Tag Archives: idea

เด็กคอมถามปัญหาคอม

เห็น @ploysics บ่นไว้ในบล็อก เลยเขียนมั่ง เรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ มันไม่มีใครรู้ไปหมดทุกเรื่อง แม้แต่เด็กคอมเองก็ไม่มีทางรู้ทุกอย่างแก้ทุกปัญหาได้ ดังนั้นไม่แปลกที่จะถามคนอื่น แต่ในฐานะรุ่นพี่ผมพยายามบอกน้องๆ หลายครั้งว่าให้ถามแบบที่คนตอบ “รู้สึกได้” ว่าเราคือเด็กคอม… ซึ่งแน่นอนว่าไม่น่าเป็นคำถามว่า นี่ๆ เครื่องเรามันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่ได้เลย ไม่รู้มันเป็นเมื่อใหร่ มันขึ้นอะไรแปลกๆ มาก็ไม่รู้ แล้วเราก็กดๆ ไปอ่ะ กดอะไรไปมั่งก็ไม่รู้ แล้วมันจะเสียมั๊ย ทั้งประโยคเป็นคำว่า “ไม่รู้” ไปสักสิบแปดรอบ… (แล้วกูจะรู้มั๊ย…) แนวทางหลักในการขอความช่วยเหลือ ตั้งสติ จะพูดอะไรนึกไว้ด้วยว่าคนตอบเขาไม่มีปัญหา เราเป็นคนมีปัญหา เราต้องอธิบายปัญหาให้เขาเข้าใจ พูดให้ชัด อะไรไม่ทำงาน “เข้าเน็ตไม่ได้”, “พิมพ์งานไม่ออก”, “เปิดโปรแกรมไม่ขึ้น” ฯลฯ บอกอาการอย่างชัดเจน หน้าจอขึ้นอะไรมา Error Code หมายเลขอะไร อ่านทุกๆ Dialog ที่แสดงขึ้นมา ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนเสมอ กูเกิลมี ปัญหาส่วนมากเอา Error Code โยนใส่กูเกิลก็ได้คำตอบแล้ว ทำเองมันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน อย่าขี้เกียจ อย่าให้คนอื่นทำให้ถ้าไม่จำเป็น […]

Science vs. Art

ตามประสา geek ตัวพ่อ ยามว่างเราก็อ่านนิตยสาร Communication of the ACM แทนนิตยสารดารา บทความที่คนพูดถึงกันมากในช่วงนี้คือ Is Computer Science Science? เนื้อหาข้างในสนใจไปหาอ่านกันเอาเอง แต่ประเด็นที่ผมสนคือความต่างระหว่างศิลปะ และวิทยาศาสตร เทียบกันเป็นข้อๆ หลักการ vs. ความชำนาญ การทำซ้ำได้ vs. ประสิทธิภาพการทำงาน คำอธิบาย vs. การกระทำ การค้นพบ vs. การประดิษฐ์ วิเคราะห์ vs. สังเคราะห์ การแยกศึกษา vs. การก่อสร้าง น่าสนใจมากว่าสังคมไทยที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างโน้นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริงแล้ว เราก็มักจะอ้างว่า “มันดีอยู่แล้ว”????

