เหมือนกัน

(ไอ้) พี่ว๊าก – คนที่ไม่เข้าน่ะ ไม่เห็นใจเพื่อนหรือไง เพื่อนคุณลำบากนะ เห็นแก่ตัวกันขนาดนั้นเชียวเหรอ
อาจารย์ (บางท่าน) – คนที่ไม่แต่งตัวให้ถูกระเบียบน่ะ แค่นี้ยังทำไม่ได้แล้วจะเรียนยัีงไง

Assumption คงเป็นเรื่องปรกติสำหรับมนุษย์ที่เรามักเอาประสบการณ์อันยาวนานมาตัดสินอะไรง่ายๆ หลายครั้งมันง่ายและได้ผลดีอย่างน่าทึ่ง แต่ถึงจุดหนึ่งแล้วเราจะพบว่าประสบการณ์ชั่วชีวิตเรามันเป็นเพียงจุดเล็กๆ บนเส้นทางสายประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ น่าแปลกที่เรากลับไม่เรียนรู้จากมัน

น่้าเศร้าที่ในยุคที่ข้อมูลเรามีท่วมท้น เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ในตู้อย่างปลอดภัย แล้วทำตามประสบการณ์ที่เราเรียนรู้มาเมื่อวาน แทนที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ร้อยปีพันปีย้อนหลังไป ทั้งๆ ที่ข้อมูลมันอยู่ในตู้นั้น

หนังไม่รู้กี่เรื่องแล้วที่แสดงถึงการต่อสู้ชีวิตจากจุดที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่เราได้ดูกัน การเรียกร้องสิทธิ์จากคนพิการ หรือความเท่าเทียมทางเพศเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมเรื่อยๆ แต่กับบางจุด เรากลับเลือกที่จะไม่มองมัน เราแค่หันไปบอกคนส่วนน้อยว่า “ก็ใครๆ เขาทำกัน” “กี่รุ่นๆ ก็ทำได้” คำพูดเพียงเท่านี้เองที่เป็นเหตุให้เราเหยียดคนกลุ่มหนึ่ง ออกจากสังคมหนึ่ง

น่าเศร้ากว่านั้นคือ เหตุผลที่เกิดเหตุการอย่างนี้ส่วนหนึ่งเพราะคนที่กล่าวว่าตัวเองอุทิศตนมาทุ่มเททำงาน กลับเลือกการทำอย่้างนี้เพราะว่ามันง่าย เพราะเขาไม่อยากต่อสู้กับการเสนออะไรใหม่ๆ ที่ยากจะสำเร็จ

ให้ดิ้นตายเถอะ ถ้ากลัวลำบาก แล้วจะเข้าไปทำเพื่ออะไร มันพิสูจน์อะไรขึ้นมาหรือไง

ผมไม่เข้าใจ

 

เก่ง

สมัยขับรถใหม่ๆ
เพื่อน – [พูดถึงรุ่นพี่คนนึง] พี่เค้าขับโคตรเก่งเลยนะ แบบช่องข้างหน้าแคบๆ กูว่าไม่ผ่านพี่เค้ายังลอดไปได้ จากสีลมถึง ม. ไม่เคยเกินครึ่งชั่วโมงเลยว่ะ

แม่ – [พูดถึงพ่อ] พ่อแกอ่ะขับรถเก่งสุดแล้ว ขับมาสิบกว่าปี ชนไม่เกินสองสามที ไม่เคยมีใครบาดเจ็บ

 

โกรธ

เด็กหญิงเอไปโรงเรียนอย่างมีความสุข เธอชอบโรงเรียน

เด็กชายก. เจ้าเก่าอยากรู้จักเธอ แต่เพราะอาย สิ่งที่เด็กชายก. ทำกลับเป็นการเข้าไปล้อเด็กหญิงเออยู่ทุกวัน

เด็กหญิงเอโมโหจนทนไม่ไหว ตะโกนลั่นห้องเรียนว่า “ไอ้ก. ไอ้ก. ไอ้ก. ….”

