เรื่องเงิน

คิดไว้นานแล้วว่าจดแนวทางการจัดการเงินของตัวเองเอาไว้ ก่อนจบปีเลยต้องจัดให้จบเสียที

ให้ยืม

เรื่องแรกคือการยืมเงิน แนวคิดคือต้องแยกการลงทุนด้วยการให้ยืม/ปล่อยกู้ ออกจากการให้ยืมด้วยความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักอื่นๆ

หากให้ยืมด้วยความสัมพันธ์ต้องถือว่าเงินก้อนนั้นหายไปแล้วทั้งก้อน

เป็นแนวทางแรก คือเราไม่ควรให้ยืมจากความสัมพันธ์ใดๆ โดยที่เราไม่พร้อมจะเสียเงินก้อนนั้นไปทั้งก้อน ดังนั้นเราอาจจะต้องวัดความสัมพันธ์ของคนที่มาขอยืมเรานั้น หากเงินก้อนนั้นหายไปแล้วเราจะเสียใจไหม หรือเราพร้อมจะเสียเงินก้อนนั้นอยู่แล้ว อีกเรื่องที่ตามมาคือเงินจะมากจะน้อยขึ้นกับสุขภาพทางการเงินของเราเอง แม้เราจะพร้อมให้เงินคนสักคนมากๆ แต่สุขภาพทางการเงินของเราไม่ดีพอ หากเสียเงินก้อนนั้นไปทั้งก้อนแล้วเราจะทำให้ตัวเองหรือคนในครอบครัวลำบากก็ต้องลดวงเงินที่ให้ได้ลง

การที่พร้อมเราจะเสียทั้งก้อนไม่ได้แปลว่าเราต้องให้ไปเปล่าๆ เสมอไป การให้โดยบอกว่าเป็นการให้ยืม การให้โดยมีสัญญากู้ยืม หรือแม้แต่การให้โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ต้นทางของการให้คือความสัมพันธ์ เราสามารถเลือกรูปแบบที่ให้ที่เหมาะสมได้ เป็นคนละเรื่องกัน

การค้ำประกันเท่ากับการให้ยืม คิดเหมือนกัน วงเงินค้ำประกันเท่าไหร่ก็เท่ากับเตรียมให้ไปเลยเท่าวงเงิน ถ้าไม่พร้อมให้ก็ไม่ควรค้ำ

ใช้เงิน

แยกระหว่างการจ่ายเพื่อความหรูหราฟุ่มเฟือย และการปรับปรุงคุณภาพชีวิตออกจากกัน และพยายามจ่ายเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตก่อนเสมอ การปรับปรุงคุณภาพชีวิต มี 3 อย่างหลักๆ ความปลอดภัย, สุขอนามัย, และเวลา

ความปลอดภัย แปลว่าหากเรายังต้องเสี่ยงกว่าปกติ เรายังต้องอยู่ในซอยเปลี่ยว ก็อาจจะควรย้ายที่ เราอาจจะยอมจ่ายค่าแท็กซี่เพื่อลดความเสี่ยงจากมอเตอร์ไซต์ ฯลฯ สุขอนามัยเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกอาหาร เลือกร้านที่ครัวสะอาด กินอาหารที่มาตรฐานการผลิตดี ไปพบเภสัชหรือแพทย์เมื่อป่วย เวลา เป็นสิ่งที่เรายอมจ่ายได้หากลดเวลาลง ยอมเช่าที่อยู่แพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ใกล้ที่ทำงานขึ้น หรือเข้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าให้เดินทางสะดวก

การจ่ายเพื่อความฟุ่มเฟือยไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องอยู่หลังคุณภาพชีวิต และต้องเลี่ยง ลด งด หากสุขภาพทางการเงินยังไม่ดี

ค่าใช้จ่าย

เราควรคิดค่าใช้จ่ายของเราเป็น 2 ระดับ ระดับไม่อนาถ และระดับสบาย

ระดับไม่อนาถเป็นระดับต่ำสุดที่เราคิดว่าพออยู่ไหว อาจจะเป็นช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่เราเคยใช้ชีวิตแบบนั้น หรืออาจจะจินตนาการเอา ระดับสบายน่าจะเป็นระดับที่เราคิดถึงกันเวลาเราวางแผนเกษียญกันก่อนหน้านี้ เราน่าจะคิดถึงชีวิตแบบหนึ่งที่น่าจะสบายๆ และคิดว่าถ้าเรามีชีวิตแบบนั้นได้ตลอดชีวิตก็คงดี