เหตุผลล้านแปด…

เรื่องน่าสนใจมากในประเด็นของพฤติกรรมมนุษย์คือเรามีเหตุผลอะไร ที่จะทำอะไรและไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่งกัน? ผมไม่เชื่อว่าพฤติกรรมนั้นสามารถอธิบายด้วยเหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง ความหลากหลายมันมีมากเกินกว่าที่เราจะบอกได้ว่าใครทำอะไรเพราะอะไร เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวจะกินอะไรในมื้อต่อไป เราไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุผลที่เขากินอะไรในมื้อต่อไปเป็นผลมาจากเหตุอะไร ผมเกลียดคำพูดประเภทเชิงวิเคราะห์ที่ยืนยันชัดเจนว่าคนอื่นทำอะไรเพราะอะไรประหนึ่งไปนั่งอยู่กลางใจผู้ที่ถูกกล่าวถึง หรือการไปบอกว่าถ้ามีเหตุอะไรแล้วคนอื่นจะทำอะไร ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่น่าจะบอกได้ชัดเจนอย่างนั้น แน่นอนว่าผมเองก็มีพลาดทำอย่างนั้นเองเหมือนกัน หลังๆ นี้เราเริ่มเหตุข้อความแบบ “ถ้า [ใคร] ทำ [อะไร] แล้ว [ใครอีกคน] ก็จะ [ทำอะไรอีกอย่าง]” ข้อความเหล่านี้เริ่มแสดงความอวดรู้ อวดดีในชุมชนกันมากขึ้นเรื่อย โดยไม่มีเหตุอื่นๆ ในเชิงวิชาการใดๆ มารองรับ ทำไมผมถึงเกลียดคำพูดแบบนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะพูด สุดท้ายเมื่อมันไม่เป็นจริง เราก็อ้างหาเหตุผลใหม่ได้อยู่ดี คำพูดแบบนี้มักเป็นคำในเชิงการดูถูกคนอื่น มันไม่เปิดโอกาสให้ใครแก้ตัว เพราะเหตุมันยังไม่เกิดขึ้น การคาดการณ์แบบเดาสุ่มนี้ต่างจากการ ทำนายตามหลักวิชาการ ที่มักมีข้อมูลประกอบ เมื่อเหตุผลนั้นไม่เป็นจริง คนที่รับฟังไปจากเราจะเริ่มตั้งคำถามว่าการให้เหตุผลของเราดีพอหรือไม่ และต่อให้เหตุนั้นไม่เกิด การโต้แย้งก็ยังเกิดขึ้นได้จากการให้เหตุผลในข้อมูลของเราเอง

Cost of Participation

เรื่องหนึ่งที่บ้านเรามีปัญหาทั้งในเชิงวิชาการและอุตสาหกรรมคือเรื่องของการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ประเด็นเช่นนี้ผมเป็นประเด็นที่ผมบ่นๆ มาได้หลายปีแล้ว และเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง เช่นงาน ECTI-CON ที่ผมช่วยโปรโมทใน Blognone ตอนนี้เอง ปัญหาอย่างหนึ่งของงานที่สร้างความแลกเปลี่ยนอย่างนี้คือการที่เราต้องการพื้นที่เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนที่มากขึ้น พร้อมๆ กับค่าใช้จ่ายในการเข้าแลกเปลี่ยนที่ต่ำลง เพราะเราไม่ได้พูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่มีเงินถุงเงินถังส่งพนักงานไปร่วมงานประชุมวิชาการ หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ แต่เรากำลังพูดถึงนักศึกษามือดีที่มีไอเดียแต่ไม่สามารถทำตลาดสินค้าของตัวเองได้ หรือบริษัทขนาดเล็กๆ ที่ทำสินค้าเฉพาะทางและไม่มีกำลังในการโปรโมทมากมายนัก อย่าว่าแต่ค่าเข้าร่วมไม่กี่พันบาท คนกลุ่มนี้นั้นหลายๆ ครั้งแล้วแม้แต่งานสัมมนาฟรีก็ไม่สามารถไปเข้าร่วมได้เนื่องจากไม่พร้อมที่จะให้พนักงานหยุดงานไป… เราต้องการระบบใหม่ที่ราคาถูกลง การพบกันต่อหน้าที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ จนใกล้ศูนย์ วิธีการที่คนเหล่านี้จะแสดงความ “เจ๋ง” ของตัวเองออกมาโดยหยุดงานไม่เกินครึ่งวัน ทำอะไรง่ายๆ สั้นๆ แต่สร้างกระแสความสนใจได้หากสินค้านั้นมีคุณค่าในตัวของมันเอง ไอเดียคร่าวๆ ที่ผมกำลังหาทางดันๆ อยู่ตอนนี้อย่าง BarCamp วิชาการ ขณะที่ BarCamp ของไทยตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมากไปแล้ว ผมกำลังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะเอากระบวนการแบบ BarCamp มาใช้แทนงานประชุมวิชาการต่างๆ การพูดเป็นการพูดง่ายๆ สั้นๆ แต่น่าสนใจ ค่าใช้จ่ายงานที่ต่ำๆ Blognone Project ตอนหลังๆ นี้เริ่มเงียบๆ ไป เราคงต้องพยายามดันมันขึ้นมากันอีกครั้ง ปล. ช่วงนี้กำลังเขียน Paper อย่างบ้าเลือด ผมหายตัวไปสักพักนะครับ