Top Blognone Academic Reader

สำรวจผู้อ่านที่เข้ามาจากโดเมนของหน่วยงานการศึกษา สำหรับปี 2007 เท่านั้น เรียงตาม Visit ของ Google Analytics

  1. ku.ac.th
  2. chula.ac.th
  3. kmutt.ac.th
  4. mahidol.ac.th
  5. kmitl.ac.th
  6. kku.ac.th
  7. su.ac.th
  8. warwick.ac.uk ???
  9. kmitnb.ac.th
  10. lru.ac.th
  11. siamtech.ac.th
  12. mit.edu !!!!
  13. psu.ac.th
  14. au.ac.th
  15. acu.ac.th
  16. ipst.ac.th
  17. psu.edu
  18. chainat.ac.th
  19. cam.ac.uk
  20. titech.ac.jp อันนี้เป็นนาย ส. แอบเข้ามาอ่านแน่นอน
  21. edu.tw
  22. calstatela.edu
  23. tohoku.ac.jp
  24. ucr.edu
  25. rmut.ac.th
  26. nist.ac.th
  27. tsukuba.ac.jp
  28. umich.edu
  29. act.ac.th
  30. caltech.edu
  31. usc.edu
  32. sth.ac.at
  33. unc.edu
  34. cmu.edu
  35. mut.ac.th
  36. udel.edu
  37. brunel.ac.uk
  38. dartmouth.edu
  39. cmri.ac.th
  40. bath.ac.uk
  41. uchicago.edu
  42. nit.ac.jp

ปล. สาวธรรมศาสตร์ไม่อ่าน Blognone กันเลยหรือนี่???

 

TOT บริษัทของประชาชนที่ประชาชนไม่เคียงข้าง

ผมเคยดูเรื่องลอดลายมังกรตั้งแต่ครั้งมันทำเป็นละครเวอร์ชั่นแรก (ซึ่งคิดว่าทำดีกว่าเวอร์ชั่นใหม่มาก) ฉากหนึ่งที่จำได้ชัดในหัวคือตอนที่อาเหลียงตัดสินใจสั่งซื้อกาแฟลงเรือมา เนื่องจากมองเห็นว่ากาแฟกำลังขาดตลาดอย่างรุนแรง อันเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี แต่สุดท้ายแล้วความฝันก็ต้องดับลง เมื่อเรือสินค้าถูกพายุทำให้สินค้าเสียหายหนัก กาแฟที่สั่งมานำไปขายได้ไม่ถึงครึ่ง

ปัญหาคืออาเหลียงไปสัญญาไว้กับลูกค้าจำนวนมากแล้วว่าเขาจะทำกาแฟไปขายให้

สิ่งที่อาเหลียงทำคือการนำกาแฟไปขายให้กับร้านขายส่ง แล้วซื้อกลับมาในราคาแพง แล้วค่อยทำกาแฟนั้นกลับไปขายให้กับรายย่อยไปเรื่อยๆ จนครบตามจำนวนที่ตนสัญญาไว้ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้อาเหลียงขาดทุนป่นปี้ แต่อาเหลียงก็ยังเลือกที่จะรักษาสัญญากับลูกค้าทั้งหมดไม่ว่าจะเสียหายเพียงไร

เรื่องของอาเหลียงเป็นอีกเรื่องที่สอนใจคนทำธุรกิจว่าความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะมันเป็นสิ่งที่เมื่อเสียไปแล้วไม่สามารถนำกลับมาได้อีกง่ายๆ

หลายสิบปีที่ผ่านมา บริษัทอย่าง TOT และ CAT พยายามสร้างภาพบอกกับประชาชนว่าเป็นหน่วยงานของประชาชน และมีพันธกิจอันยิ่งใหญ่คือการสร้างความเจริญด้วยการนำการสื่อสารเข้าไปถึงประชาชนอย่างเท่าเทียม หลายสิบปีที่ประชาชนทนรำคาญกับบริการที่ย่ำแย่ด้วยเหตุผลสารพัด หลายสิบปีที่ประชาชนอดทกับตัวเลขจำนวนโทรศัพท์ต่อประชากร และพื้นที่ที่การสื่อสารเข้าถึงที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างอดทน