เหตุผลที่เราควรคิดค่าใช้จ่ายเป็นสองระดับเพื่อให้เรามองระยะเวลาที่เราทนได้ เรามักจะคิดถึงระดับสบายๆ ไว้สูงกว่าที่เราทนได้มาก และเมื่อเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ เราก็มักจะพบว่าเราช่างห่างไกลจากความมั่นคงทางการเงิน เงินที่เรามีอยู่ได้ไม่กี่เดือน หรือห่างไกลจากการเกษียญมาก การที่เรามีระดับที่ยอมรับได้ไปพร้อมกัน ทำให้เรามองระยะเวลาได้ไกลขึ้น เมื่อเราเห็นระยะเวลาที่ไกลขึ้นเราจะมีกำลังใจในการเก็บเงิน และมีความกล้าในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนงาน การลงทุน ฯลฯ

สินทรัพย์

หลายคนมักพยายามแยกกระเป๋า เงินลงทุน เงินฉุกเฉิน เงินออม ฯลฯ ออกจากกันแล้วพยายามใช้สิ่งต่างๆ แยกกัน ส่วนตัวแล้วไม่ชอบการแบ่งเงินแบบนั้นนัก สินทรัพย์ก็คือสินทรัพย์ เราสามารถมองเป็นผืนเดียวกันได้ทั้งหมด ว่าเรามีความมั่งคั่งรวมเท่าใด

แต่สิ่งที่เราควรตระหนัก คือสินทรัพย์แต่ละตัวมีความยืดหยุ่นในการแปลงเป็นเงินสดไม่เท่ากัน เงินฝากในธนาคารสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีจากโทรศัพท์ ทองอาจจะเสียเวลาต่อคิวหรือหากไปขายจริงก็อาจจะถูกกดราคาบางส่วน สินทรัพย์บางอย่างแปลงเป็นเงินยากมากเช่นที่ดิน เราอาจจะต้องคิดมูลค่าว่าหากจะขายได้ทันทีต้องขายลดถึงครึ่งหนึ่ง และถึงอย่างนั้นก็อาจจะใช้เวลานับเดือน สินทรัพย์บางประเภทอาจจะแปลงง่ายกว่าที่ดินแต่มีส่วนลดเหมือนกัน เช่น หุ้นกู้ หรือประกันสะสมทรัพย์ที่อาจจะเวณคืนได้ ก็ควรบันทึกเป็นมูลค่าที่เวณคืนได้

แม้จะมองสินทรัพย์เป็นความมั่งคั่งรวมผืนเดียวกันไปหมด แต่เราควรมีสินทรัพย์ใกล้เงินสดที่แปลงเป็นเงินได้ภายใน 24 ชั่วโมง เอาไว้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายขั้นต่ำสัก 6 เดือนเผื่อฉุกเฉินหรือมากกว่านั้น

สินทรัพย์หนึ่งที่เป็นประเด็นกับหลายคนคือเรื่องที่ดิน โดยส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องการสะสมที่ดินนัก เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ และหากไม่ได้มีความเชี่ยวชาญมองทะลุว่าทำเลใดจะราคาขึ้น ราคาที่ปรับขึ้นช้าๆ หลายครั้งก็ไม่ได้คุ้มเมื่อคิดว่าต้องลงเงินที่อาจจะได้ดอกเบี้ย ความยุ่งยากเสียเวลาดูแล และภาษี แต่หากมีข้อมูลความสามรถมองทะลุว่าทำเลใดกำลังได้รับความนิยม มีความสามารถปรับปรุงทำราคาขายต่อบ้าน ฯลฯ ก็เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของแต่ละคนไม่ใช่เครื่องมือการลงทุนโดยทั่วไป

ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยเป็นเหมือนลมในชีวิตของเราที่เราวิ่งไปข้างหน้า ดอกเบี้ยเงินกู้คือลมต้าน และดอกเบี้ยที่เราได้รับเป็นลมส่ง การมีเงินกู้ขึ้นกับช่วงเวลาของชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยบ่อยๆ คือการกู้ไปพร้อมๆ กับรับดอกเบี้ยไปพร้อมกัน การกู้โดยใช้หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเต็มในตัว เช่น การจำนำทอง การกู้โดยนำสลากออกสินไปค้ำ ฯลฯ รูปแบบเหล่านี้เราแทบจะเสียดอกเบี้ยไปโดยฝั่งคนให้กู้แทบไม่มีความเสี่ยง หากเราจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถตัดใจนำสินทรัพย์เหล่านั้นออกไปใช้ได้เลย นอกจากเราจะมีการจัดการที่ซับซ้อนเพื่อจัดการภาษีแบบที่คนรวยๆ ทำกันบางกรณี

การลงทุนความเสี่ยงต่ำที่ได้รายได้แน่นอนมีน้อยกรณีมากๆ ที่ได้รับดอกเบี้ยเกินกว่าเงินกู้ บางครั้งเหมือนเจอได้ เช่น การฝากเงินต่างประเทศแต่ในความเป็นจริงก็มีความเสี่ยงอื่นๆ เช่น ค่าเงินเข้ามา

โดยรวมแนวคิดเหล่านี้ก็คงเป็นแค่แนวคิด จดโน้ตไว้เผื่อจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ ครับ

 

AI เขียนโค้ด

นั่งคิดเรื่องดราม่า AI เขียนโค้ด (จริงๆ คิดก่อนหน้านั้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว ยังคิดไม่ตก) โน้ตคร่าวๆ ไว้ก่อน

