| You Are An Exclamation Point |
![]() |
What Punctuation Mark Are You?
เห็นมาจาก Pradt
| You Are An Exclamation Point |
![]() |
What Punctuation Mark Are You?
เห็นมาจาก Pradt
หลายคนอ่านบทความของผมที่ Blognone กับที่นี่แล้วอาจจะคิดว่าผมเป็นพวกต่อต้านการบล็อคทุกรูปแบบ แต่ให้ผมบอกคือผมต่อต้านการบล็อคที่ไม่มีคำอธิบายทุกรูปแบบไม่ว่ามันจะดูเข้าท่าแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นที่นายมั่น พัธโนทัยออกมาระบุว่าการบล็อคเว็บในไทยสามารถทำได้ตามกฏหมายโดยผ่านทางคำสั่งของคนสามคนในประเทศนั้นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผมไม่เคยได้ยินกฏหมายข้อไหนให้อำนาจคนสามคนนี้เหนือกว่าประชาชนไทยคนอื่นๆ ในแง่ของการมีอำนาจเด็ดขาดในการบล็อคเว็บ
สุดท้ายแล้วสังคมบ้านเราจะสามารถเป็นนิติรัฐได้อย่างไร หากเราอาศัยความรู้สึกของคนสามคนมาระบุว่าเรื่องอะไรผิดเรื่องอะไรถูก
เราอาจจะต้องตั้งคำถามกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างสวยงามใน พรบ. คอมฯ นั้น มีเอาไว้ตั้งโชว์ให้ต่างชาติดูเล่นแล้วในบ้านเราใช้ระบบมาเฟียกันแบบเดิมหรืออย่างไร
น่าสนใจคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมไม่เห็นมีหน่วยงานไหนที่มีความพยายามทำงานในเชิงบวกเพื่อแก้ปัญหาเนื้อหาล่อแหลมและไม่พึงประสงค์ (สำหรับพวกเขา) แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกับเหล่าเว็บมาสเตอร์ หรือ Guidline อื่นๆ สิ่งที่พวกเขาทำคือการข่มขู่ในเชิงรุก และชี้หน้าใครต่อใครว่าทำผิด พร้อมกับโหมกระแสมวลชนให้เชื่อว่าการกระทำนั้นผิดตามที่พวกเขาเชื่อ
น่าสนใจว่ากระบวนตามกฏหมายใน พรบ. คอม ซึ่งเพิ่งตราออกมานั้นมีความบกพร่องอย่างไร จึงมีการประกาศใช้กระบวนการนอกกฏหมายเช่นนี้ออกมา
หลายความเห็นใน Blognone เคยอ้างว่ากระบวนการนั้นช้าเกินไป แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังเห็นหลายเว็บที่น่าจะผิดแน่ๆ เปิดทำงานโดยไม่มีปัญหาอะไร
มันจะดีกว่าไหมหากภาครัฐหยุดหาอำนาจนอกกรอบของกฏหมาย แล้วทำตามกระบวนการให้เต็มประสิทธิภาพ เมื่อตรวจพบแล้วรีบแจ้งเรื่องให้รัฐมนตรีเซ็น แล้วส่งเรื่องเข้าศาลข้อความคุ้มครองเร่งด่วนถ้ามันมีปัญหาแล้วค่อยมาคุยกันว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับกระบวนการนี้
หรือเรามีเหตุผลอื่นที่จะไม่ทำตามกระบวนการ?
เมืองไทยเคยมีประเด็นของการรับสมัคร Call Center ที่มีการบอกไม่รับพนักงานกันกลางอากาศ เป็นคดีกันไปยิ่งใหญ่พอสมควร (น่าสมเพศสื่อกระแสหลักที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้กันเลย)
แต่พอดีอ่าน Havard Business แล้วมีเรื่องแปลกกว่านั้น โดยบทความเล่าถึงบริษัท Zappos ที่รับพนักงานแล้วอบรมกันอย่างเข้มข้น พร้อมกับให้ทำงานก่อนอีกหนึ่งสัปดาห์ พอถึงเวลาแล้ว
ก็ออกมาถามว่าจะมีใครลาออกบ้าง!!!!
ไม่บอกเปล่า บอกกันตรงๆ ว่าเดือนที่ผ่านมาจะได้รับเงินเดือนครบทุกวันไม่มีขาด แถมเงินอีก 1000 ดอลลาร์ !!!!!!!
แนวคิดของ Zappos ไม่ใช่การคัดคนออกตามอำเภอใจ แต่เป็นแนวคิดที่พยายามถามส่วนลึกในใจของพนักงานว่ายินดีปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ ถ้าอึดอัดแล้ว และคิดว่าอาจจะทำได้ไม่นาน การรับข้อเสนอน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามากอยู่แล้ว
Zappos เริ่มข้อเสนอนี้ครั้งแรกด้วยเงิน 100 ดอลลาร์ และตอนนี้อยู่ที่ 1000 ดอลลาร์ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดองค์กรที่กำลังขยาย และต้องการรักษาวัฒนธรรมองค์กร
ที่น่าสนใจมากคือด้วยแนวคิดแบบนี้ ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่า Zappos จะได้คนเก่งที่สุด เพราะบริษัทไม่ใช่คนเลือกให้ข้อเสนอกับใคร แต่พนักงานทุกคนต่างหากที่เป็นคนเลือกว่าจะรับข้อเสนอหรือไม่ และดูเหมือน Zappos ยินดีจะเสียคนเก่งๆ ไปหากเขาอึดอัดกับวัฒนธรรมองค์กร
น่าสนใจมากว่าบ้านเราคงหาแนวคิดแบบนี้ยาก ที่ไม่ว่าจะไม่อยากทำแค่ไหน ก็ทำๆ ไปเพราะมันมั่นคงดี โดยเฉพาะในหมู่ราชการแล้ว โรคประมาณนี้คงเป็นหนักกว่าปรกติหลายเท่าตัว
มีที่ไหนถ้าทำอะไรอย่างนี้ลองมาเล่าให้ฟังกันมั่งก็ดีครับ
ผมเป็นคนที่เกลียดการแนวคิดการมองว่าคนอื่นโง่เลยต้องหลอกอย่างหวังดีเพื่อให้คนโง่ทำเรื่องดีๆ เป็นอย่างมาก การที่เรามีปัญหาแล้วมีคนไม่เข้าใจแล้วเราอยากให้เขาเข้าใจ หน้าที่เราคือการพยายามทำความเข้าใจ ไม่ใช่การไปหลอกให้เขาทำอย่างที่เราอยากทำ โดยยังขาดความเข้าใจกันต่อไป
กระแสเรื่องโลกร้อนเป็นอีกเรื่องที่นับว่าน่ารำคาญอย่างมากในสายตาของผม เราเอาปัญหาระดับโลกไปผสมปนเปกับหลายๆ อย่างแล้วไปโจมตีธุรกิจบางอย่างโดยไม่ดูข้อเท็จจริง
งานนี้ผมเลยลองมาเรียบเรียงข้อเท็จจริงเกี๋ยวกับภาวะโลกร้อนมาดู ออกตัวไว้ก่อนว่าบทความนี้เป็นการรวบรวมความคิดเบื้องต้น และผมยังไม่ได้ค้นคว้าแหล่งที่มาให้เรียบร้อย ไว้จะกลับมาทำอีกทีครับ