แต่สิ่งที่ TOT และ CAT แสดงให้ประชาชนได้รับรู้ตลอดมา คือความฟอนเฟะของหน่วยงานที่ฝังรากลึกอย่างไม่น่าให้อภัย เป็นที่รู้กันว่าพนักงานของสองหน่วยงานนี้มีอภิสิทธิ์อย่างล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงานที่เข้าสาย พักเร็ว เริ่มงานช้า กลับบ้านก่อน กันเป็นเรื่องปรกติ แถมยังมีโบนัสให้ทุกปีไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร

เมื่อเอกชนเช่นกลุ่มชิน แทค และทรู เข้ามาเสนอทางเลือกใหม่ ประชาชนได้พบกับความแตกต่างที่เคยโดนกรอกหูว่าบริษัทเอกชนนั้นพยายามรีดไถจากประชาชน ภาพนายทุนหน้าเลือดเริ่มถูกตั้งคำถามเมื่อบริษัทเอกชนจำนวนมากเข้ามาเสนอทางเลือกที่ดีกว่า ถูกกว่า และเร็วกว่า ขณะที่บริษัทของประชาชนนั้นเองกลับไม่เสนออะไรใหม่นอกจากการทำงานที่ล่าช้า ราคาที่แพง และบริการที่เหมือนเป็นเจ้านายมากกว่าผู้รับใช้ประชาชน

มาวันนี้ประชาชนเรียนรู้ว่าการที่เราให้ผลประโยชน์กับกลุ่มเอกชนบ้าง คงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ถ้าจะมีคนรวยจากการเอาผลกำไรจากประชาชนไป ตราบใดก็ตามที่พวกเขาได้รับบริการที่น่าพึงพอใจ

วันนี้ที่ TOT และ CAT พยายามสร้างภาพว่าเป็นสมบัติของประชาชนที่ถูกรังแกนั้น กลับถูกประชาชนดูถูกเป็นวงกว้าง ด้วยภาพการขอเลขหมายโทรศัพท์นานนับปี ค่าโทรที่แพงมหาศาลจาก TOT และบริการเครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นบริการระดับชาติเช่น ด้วยการทำเครือข่ายล่มมากกว่า 60 ชั่วโมงในปี 2004 ของ CAT การพยายามโอบอุ้ม TOT และ CAT ในวันนี้จึงไม่เป็นสิ่งที่ประชาชนเชื่อแม้แต่น้อยว่าจะเป็นผลดีกับพวกเขา เพราะความเชื่อใจที่ซื้อมาด้วยทุกอย่างในแบบที่อาเหลียงทำนั้น TOT และ CAT ได้สูญเสียมันไปนานแล้ว

ถึงวันนี้เราอาจจะพูดได้ว่าบริษัทสองบริษัทนี้ไม่มีประชาชนอยู่เคียงข้าง เพราะมันไม่เคยอยู่เคียงข้างประชาชน

 

มีใจ

ในฐานะวิศวกร สิ่งหนึ่งที่ผมเริ่มทำทันทีเมื่อพบปัญหาต่างๆ คือการหาทางออกที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการขับรถให้ใกล้ที่สุด เร็วที่สุด ประหยัดที่สุด หรือจะเป็นการใช้ชีวิตโดยหาเส้นทางที่ดีที่สุด ให้ผลตอบแทนต่างๆ สูงสุด

แต่อีกหลายครั้งเช่นกัน ทั้งที่รับรู้ถึงทางออกที่ดีเหล่านั้น ผมกลับเลือกเส้นทางอื่นๆ ที่ต่างออกไป

หลายๆ ครั้งอีกนั่นแหละ ที่ผมกลับเลือกเส้นทางที่ดูไม่ดี เส้นทางลำบาก และเส้นทางที่ดูไร้สาระ

ชีวิตที่ไม่ได้ยาวนานสอนเราได้เรื่องหนึ่ง คือการเดินในเส้นทางที่ “ถูกที่สุด” ตลอดเวลา ไม่ใช่สิ่งที่ “ดีที่สุด” สำหรับชีวิตของเราเสมอไป หลายครั้งแล้วเราสามารถเลือกเส้นทางที่แย่กว่า ยากกว่า และแพงกว่า เส้นทางที่ไม่ว่า พ่อแม่พี่น้อง หรือญาติมิตรต่างๆ จะไม่มีทางเห็นดีเห็นงามกับเราไปตลอดชีวิต แต่เราก็ยังคงเลือกเส้นทางนั้น