  • การใช้คอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งหมด มานานแล้ว เรามี abstraction ที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มาโดยตลอด POSIX/Linux, SQL, Assembly, Pascal, C, Python, HTML, JS, React, Excel, Notion ฯลฯ
  • อย่างไรก็ดี การที่เรา abstract คอมพิวเตอร์ไป มักมาพร้อมกับภาพจำลอง ที่เข้าใจง่ายขึ้น ควบคุมพฤติกรรมง่ายขึ้นไปด้วย เช่น การจำกัดสิทธิ์ user ใน linux ที่เราเรียนเป็นเรื่องแรกๆ เราไม่ต้องรู้ว่าทำอย่างไร แต่ถ้าพฤติกรรมไม่ตรงมันจะกลายเป็นช่องโหว่ abstraction เหล่านี้ทำให้เรามองระบบโดยรวมง่ายขึ้น เราเขียนไฟล์ผ่าน POSIX โดยมั่นใจว่า filesystem จะไม่พัง, เราเขียน SQL โดยมั่นใจว่า file จะไม่ corrupt ภาพ abstract บางอันดีบ้างแย่บ้าง เช่น container ที่คนมักคิดว่าแยกแอปออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงกระบวนการเจาะทะลุข้าม container ทำได้บ่อย
  • ความผิดพลาดของ abstraction ก่อนหน้านี้เป็นความผิดของระบบ ผู้ใช้เขียนไฟล์ทะลุ user ได้เป็นความผิดของ OS, เขียน SQL แล้วไฟล์พัง เป็นความผิดของ database แม้แต่ container ก็มีความพยายามทำให้แต่ละ container แยกกันตามความคาดหวัง
  • กระแส AI เขียนโค้ดต่างออกไป รอบนี้มนุษย์สามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ระดับสูงมาก (ภาษาคน) แต่ไม่มีระบบ abstraction ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี เพื่อรองรับการใช้งาน แต่กลายเป็นว่า เราใช้ AI มาแทนคน (หรือหลายคน) มาแทนชั้นของการแปลงคำสั่งเหล่านั้นกลายเป็นโค้ดเลย กระแส AI เขียนโค้ดกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของความพยายามพัฒนา low code ที่สร้าง abstraction ในการพัฒนาแอปในช่วงหลังด้วยซ้ำ
  • ส่วนตัวเองเจอเองกับตัว ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเวลาต้องการเขียนเว็บเล็กๆ ผมมักชินกับการใช้ pocketbase แต่กลายเป็นว่าปีนี้ใช้ AI เขียนโค้ดหมดเลยดีกว่า ได้โค้ดที่ flexible กว่ามาก เล็กกว่า ไม่ต้องมี endpoint ที่เราไม่เคยคิดจะใช้แต่แรก
  • ผลที่ได้ คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ และคงเกิดขึ้นอีกมากเมื่อเราเคยชินกับความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่เห็นคาตา (user ใช้ agentic coder สั่งแล้วกด accept ตลอดไม่ยอมอ่าน วันดีคืนดีมันก็จะทำ data หายเอา)
  • ถ้ายังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ AI ใหม่ๆ เขียนโปรแกรมเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราได้โค้ดทีละหลายพัน หลายหมื่น (หรือหลายแสน) บรรทัด ในการสั่งไม่กี่ย่อหน้า ความผิดพลาดประหลาดๆ อาจจะน้อยลง แต่ก็ได้ความผิดพลาดที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ มาแทน
  • ความเก่งขึ้นเรื่อยๆ ของ AI เป็นความท้าทายของโปรแกรมเมอร์รุ่นนี้และรุ่นต่อไป เคยมีคำกล่าวว่า คนเราต้องการความเก่งในการดีบั๊กเป็นสองเท่าของการเขียนโค้ด ในกรณีของ AI เราต้องการโปรแกรมเมอร์ที่เก่งเป็นสองเท่าของ AI เขียนโค้ด AI โยนโค้ดมาทีละหมื่นบรรทัด อ่านคร่าวๆ แล้วก็ถูกต้องดี คอมไพล์ผ่าน แต่กลับมีกรณีที่ทำผิด บอกให้ AI แก้แล้วมันเริ่มวนไปวนมา แก้แล้วไม่หายไปสักทีก็ถึงเวลา hand off มาสู่คน คนนั้นต้องเก่งสองเท่าของ AI ทันที ช้ากว่าพันเท่าหมื่นเท่าได้ แต่ต้องเก่งกว่าสองเท่า
  • หลังจากนี้โปรแกรมเมอร์จะถูกคาดหวัง “ความเก่งสองเท่าของ AI” ทันที เพราะ value อยู่ตรงนั้นแล้ว การที่เด็กจบใหม่สักคนหนึ่งจะทำงานง่ายๆ บางอย่างเพื่อเรียนรู้เป็นเวลาสองสามปีก่อนจะเริ่มไปแก้งานคนอื่นจะหายไป วันแรกของการทำงานคือการแก้โค้ดที่ AI เขียนมา
  • การศึกษาควรปรับอย่างไรในโลกยุคนี้ เป็นปริศนาที่ยังไม่มีใครตอบได้ เด็กจำนวนมากชินกับการใช้ AI ทำการบ้านคงไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แต่เด็กรุ่นต่อไปต้องเจอกับความคาดหวังว่าทันทีที่เริ่มทำงาน ต้องเก่งกว่า AI (ที่พัฒนาไม่หยุด) เท่านั้น หากทำได้แย่กว่าหรือเท่ากับ AI ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าทำไมองค์กรต้องจ้าง เราอาจจะปรับหลักสูตรให้ถีบเด็กจากหน้าผาด้วยการให้โจทย์ที่ยากเกิน AI ปัจจุบันแล้วเด็กใช้ AI ทำไปแก้ไปตลอดชีวิตมหาวิทยาลัย เด็กจำนวนมากจะกระอักแน่ แต่เด็กที่ผ่านมาได้ก็อาจจะถูกบีบด้วย AI เวอร์ชั่นต่อไปที่เก่งขึ้นทันทีที่เรียนจบ
 

ภาษี

สองสามวันนี้การเมืองไทยมีประเด็นเรื่องภาษี คิดเรื่องนี้ไว้หลายอย่าง เลยจดรวมๆ กันมา

