และเลวร้ายในการที่เรานั่งทุ่มเถียงกันด้วยการคาดการณ์ ข่าวลือ และความเชื่อส่วนบุคคล
ที่น่ารังเกียจคือหลายๆ ครั้งแล้วเมื่อคนเราต้องการให้ความเชื่อของตนเองได้รับวามเห็นชอบ เราใส่ข่าวลือ และการคาดการณ์เข้าไปรวมๆ กับข้อเท็จจริง
ที่บ้านผมถามผมเรื่องความเห็นทางการเมืองหลายครั้ง แต่ผมปฎิเสธที่จะคุยเรื่องนี้เสมอ ในเมื่อข้อเท็จจริงคือผมไม่รู้จริง และการพูดคุยนั้นจะนำไปสู่การบาดหมางจริง ในชีวิตของผม แม้เรื่องที่ำมาคุยกันนั้นอาจจะเป็น SHIT ที่ออกมาจากสื่อต่างๆ ปนเปกันมั่วไปหมด
อารมณ์ ความเชื่อ และัจินตนาการจำเป็นต่อมนุษย์ และเป็นสิ่งที่แยกเราออกจากเครื่องจักร (และสัตว์?) แต่เรามีทางเลือกที่จะใช้มันเสมอ เราเองเ็ป็นผู้เลือกว่าอะไรมีความสำคัญ และอะไรไม่มี
เราเองเป็นคนตัดสินใจ