มอง

มองนาฬิกา เห็นความทนทาน
มองเสื้อ เห็นยี่ห้อ
มองหนังสือเห็นชื่อคนเขียน
มองหนัง เห็นดารา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมเรียนและออกจะบ้าด้านเทคนิคมากไปรึเปล่า ทำให้เป็นพวกมองแต่ความสามารถด้านตรงของสิ่งของเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความรู้สึกในใจหลายๆ ครั้งที่รำคาญคือการมองสิ่งเสริมแต่งมากกว่าที่จะมองแก่นของสิ่งหนึ่ง

เมื่อครั้งผมรับปริญญาเรื่องที่หมู่ญาติพูดถึงกันมากคือขนาดภาพถ่ายรับปริญญาที่ออกจะเล็กไปสักหน่อย เรื่องจริงคือไม่มีใครสนหรอกว่าผมจบมาเท่าใหร่ ลำบากแค่ไหน ไม่มีใครอยากไปพูดคุยกับอาจารย์ว่าผมตั้งใจเรียนเพียงใดตลอดเวลาสี่ปี สิ่งที่เขามองเห็นคือภาพรับปริญญา

มันง่ายดีที่จะมองอะไรง่ายๆ อย่างนั้น แต่มันเป็นเรื่องดีหรือ?

ผมนึกถึงเด็กชายข. ไข่ เด็กชายในจินตนาการที่ผมยกเอาส่วนหนึ่งของความคิดไปเป็นตัวเขา หรือกระทั่ง log ที่ไอ้มาร์คเอาไปโพส ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีนี้

ลองนึกถึงเวลาเรามองสาวคนหนึ่ง เรามองหน้าตา เรามองชาติตระกูล มองฐานะ

ในความเป็นจริงคือถ้าเราเลือกเขา และเขาเลือกเรา สิ่งที่เราต้องเจอคือสังขารที่ร่วงโรยไป ชาติตระกูลที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในครอบครัวสักเท่าใหร่ ฯลฯ

เราอยู่กับเธอ (เขา)……

ผมซื้อนาฬิกามาดูเวลา
ผมใส่เสื้อความอากาศและความเหมาะสม
ผมพบว่าหนังสือที่คิดว่าคุ้มค่า มักมาจากนักเขียนที่ไม่ดัง
หนังที่ดีเกิดจากดาราที่ดี ไม่ใช่ดาราที่ดัง

 

ทำไมจึงควรเขียนที่ Blognone

นั่งมองหาจุดขายของ Blognone เล่นๆ สิ่งสำคัญนอกจากการที่จะมีคนเข้ามาอ่านมากๆ แล้ว คนเขียนก็สำคัญ ขณะที่เราเป็นเพียงเว็บเล็กๆ ที่ครองสัดส่วนตลาดคนอ่านเพียงเท่ามด แต่ผมกลับมองตลาดคนเขียนเป็นหลัก ผมหวังว่า Blognone จะซื้อใจคนเขียนจำนวนมากได้ โดยในมุมหนึ่งแล้วมันอาจจะสำคัญกว่าการที่ผมครองตลาดคนอ่านได้เยอะๆ เสียอีก

เรื่องหนึ่งที่ผมเคยเป็นคือการไปนั่งเขียนเรื่องที่ตัวเองสนใจอยู่เล็กๆ เงียบๆ คนเดียวสมัยที่เขียนอยู่ที่ Blogger สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานจำนวนมากที่ทุ่มลงไปมีผู้ได้รับประโยชน์จากมันเพียงหลักสิบ ขณะเดียวกันเมื่อผมหมดแรงเขียน เว็บที่ทำมาแรมเดือนก็จะสูญไปกับตา

เพราะฉะนั้นผมจึงมอง Blognone เป็นเหมือนตลาดนัดที่ทุกคนจะเอาเวลาบางส่วนมาแบ่งปันร่วมกัน ขณะที่คุณอาจจะมีแรงเขียนข่าวเพียงเดือนละข่าว แต่ข่าวนั้นของคุณจะมีคนอ่านนับร้อย โดยไม่ต้องมานั่งทำให้เว็บตัวเองดัง ขณะที่คุณอาจจะหมดอารมณ์เขียน คุณก็เพียงหยุดไป สังคม Blognone จะเดินต่อไปโดยมีคนอีกนับสิบช่วยให้มันขับเคลื่อนต่อไป

มันคือแนวคิดของการทำงานเป็นทีม ที่ให้ผลในระยะยาว มันอาจจะไม่ทำให้คุณดังขึ้นมาในช่วงข้ามคืน เพราะคุณจะถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ Blognone มากกว่าที่จะได้รับเครดิตไปเต็มๆ เพียงคนเดียว แต่ที่ Blognone ผมวางรากฐานการให้เครดิตไว้อย่างเต็มที่

ผมไม่หวังให้มีนักเขียนประจำมาร่วมกับผมและไอ้มาร์คเท่าใหร่ การมีคนเขียนประจำเ็ป็นเหมือนของแถมมากกว่าจะเป็นอะไรที่หวัง แนวคิดคือมีคนเขียนสักสามร้อยคนเขียนกันเดือนละข่าว เราก็ได้วันละสิบข่าวแล้วขณะที่บางคนอาจจะเขียนสามเดือนข่าว คนหนึ่งอาจจะบ้าพลังเขียนวันละแปดข่าว แต่โดยรวมแล้วทุกคนกำลังขับเคลื่อนให้เว็บมันไปข้างหน้า และสังคมภายนอกได้รับประโยชน์สูงสุดจากแรงงานที่แต่ละคนสละมาให้

ผมเสียดายบล็อกดีๆ จำนวนมากที่คนเขียนสามารถเขียนได้น่าสนใจ แต่การเขียนอยู่เงียบๆ คนเดียวพร้อมกับการเลิกเขียนในสองเดือนต่อมา มันสร้างคุณค่าให้กับงานเขียนของเขาน้อยกว่าคุณค่าที่ผมมองเห็นหลายเท่านัก

เราจะรวมนักเขียนเหล่านี้ยังไงดี อาจจะทำ Badge แบบ Write at Blognone รึเปล่าหว่า?

 

ไม่เป็นไร

เวลามีคนทำผิดกับเรา เมื่อเขามาขอโทษ คำที่ออกจากปากเราโดยไม่ต้องคิดคือ ..ไม่เป็นไร..

คำถามคือในความเป็นจริงแล้ว เรา ไม่เป็นไรกันจริงๆ หรือ??? เราถ้าเราต้องถูกกระทำอย่างเดียวกันเรื่อยไปล่ะ มันจะ …เป็นไร… ขึ้นมาบ้างไหม?

ถ้าเป็น แสดงว่าเรามุสาต่อคำว่าไม่เป็นไรของเราเอง จริงไหม

แต่ถ้าเราตอบอย่างอื่นนอกจา่กไม่เป็นไรล่ะ เราจะกลายเป็นคนขาดมารยา่ทในสังคมไปรึเปล่า

น่าคิดแฮะ….