ว่ากันว่า ผู้ชายคนหนึ่ง ยอมถูกเกลียด ดีกว่ายอมถูกลืม ผู้ชายคนหนึ่งอาจจะทุ่มทำดีจนลืมทุกอย่าง ทุกคนอาจจะสรรเสริญ แต่แท้จริงในใจแล้ว เขากลับทำสิ่งนั้นเพื่อใครคนหนึ่ง ผู้ชายอีกคนหนึ่ง อาจจะทำตัวไม่ได้เรื่อง อาจจะเลวร้ายไม่ได้ความทุกอย่าง เพื่อให้ใครคนหนึ่งสนใจ เราตีค่าความยิ่งใหญ่ของความผูกพันที่เขาทั้งสองมีให้ต่อ “ใครคนหนึ่ง” อย่างไรกัน เราตีค่าคนหนึ่งยิ่งใหญ่กว่าเพราะเขา “ทำตัว” ดี? เราตีค่าคนหนึ่งยิ่งใหญ่กว่าเพราะ “การกระทำ” ของเขาเป็นผลดีต่อเรา? ในขณะที่เรามองไม่เห็นว่าการทำดีของคนๆ หนึ่งเพื่อให้ได้ความสนใจนั้น อาจจะเป็นความดีที่ว่างเปล่าเพียงใด ในขณะที่เรามองไม่เห็นว่าการทำเลวของคนๆ หนึ่งเพื่อให้ได้ความสนใจนั้น เต็มล้นไปด้วยความผูกพันที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน เราควรที่จะตัดสินความยิ่งใหญ่ของความผูกพันนี้หรือ
ผมเขียนบล็อกนี้ขณะกำลังนั่งรอคนอยู่ในสถานีรถไฟฟ้า เวลาหนึ่งชั่วโมงที่เมื่อก่อนมันควรจะหายไป แต่ตอนนี้ผมกำลังทำงานที่เมื่อก่อนผมทำได้เฉพาะในออฟฟิศ ผมกำลังใช้สมบัติชาติ เพื่อประโยชน์ส่วนตน ผมไม่ได้รู้สึกผิดอะไร ผมใช้เพราะผมคิดว่าผมมีสิทธิ์ใช้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ “ไม่ตาย” ถ้าไม่ได้ทำงานนอกสถานที่แบบนี้ ผมเคยเสียเวลามาแล้วหลายร้อยชั่วโมงกับเรื่องในแบบเดียวกัน แต่วันนี้ผมกำลังทำเรื่องที่มีประโยชน์กับชีวิตผมเอง ในเวลาที่ผมเคยเสียมันไป ผมเชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสที่จะเข้าถึงโอกาสแบบเดียวกับผมนี้ เพราะสมบัติชาติเป็นของทุกคน การบอกว่า “ไม่มีแล้วไม่ตาย” เป็นความชั่วช้าของชนชั้นสูง ถ้าเรารู้สึกอย่างนี้กับเรื่องหนึ่ง เราจะเริ่มรู้สึกอย่างนี้กับอีกหลายๆ เรื่อง เราจะรู้สึกว่าแค่ให้ข้าวพอกินก็เพียงพอแล้ว อย่าไปเพิ่มสิทธิ์ทางการแพทย์เลย เพราะสิ้นเปลืองการนำเข้ายา อย่าไปเพิ่มสิทธิ์การคมนาคมเลย เพราะรถไถรถยกก็นำเข้าเอาทั้งนั้น สิทธิ์คือการเลือกจะใช้หรือไม่ใช้ ถ้าคุณคิดว่าคนอื่นๆ จะหลงระเริงกับสิทธิ์จนใช้มันอย่างโง่ๆ โดยที่คุณเองลงเงิน เวลา และทรัพยากรกับเรื่องที่ไม่จำเป็นมากมาย สำหรับผม มันคือความชั่วในตัวคุณ