คำว่า “ไอ้” คำคำหยาบคำเดียวที่เด็กหญิงเอรู้จัก

เด็กชายก. แอบเสียใจอยู่ลึกๆ

สิบห้าปีผ่านไป

นางสาวเอไปเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างมีความสุข เธอชอบคณะที่เธอเรียนอยู่

นายก. อยากเข้าไปรู้จักเธอ แต่เพราะอาย สิ่งที่เขาทำจึงเป็นเพียงการแอบมองเธออยู่ห่างๆ และช่วยเหลือเธอบ้างเมื่อมีโอกาส

นางสาวเอรำคาญที่นายก. วนไปวนมารอบตัวเธอจนทนไม่ไหว เธอจึงบอกนายก. ว่า “เลิกตามฉันสักที”

นายก. เสียใจ

 

ทางไหน

หลายคนน่าจะได้ยินเรื่องตลกที่ว่าบิล เกตต์ไปปะทะคารมกับประฐานบริษัทฟอร์ด

เกตต์ – ถ้าอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอย่างอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์ วันนี้รถจะราคาพันดอลลาร์ วิ่งได้ร้อยกิโลด้วยน้ำมันลิตรเดียว และอัตราเร่งเป็นสองเท่าของทุกวันนี้

ฟอร์ด – แน่นอน และรถพวกนั้นจะดับไปเองทุกสองวัน ในแต่ละเดือนจะมีรถที่คุณพบระเบิดโดยไม่รู้สาเหตูอย่างน้อยหนึ่งคัน และบางทีมันอาจจะวิ่งถอยหลังไปเองบ้างนานๆ ที

นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้เมื่อผมอ่านรายงานของ US-CERT ที่ว่ามีบั๊กในซอฟท์ฺแวร์ที่รู้จักกันดีกว่าห้าพันตัว ฟังดูน่าตกใจ

ในอดีตที่ผ่านมาเชื่อได้ว่าเรามีบั๊กต่อจำนวนบรรทัดของโค้ดต่ำกว่าในวันนี้มาก แต่ความเป็นจริงคือในอดีตนั้น คอมพิวเตอร์ และคอมไพล์เลอร์ ถูกใช้งานโดยดอกเตอร์ที่ต้องการทำงานวิจัย โดยต้องรอคิวในการคอมไพล์โปรแกรมรอบละสัปดาห์ ดอกเตอร์เหล่านั้นเชี่ยวชาญในภาษาที่เขาใช้งานเป็นอย่างดี เวลาที่ต้องรอนานทำให้ดอกเตอร์พวกนั้นเพ่งโค้ดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อไม่ให้มันมีบั๊ก เพราะจะเสียเวลาในการแก้มหาศาล
แต่ในวันนี้โปรแกรมเมอร์ส่วนมากค่อนตลาด จบปริญญาตรี หลายคนได้จับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกเมื่ออยู่ปีหนึ่ง ตอนเรียนเขียนโปรแกรมเบื้องต้นนั่นแหละ ส่วนคอมพิวเตอร์น่ะ หาได้ทุกหัวระแหง
คำถามคือเราต้องการให้กระบวนการผลิตซอฟท์แวร์ถูกตรวจสอบอย่างหนักเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นรถยนต์ หรือเครืองบินไหม? ถ้าต้องการ เรายอมรับได้ไหมกับราคาที่แพงมหาศาล เรายอมรับได้ไหมกับแลปทอปเครื่องละห้าล้าน แทนที่จะเป็นห้าหมื่นอย่างในวันนี้

ในวันนี้ืที่เทคโนโลยีล่าสุดจากห้องวิจัย ถูกจับมาลงกล่องขายกันแทบวันต่อวัน ราคาที่ลงเร็วเป็นน้ำตก

บางทีเราอาจจะอยู่ในทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้

ใครจะรู้