การเลือกไม่ได้ให้ผลที่เป็นสุขเหมือนในละครทุกครั้งไป ตรงข้าม การเลือกอย่างไร้ตรรกะเช่นนี้ มักนำมาซึ่งความลำบากอย่างที่คนรอบข้างเราเตือนไว้อย่างไม่ผิดเพี๊ยนเสมอๆ เรามักจะได้รับความเจ็บปวดจากการเลือกนั้นด้วยตัวของเราเอง แต่ก็นั่นแหละ เมื่อวันรุ่งขึ้นผ่านเข้ามา สิ่งที่เราเลือกมากมายก็เข้ามาถามเส้นทางชีวิตของเราอีกครั้ง

ความเจ็บปวดจากการเลือกเส้นทางที่ผิด ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราได้จากการเลือกในเส้นทางที่เรา “มีใจ” ให้กับมัน แม้เราจะต้องรับผิดชอบกับการเลือกเส้นทางที่ผิดเหล่านั้น เรากลับมีความภูมิใจอยู่ลึกๆ ว่าเราได้เลือกในเส้นทางที่เราตั้งใจไว้ ตรงข้ามกับความสำเร็จที่มาจากการเพ่งมองตรรกะ ที่เราต้องทนกับการตอบคำถามตัวเองอยู่ทุกวันที่ผ่านไป ว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้ามวันนัั้นทำตามหัวใจของเราเอง

เมื่อเดินมาถึงสุดทางอันยาวไกล มีสองประตูอยู่ตรงหน้าเรา ประตูหนึี่งติดป้ายว่า “เส้นชัย” แน่นอนมันคือจุดหมายปลายทางที่เราเดินทางมาหามันโดยตลอด แต่อีกประดูหนึ่งที่เป็นเพียงประตูโดยไม่มีป้ายอะไรบอกกล่าวว่าอะไรอยู่ข้างหลังมันเล่า

คุณไม่อยากรู้หรือว่ามันจะพาคุณไปไหน….

ลองถามหัวใจของคุณเองแล้วกัน

 

สัดส่วน

พอดีอ่านเรื่องที่ plynoi พูดถึงความขี้เกียจเอาไว้ คิดว่าอีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของสัดส่วนการแบ่งเวลา

ผมเห็นโปรแกรมเมอร์จำนวนมาก มุ่งสร้างผลงานในเชิง “ปริมาณ” กันอย่างเอาเป็นเอาตาย คนกลุ่มนี้มักส่งงานชุดแรกเร็วที่สุดเสมอๆ ด้วยความคิด ง่ายสุด เร็วสุด ดีสุด

ผลที่ได้คือการไม่ยอมเรียนรู้ และ reuse สิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นจำนวนมาก เช่นฟังก์ชั่นวันที่อย่าง strptime ที่เห็นคนพยายามจะเขียนตัว Parse วันที่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้่กี่ครั้งในอายุงานไม่มากนักของผม ผมเคยเห็นคนเขียน C++ ที่สร้าง LinkedList ใช้เองแทน Vector หรือจะเป็นการทำงานอย่างอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ผมมองเรื่องพวกนี้เป็นการแบ่งส่วนเวลา ระหว่างการอ่าน (เรียนรู้) กับการลงมือทำ

คนโดยทั่วไปแล้วมักจะแบ่งเวลาให้การลงมือทำเป็นเวลาส่วนใหญ่ เกินร้อยละ 75 มีหลายๆ ครั้งที่เต็มร้อย

แต่ความลำเค็ญจะเกิดขึ้นเมื่อต้องมีการ maintain ผลงานที่สร้างไว้ก่อนหน้า ด้วยความที่โค้ดมีปริมาณมาก จากการไม่ใช้งานไลบราลี สิ่งที่พบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือปริมาณบั๊กที่ต้องดูแลกันเป็นเวลายาวนานและน่าทรมานอย่างไม่น่าเชื่อ

กับตัวเองแล้ว สมัยเรียนผมแบ่งเวลาอ่านหนังสือถึงร้อยละ 80 ใช้เวลาทำแค่ 20 แต่พอมาเจอโลกความเป็นจริงก็พบว่่ามันทำอย่างนั้นไม่ได้เสมอไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายประการ เราต้องทำก่อน แก้ทีหลังไปเสมอๆ

มันอาจจะดีถ้าก่อนที่เราจะเพิ่มโปรแกรมเมอร์เข้ามาในโปรเจค แล้วให้สอบความรู้ด้านเทคนิคกันให้ผ่านก่อนนะ