ผมรู้ก่อนแล้วว่าเนื้อเรื่องซับซ้อนกว่าเรื่องอื่นๆ ทำให้น่าจะทำละครยาก ข่าวร้ายคือทำออกก็สมกับเนื้อเรื่องยาก คือทำได้ไม่ดีนัก บทดูกระท่อนกระแท่นเกินไป จุดที่แย่ที่สุดคือเนื้อเรื่องไม่ทำให้ผมเชื่อว่า จางเห่า กับหลิว น่ะรักกันจริงๆ ผมเชื่อว่าตี๋เล็กรักกับสร้อย มากกว่าซะอีก (สร้อยไม่มีผลต่อเรื่องเท่าใหร่ ไปเสียเวลากับตรงนั้นทำไม????) รักกันในเวลาสั้นๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเวลาที่จำกัด ต้นเรื่องที่เจอกันในศาลเจ้าก็นับว่าเปิดตัวได้ดี แต่ที่เหลือเริ่มโดดไปโดดมา “เจอว่าเป็นลูกศัตรู”, “ช่วยชีวิต..” ฯลฯ มันดันความรู้สึก “เชื่อ” ของคนดูได้ไม่ดีนัก น่าจะให้เวลากับบทพูด, เกี้ยวพาราสี กันอีกสักหน่อย เนื้อเรื่องมี 3 track ขนานคือ จางเห่า, ตี๋เล็ก, และเทียนเล้ง ดูเหมือนคนเขียนบทพยายามเอาเวลาหารสาม สามมันมากเกินไป คนดูงง และไม่ buy กับซัก track เรื่องที่สองคือเพลง ผมไม่ชอบคำว่า “นี้” เอาซะเลย กระชากอารมณ์ออกจากเรื่องได้อย่างอัศจรรย์ เพลงฟังยากครับ ต้องจับจ้องพอสมควรว่าพูดว่าอะไร ไมค์หอน! ผมอยากไปดูเรื่องนี้เพราะแพท และพบว่าแพทยังคงคุณภาพคงเดิมได้ดีเยี่ยม ทั้งการแสดงและเสียงร้อง โดยรวมไม่แย่เกินไปครับ ดูเอา entertain ได้ [...]
ผมมีกล่องอยู่ใบหนึ่ง เป็น time capsule อย่างง่ายๆ มันใส่ของตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก ของที่ผมชอบ หรืออย่างน้อยก็เคยชอบ บางทีก็เป็นกระดาษโน้ตยังไม่ใช้สักแผ่นที่เพื่อให้มา บางทีก็เป็นรูปเก่าๆ บางทีก็เป็นสมุดวิชาหนึ่ง ของส่วนมากถูกผมลืมไปหมดแล้ว ที่ยังไม่ลืมบ้างคือการโยนของใหม่ๆ ลงไปในกล่องนั้นจนมันแน่นขึ้นทุกวัน นานๆ หลายปีครั้ง ผมจะรื้อของสองสามชิ้นในกล่องนั้นขึ้นมาดู แล้วรำลึกว่า ผมมาถึงตรงนี้ได้ยังไง ชีวิตกับความทรงจำของเราทุกคนก็เหมือนกับกล่องใบนั้น มันมีวันที่เราจะต้องระลึกถึงสิ่งที่ดูจะผ่านไปแล้วเสมอ เราผ่านจุดหลายๆ จุดมาแล้ว และเรามักจะโยนของหลายๆ ชิ้นลงไปสู่ห้วงความทรงจำ เมื่อถึงบางครั้ง มันก็ถูกหยิบขึ้นมา เราเป็นอย่างนี้ได้ยังไงกันนะ อะไรกันที่สร้างให้เราเป็นอย่างนี้ คำถามหลายๆ ครั้งคือเมื่อเราผ่านจุดเดิมอีกครั้ง กับเหตุการณ์ที่เราเคยผ่านไป เราคงเฝ้าถามตัวเอง กับโอกาสอีกครั้งของเรา ว่าเราจะเลือกทางเดิมอีกครั้งไหม