  • การลดภาษีควรลดเป็นเครดิต: ประเด็นหนึ่งที่ไม่เท่าเทียมกันอย่างมากในไทย คือการ “ลดหย่อนภาษี” แปลว่าไม่ใครจ่ายภาษีฐานไหนอยู่ ก็จะได้รับการลดหย่อน ตัดภาษีออกจากฐานสูงสุด การลดหย่อนแบบนี้ไม่ดีและไม่แฟร์ ไม่ดีเพราะคนฐานภาษีสูงๆ จะสามารถซื้อมั่วซั่วอะไรก็ได้ยังไงก็กำไรภาษี ทั้งที่การลดหย่อนควรเป็นการจูงใจให้เขาได้เลือกการลงทุนที่ดีและนำไปสู่การลงทุนอื่นๆ ต่อไป ไม่แฟร์เพราะคนที่เริ่มมีเงินเก็บบ้างฐานภาษีไม่สูงมาก กลับมีการจูงใจน้อย ทุกวันนี้คนภาษีฐานต่ำๆ โอดโอยกันว่ากองทุนที่ซื้อมายังขาดทุนกันอยู่ กาารให้เป็นเครดิตควรล็อกเป็น % ตายตัว เช่น ซื้อ RMF ลดภาษีได้ 15% ซื้อแสนนึงลดได้ 15,000 บาท ก็ลดได้เท่านี้ทุกคน ซื้อพลาดกองขาดทุนเกิน 15% ก็ขาดทุนเท่ากัน คนที่ฐานภาษีสูงมากๆ 25-35% นั้นไม่ต้องไปจูงใจเขามาก เขาก็ลงทุนกันเองเป็นอยู่แล้ว (แต่ก็ให้ควรให้เท่าๆ กันเพื่อความแฟร์)
  • ฐานภาษีควรสูงกว่านี้: ฐานภาษีสูงสุดของไทยอยู่ที่ 35% นั้นสูงไม่พอ ส่วนตัวมองว่าไปได้ถึง 49% สำหรับคนยอดพิรามิดสูงสุด
  • การลดภาษีบุคคล ควรอาศัยการเลื่อนขั้นบันได: อ้างถึงข้อก่อนหน้า ว่าเราไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีอย่างเดียว แม้จะคงขั้นบันใดเอาไว้ หรือเพิ่มบันไดขั้นสูง แต่เราควรพิจารณาปรับเลื่อนขั้นบันไดตามช่วงเวลา เงินเดือนสองหมื่นยังถือว่าควรจ่ายขั้นไหน อาจจะมองถึงการแข่งขันในกรณีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทยว่าอัตราภาษีรวมเราก็ต้องแข่งขันได้
  • เพิ่มฐานภาษีต่ำๆ: แม้จะเลื่อนฐานภาษีได้ แต่ควรพยายามขยายฐานผู้จ่าย (ก่อนลดหย่อน) ให้มากขึ้น คนมีรายได้เกินระดับพออยู่ได้ควรต้องยื่นและต้องจ่ายในฐานต่ำมากๆ เช่น หากอยากลดภาษีให้เพิ่มฐาน 1% เข้ามาแทนที่ฐาน 5% เดิม แล้วเลื่อนฐาน 5% ออกไป คนจ่ายฐาน 1% อาจจะแทบไม่ได้จ่ายเพราะลดหย่อนต่างๆ ก็ได้คืนหมด แต่ก็ให้อยู่ในระบบภาษี ให้ต้องยื่น และอาจจะต้องจ่ายบ้างหากไม่ได้ลดหย่อนอะไรเลย
  • ภาษีอื่นๆ นอกจากภาษีรายได้ ควรปรับขึ้น: ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีลาภลอย (รถไฟฟ้า ทางด่วน ผ่านหน้าบ้าน) แม้จะมีแล้วแต่อ่อนแอมาก มีช่องโหว่และถูกไป ภาษีเชิงลงโทษอย่างพื้นที่รกร้างว่างเปล่าต้องมีปรับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 10-20% ของราคาประเมินต่อปี (ไม่จ่ายครบ X ปีให้ที่ดินตกเป็นของท้องถิ่น) พื้นที่ธุรกิจที่ปรับเป็นภาษีที่ดินแล้วกลับจ่ายถูกกว่าภาษีโรงเรือนต้องปรับกลับใหม่ให้เท่าเดิม
  • VAT ขึ้นได้แต่ควรมีมาตรการชดเชย: VAT ของเราถูกเกินไปและควรขึ้นมาสักพักแล้ว แต่ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ส่วนที่เพิ่มอาจจะกันบางส่วนเข้าเป็นบัตรสวัสดิการ เปิดรอบสมัครอย่างชัดเจน มีเกณฑ์สมัครชัดเจน (เปิดยิ่งถี่ยิ่งดี ให้ดีมากคือใครเริ่มจนสมัครได้ทันที เหมือนสวัสดิการตกงานของประกันสังคม) แทนที่ทุกวันนี้ที่ต้องรอลุ้น อันนี้ไปเลียนแบบสิงคโปร์ที่เรียกบัตรคนจนของเขาว่าบัตร GST เลยทีเดียว
 

