เกินกำลัง

นายธนาคารคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับการแพทย์ต้องตื่นขึ้นมาพบกับความจริงของชีวิตว่าเขากำลังเสียลูกชายของเขาไปตลอดกาลด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา adrenoleukodystrophy (ALD) โรคร้ายนี้กำลังคร่าชีวิตลูกของเขาไปอย่างช้าๆ แต่เร็วเกินไปที่เขาจะยอมรับได้

แทนที่จะยอมแพ้กับวิทยาการทางการแพทย์ที่ไม่ก้าวหน้าพอ Augusto Odone เลือกที่จะเดินเข้าห้องสมุด แล้วเริ่มโครงการที่เป็นไปไม่ได้ เขาอ่านหนังสือทางการแพทย์ทุกเล่มที่เขาคิดว่าเกี่ยวข้อง พยายามทำความเข้าใจกับสูตรและสมการทางเคมีที่ไม่เคยได้พบมาก่อน

ความพยายามของผู้เป็นพ่อไม่สูญเปล่า เขาสร้างทฤษฎีใหม่ที่เชื่อว่าน้ำมันมะกอกสกัดพิเศษสามารถช่วยหยุดโรคร้ายของลูกได้ ปัญหาคือน้ำมันที่ว่าไม่มีใครสามารถสกัดมาขายได้ ด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่สุด Augusto ติดต่อหน่วยงานนับร้อยทั่วโลกเพื่อให้รับผลิตน้ำมันตามความต้องการของเขา จนกระทั่งได้รับการตอบรับจากนักเคมีในอังกฤษ

แพทย์วินิจฉัยว่าลูกของ Augusto จะตายภายในสองปี เมื่อมีการตรวจพบโรคในช่วงปี 1980 แต่ทุกวันนี้เด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ แม้โรคร้ายจะทำร้ายเขาไปจนตาบอด และเดินไม่ได้ แล้วก็ตาม

เด็กคนนั้นชื่อ Lorenzo และยาตัวนั้นคือ Lorenzo’s Oil ตามชื่อของเขา ยาตัวนี้ยังคงมีการใช้งานช่วยชีวิตเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นโรคเดียวกันได้อย่างน่าแปลกใจ

กำลังในชีวิตของเราอยู่ตรงไหนกัน บางทีแล้วขีดจำกัดเดียวที่คนเรามี อาจจะเป็นแค่ความท้อแท้ในชีวิตเท่านั้นเอง

 

คำแนะนำการบล็อกเว็บถึงกระทรวงไอซีที

ใครอ่าน Blognone คงรู้ว่าผมมีท่าทีต่อต้านการบล็อกเว็บมาโดยตลอด คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “ไม่บล็อกแล้วจะให้ทำยังไง” วันนี้เลยลองมาเขียนดูคร่าวๆ แล้วกัน

อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อคือไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว การบล็อกเว็บไม่เคยแก้ไขสิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหาไปแม้แต่น้อย อินเทอร์เน็ตถูกออกแบบมาตั้งแต่วันแรกให้ทนทานต่อการเสียหายไปบางส่วน หรือกระทั้งการเสียหายไปเป็นส่วนใหญ่ โดยที่ส่วนที่เหลือยังคงทำงานได้อย่างปรกติ การปิดกั้นบางส่วนในอินเทอร์เน็ตเป็นความพยายามที่มีผลเพียงช่วงเวลาสั้นๆ โดยส่วนที่เหลือจะกลับมาใช้งานได้ในเวลาไม่นานนัก การออกแบบเช่นนี้เนื่องจากอินเทอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการทหารในยุคที่โลกต้องเผชิญความหวาดกลัวกับสงครามนิวเคลียร์ การออกแบบเช่นนี้ทำให้อินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าขาดการควบคุมจากศูนย์ฺกลางที่แท้จริง

การบล็อกการใช้งานสร้างความเสียหายทุกครั้ง เนื่องจากการใช้งานในส่วนที่ดีมักถูกผลกระทบตามไปด้วยเสมอๆ เราเคยเห็นมาตรการการกรองคำสำคัญเช่น sex ไม่ให้สามารถใช้งานได้ ผลคือการศึกษาในทางสร้างสรรของเรื่องเพศกลับถูกปิดกั้น หรือภาคธุรกิจต้องเสียหายเนื่องจาก URL ที่ใช้งานแล้วกลับถูกปิดกั้น เนื่องจากชื่อ URL ที่หลายๆ ครั้งถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์บังเอิญไปสร้าง URL ที่มีคำสำคัญเหล่านั้นโดยบังเอิญ ด้วยปัญหาหลายๆ ประการ การบล็อคเว็บแบบเหมารวมทั้งประเทศจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว

หนทางที่ไอซีทีจะแก้ปัญหานี้ได้ โดยลดผลกระทบต่อความไม่เชื่อใจในกระบวนการบล็อคเว็บ

  1. เปิดเผยรายชื่อเว็บที่ควรถูกบล็อกทั้งหมดให้มีหนทางตรวจสอบได้อย่างชัดเจน เพื่อลดคำครหาและแสดงความจริงใจว่ากระบวนการบล็อคเว็บจะไม่ถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์ส่วนบุคคลอื่นๆ
  2. สร้างกระบวนการตัดสินใจเลือกเว็บที่จะถูกบล็อคที่สามารถอธิบายได้ว่าเว็บใดจึงควรบล็อคและเว็บใดไม่จำเป็นต้องบล็อค ที่สำคัญคือการบล็อคโดยการกดดันจากสื่อหลักเพียงไม่กี่รายที่มีผู้ตัดสินใจลงข่าวไม่กี่คนนั้นไม่ใช่กระบวนการที่ดี
  3. การให้บริการอินเทอร์เน็ตโดยทั่วไปจะต้องไม่มีการบล็อคใดๆ ทั้งสิ้น
  4. สร้างกติกาให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ ต้องเปิดบริการเสริมเพื่อป้องกันเว็บไม่พึงประสงค์ โดยผู้ใช้สมัครใจ
  5. สร้างมาตรฐานชื่อบริการเสริมนี้เพือลดความสับสนของผู้บริโภค ดำเนินการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงให้ประชาชนที่ต้องการป้องกันเยาวชนในการดูแลของตนให้สามารถเปิดบริการเหล่านี้ได้ง่าย
  6. กำหนดมาตรฐานของบริการบล็อคเว็บนี้ ว่าอย่างน้อยควรบล็อคเว็บที่ทางไอซีทีระบุว่าเป็นเว็บไม่พึงประสงค์ได้ทั้งหมด
  7. สร้างกติกาให้ร้านอินเทอร์เน็ต หรืออินเทอร์เน็ตสาธารณะที่เยาวชนเข้าถึงได้ ต้องเปิดบริการนี้ไว้ตลอดเวลา เว้นแต่ทางผู้ให้บริการตรวจสอบแล้วว่าผู้ใช้บริการบรรลุนิติภาวะ

ด้วยการเปิดบริการการบล็อคแบบสมัครใจ ประชาชนที่กังวลว่าเยาวชนจะติดอยู่กับสื่อไม่พึงประสงค์จะมีทางเลือกที่จะป้องกันได้ทางหนึ่ง กระนั้นไอซีทีควรให้ความรู้กับประชาชนว่าการบล็อคไม่ใช่การแก้ปัญหา และผู้ปกครองควรใส่ใจกับพฤติกรรมการใช้งานของบุตรหลานมากกว่าจะหวังพึ่งบริการเหล่านี้

 

ให้อภัย

บิล เกตต์เคยเขียนในหนังสือของเขาว่าที่ไมโครซอฟท์ หลายครั้งมีการจ้างอดีตผู้บริหารจากบริษัทอื่นๆ ทั้งที่ผู้บริหารเหล่านั้นเคยทำผิดพลาดมาก่อนในบริษัทเดิม ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจว่า ผู้บริหารเหล่านั้นน่าจะเรียนรู้จากความผิดพลาดของเขาและปรับปรุงการทำงานในอนาคตให้ดียิ่งๆ ขึ้น

แนวคิดประมาณนี้คือแนวคิดของการยอมรับว่าคนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะที่เรามักจำแนกช่วงเวลาของชีวิตออกเป็นสองช่วงคือผู้ใหญ่กับเด็ก สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับการจำแนกเช่นนี้คือการให้อภัยกับเด็กอย่างสุดโต่งจนไม่มีความผิดใดๆ ขณะที่หลายครั้งคนที่เราจำแนกว่่าเป็นผู้ใหญ่นั้นเรากลับปฎิเสธความต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องต่างๆ ออกไป

หลายครั้งที่เราถามถึงจุดยืนของคนๆ หนึ่ง แล้วยึดเอาว่าคนๆ นั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยปฎิเสธความจริงที่ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนไปแล้ว การเรียนรู้ ประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นกับชีวิตคนเรา สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนเราได้อย่างไม่น่าเชื่อเสมอๆ

หนักกว่านั้นคือเมื่อมีใครสักคนเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา สิ่งที่เรามักจะเจอกันเรื่อยๆ คือการประณามการเปลี่ยนแปลงนั้นว่าเป็นการกระทำของคนไร้หลักการ

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอๆ สิ่งที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงคือเราสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมเราจึงควรเปลี่ยนแปลง และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว หากการกระทำก่อนการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ผิด ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยผิดพลั้งไปนั้นดูเหมือนจะสำคัญเป็นที่สุด

การยอมรับผู้ที่ยอมเปลี่ยนแปลงนั้นเล่า มันคงดีกว่าการให้อภัยแต่คำพูดเป็นไหนๆ