Jul 10

ภาวะน้ำมันแพงในช่วงหลังๆ มานี้สร้างภาวะใหม่ให้กับโลกกันอย่างช้าๆ โดยที่หลายๆ คนไม่รู้ตัว คือการถดถอยของกระแสโลกาภิวัตน์ เนื่องจากราคาน้ำมันที่กำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อุตสาหกรรมหลายๆ อย่างที่มีสัดส่วนค่าขนส่งต่อราคาค่อนข้างสูงไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือการไหลกลับของอุตสาหกรรมนั้นๆ ไปยังประเทศที่เจริญแล้วอย่างยุโรป หรือสหรัฐฯ

อุตสาหกรรมที่โดนผลกระทบแน่ๆ คืออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ที่บ้านเรามีมูลค่าสูงพอสมควรเสียด้วย ผมไม่แน่ใจว่าเราเตรียมการอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่นี้ เพราะคำถามมันเปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเราถามกันว่าทำอย่างไรเขาจึงไม่ไปซื้อของจากเวียดนาม, จีน หรือประเทศใน SE Asia แต่คำถามใหม่กลายเป็นว่าทำอย่างไรเขาจึงจะมาซื้อ เพราะปรกติแล้วเขาจะทำใช้เอง

สำหรับโลกไอทีเองนั้น คงไม่กระทบเท่าใหร่นัก เนื่องจากค่าขนส่ง “บิต” นั้นต่ำมากจนแทบไม่ได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมัน

น่าสนใจมากว่าถ้าสถานะการณ์ยังเดินหน้าไปทางนี้ต่อไป โลกของเราจะเป็นอย่างไรกัน เราจะเห็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ, ประมง, ฯลฯ ไหลกลับไปยังประเทศโลกที่หนึ่ง ถึงตอนนี้คนของเราจะทำอย่างไร?

ยังคิดไม่ออก จดเก็บไว้ก่อน

written by lewcpe \\ tags: , ,

Jul 07

วันก่อนไปเรียน Knowledge Management กับ อ.ยืนมาในฐานะ Guest Speaker อาจารย์พูดถึงหลายเรื่องมากๆ แต่ประเด็นหนึ่งที่ติดใจคือเรื่องของ Monoculture1 ที่ อ.ระบุว่าโลกกำลังพบกับกระแสของวัฒนธรรมที่เชี่ยวกราก และหลอมรวมเอาวัฒนธรรมทั้งโลกเข้าเป็นวัฒนธรรมเดียวกัน

ผมว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งหลายวันแล้วแต่มาเจอกับประเด็นภูฏานใน Blognone เสียก่อน เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจพอที่จะเขียนเป็นเรื่องเดียวกัน

ความขัดแย้งอย่างหนึ่งคือสังคมมนุษย์แทบทั้งโลกนั้นต้องการความเจริญ เราคงไม่เจอสังคมไหนที่ไม่อยากให้ตัวเลขที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่เช่น อายุขัยเฉลี่ย, ความทั่วถึงของสาธารนูปโภค, รายได้ต่อหัว ฯลฯ ดีขึ้นตามกาลเวลา แต่เมื่อก่อนเวลาเราสร้างเขื่อน หรือต่อสายไฟนั้น ยังไม่เคยมียุคไหนที่เราต้องเสี่ยงกับภาวะสูญเสีย “ความเป็นไทย” มากเท่าในยุคนี้

เพราะความเจริญในยุคนี้คือการสื่อสาร

มันไม่แปลกอะไรที่เราอยากรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราให้คงอยู่นานเท่านาน แต่เมื่อชนรุ่นหลังของเราเติบโตขึ้นมาด้วยวัฒนธรรมที่กำลังได้รับความนิยมในอีกซีกโลก ไม่ว่าจะเป็น Cosplay, iPod, หรือ Netbook เราอาจจะพบว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างของเรากำลังอยู่ในภาวะอันตราย

สิ่งที่เราต้องการคือความเจริญโดยไม่ต้องถูกบุกรุกทางวัฒนธรรม (อย่างน้อยๆ ก็ในความรู้สึกของเรา) คำถามใหม่คือ มันเป็นไปได้หรือ มันเป็นไปได้หรือที่เราจะรับเอางานวิจัยใน IEEE Xplore โดยไม่ได้รับวัฒนธรรมแฮมเบอร์เกอร์, หรือเราจะไปเรียนรู้อาซิโมโดยไม่เอาการ์ตูนญี่ปุ่น

ผมมองว่าภูฏานเองกำลังตั้งคำถามเช่นนี้ และพยายามบอกว่ามัน “ทำได้”

ขณะที่เรากำลังมองภูฏานด้วยความทึ่งในความ “บริสุทธิ์” ของวัฒนธรรม ผมกลับมองว่าด้วยช่องทางการเข้าถึงของวัฒนธรรมภายนอกที่ยังไม่มากนัก เช่นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพียงระดับไม่กี่หมื่นคน ปริมาณการเรียนต่อต่างประเทศที่ไม่สูงมากนัก ความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมของภูฏานนั่นก็เป็นแค่ภาวะที่วัฒนธรรมภายนอก “ยัง” บุกไปไม่ถึงเท่านั้นเอง

แต่ด้วยภาวะที่ประเทศต้องนำเข้ากระดาษทิชชู่ และส่งนักเรียนทุนมาเรียนเมืองไทย ภูฏานไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเปิดรับเอาความเจริญจากภายนอกเข้าประเทศให้มากที่สุด ด้วยภาวะเช่นนี้สร้างภาพให้เราเห็นว่าความเจริญที่เกิดขึ้นไม่ได้ไปกระทบกับวัฒนธรรมของเขาในระดับเดียวกับบ้านเรา

ผมตั้งคำถามว่าภาวะเช่นนี้ของภูฏานเป็นภาวะที่ยั่งยืนแน่หรือ ภาพคนอยู่ในไร่นาอย่างสงบและเรียบง่าย จะยังคงอยู่โดยที่ตัวเลขความเจริญทางเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นไปดังที่หวัง

ถ้าทำได้คงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง และฉีกตำราที่พูดถึง Globalization ไปหลายเล่ม

อีกสัก 25-50 ปีคงรู้กัน


  1. Monoculture จริงๆ แล้วใช้กันในประเด็นของกสิกรรม เป็นการพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่าระบบนิเวศจะอ่อนแอลงมากเพราะการเกษตรสมัยใหม่ที่ขาดความหลากหลาย ระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ก็ใช้คำเดียวกับบอกถึงความอันตรายเมื่อมีการใช้ระบบที่เหมือนๆ กันจำนวนมากๆ ในบริษัท อย่างม.เกษตรก็เคยโดน Blaster ที่วิ่งไปมาบนเครื่องวินโดวส์ใน ม. แล้วเอาออกให้หมดไปยากมาก 

written by lewcpe \\ tags: , ,