โลกที่ไม่ลืม

LLM แบบ multimodal น่าจะทำให้เกิด device แบบใหม่ ปัญหาตอนนี้คือทุกคนพยายามทำสิ่ง “ทดแทนโทรศัพท์มือถือ” เช่น Humane AI Pin หรือ Rabbit R1 แต่วันนี้ไปเห็น Axon แล้วคิดว่า make sense กว่ามากในตอนนี้

แนวคิดของ Axon นั้นง่ายมาก อุปกรณ์ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากบันทึกเสียงอย่างเดียว เสร็จแล้วแปลงเป็นข้อความ เลือกบางส่วนของข้อความมาทำรายงาน

ในกรณีการใช้งาน LLM แบบ multimodal มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะแปลงทุกอย่างเป็นข้อความทั้งหมด ภาพทุกภาพที่เรามองเห็นกลายเป็นแค่คำบรรยายภาพ “กำลังขับรถ ไปยัง… โดยตอนนี้อยู่ที่แยก…. โดยมี Google Maps นำทาง… บนรถมีคน…..” ชีวิตทั้งชีวิตจะสามารถกลายเป็น log ไฟล์ ข้อมูลทั้งวันอาจจะเหลือแค่หนังสือหนาๆ สักเล่มไม่เกิน 10MB แบบยังไม่บีบอัด

มีคนเคยพูดว่าภาพหนึ่งภาพแทนคำนับพัน แต่ที่จริงแล้วภาพหนึ่งภาพกินพื้นที่มากกว่า 100KB ภาพจากโทรศัพท์มือถือของเราอาจจะกิน 2-5MB ซึ่งเทียบเป็นคำก็อาจจะไปได้ถึงนับหมื่นไปจนถึงนับล้านคำ แม้แต่การเก็บข้อมูลวิดีโอสักชั่วโมงที่บีบอัดต่อเนื่องระหว่างเฟรมก็ยังกินพื้นที่มากกว่า 500MB แต่การแปลงข้อมูลทั้งหมดอัดแน่นเป็นคำบรรยายจะเหลือชีวิตเราชั่วโมงละไม่กี่ MB เท่านั้น หากนั่งนิ่งๆ ก็อาจจะมีเพียงบรรทัดเดียวทีบรรยายว่าชั่วโมงนั้นเรานั่งนิ่ง และยังสามารถบีบอัดลงไปได้จนเล็กมาก การเก็บคำบรรยายทั้งชีวิต จะอยู่ในพิสัยที่ทำได้โดยไม่ต้องการบริการคลาวด์ใดๆ ภายนอกอก

ข้อมูลทุกอย่างสามารถเก็บในรูปแบบ metadata ใบหน้าทุกวันนี้สามารถเก็บในรูปแบบ vector ได้ระดับ 100 byte เท่านั้น เช่นเดียวกับ logo ต่างๆ นั่นแปลว่าเราจะสามารถสืบค้นย้อนหลังทั้งหมด ว่าเราพบใคร พูดอะไร เมื่อไหร่ ได้ตลอดชีวิต LLM แปลงข้อมูลที่ผ่านหน้าเราให้อยู่ในรูปแบบที่อัดแน่น จนสร้างความจำที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อเราพบใครสักคน โทรศัพท์ของเราจะสามารถสร้าง profile ของคนข้างหน้าเราได้ทันที เราพบเขาครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเมื่อใด ประเด็นที่พูดคุยกันล่าสุดมีอะไรบ้าง

เราจะไม่ลืมอีกเลย…..

และเราจะไม่ต้องจำอะไรอีกเลย…