ไมโครซอฟท์

พบว่าช่วงหลังเกิดวิกฤติศรัทธากับไมโครซอฟท์ คือ ทุกคนใช้งาน แต่ทุกคนรู้สึกว่ากำลังใช้ “ของอื่นๆ” เยอะขึ้นเรื่อยๆ จนลืมว่าต้องพึ่งไมโครซอฟท์อยู่ รู้ตัวอีกทีที่กำลังด่าตอน Windows Update แล้วกลับบ้านไม่ได้

นั่งคิดเล่นๆ ว่าไมโครซอฟท์พลาดอะไรไปบ้าง และควรทำอะไรถ้าเกมจะออกมาดีกว่านี้ นั่งคิดแบบเลวๆ ไม่คิดถึงว่าจากมุมมองในอดีตของไมโครซอฟท์มันต่างไป (ไม่รู้ว่าแอนดรอยด์จะชนะ ไม่รู้ว่า mobile/web จะโต)

  • เลือกชื่อให้ Metro ซะ เรื่องชื่อเป็นเรื่องที่ไมโครซอฟท์ทำได้แย่มาตลอด (แบบเดียวกับวิดีโอกล่อง iPod เมื่อหลายปีก่อน) ชื่อของ Metro แย่เป็นพิเศษ เพราะไร้ guideline อย่างสิ้นเชิง เรียก Metro/Modern/Windows8UI สุดท้ายเรียกสลับไปมา
  • Metro ควรมี runtime ให้ Windows รุ่นเก่า แนวคิดที่ล็อกให้วินโดวส์ไม่ไปไหนตอนนี้คือรอบ release นาน ปรับหลายอย่าง ฟีเจอร์เยอะ ซึ่งมันก็ดีในยุคหนึ่ง (และยังทำเงินเป็นกอบเป็นกำในยุคนี้) แต่ในยุค release early release often แบบตอนนี้ iOS ปล่อยปีละรอบ Android ปีละสองรอบ Chrome OS ไม่มีใครสนเลขเวอร์ชั่น การที่ไมโครซอฟท์ไม่สามารถผลักดันแพลตฟอร์มใหม่เพราะ “จะเก็บเป็นฟีเจอร์ให้เวอร์ชั่นใหม่” เป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก นักพัฒนาเห็นตลาด Windows ใหญ่เป็นทะเลแต่ไม่กล้าใช้แพลตฟอร์มใหม่ที่ไมโครซอฟท์นำเสนอ เพราะดันไปผูกกับเวอร์ชั่นล่าสุดที่คนใช้นิดเดียว
  • Surface RT เคอร์เนลวินโดวส์ทดสอบกับ ARM มานานแต่จุดแข็งของไมโครซอฟท์อยู่ที่ x86 ในท้ายที่สุด Surface RT อาจจะควรออกมา แต่ไม่ใช่ออกมาในภาวะ Metro ลูกผีลูกคน จริงๆ แล้วในจุดนั้นถ้าจะออกมา ก็ควรออกมาโดยไม่มี desktop ในภาพเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังมีเพราะ Windows 8  ทำงานบน Metro เต็มรูปแบบไม่ได้ แถม Office ก็ไม่มี Metro

โดยร่วมๆ จากนี้ยังไงเสียไมโครซอฟท์ก็ต้องปรับกระบวนการ ให้ release often กว่าเดิม แต่ปัญหาจะกระทบโมเดลธุรกิจที่เน้นขายซอฟต์แวร์และการอัพเกรดทีละเป็นร้อยดอลลาร์ ถึงจุดนั้นไมโครซอฟท์ก็ต้องเลือกว่าจะยอมเสียอะไรเพื่อให้ได้อิทธิพลของผู้ถือแพลตฟอร์มกลับมา

Security Usability

สมัยผมเรียน มีวิชาหนึ่งต้องล็อกอินเข้าเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำงาน แต่เซิร์ฟเวอร์สามารถส่งข้อความถึงกันเองได้ ทำให้รบกวนเพื่อนตอนทำงานเพราะหน้าจอเต็มไปด้วยข้อความของเพื่อนคนอื่นๆ

อาจารย์สั่งให้ปิดฟีเจอร์รับข้อความนี้เสีย หลายคนเล่นง่ายด้วยการส่งข้อความหาเพื่อนทุกคนแล้วบอกว่า “อย่าส่งข้อความมา”

ความปลอดภัยในโลกความเป็นจริงคงไม่ต่างจากนี้ ผู้ใช้ต้องการใช้งานในรูปแบบที่ตัวเองใช้งานอยู่ โดยไม่ได้สนใจว่ามีวิธีใช้งาน “ที่ควรเป็น” หรือไม่ ถ้ามันทำงานได้ เขาจะทำแบบนั้น

การโทษผู้ใช้ว่าทำแบบนี้แล้วไม่ปลอดภัยก็คงโทษได้ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เราอาจจะต้องอาศัยแนวคิด บังคับให้ปลอดภัย

  • เว็บเมลบังคับเข้ารหัสเป็นจุดเริ่มที่ดี แอพแชตทั้งหลายก็เริ่มเข้ารหัสเป็นธรรมดาแล้ว
  • เบราว์เซอร์ในอนาคตอาจจะต้องมี SSL Enforcer เปิดมาในตัวเสมอ และหากใช้งานไม่ได้จะกลายเป็นความผิดของเว็บ
  • HTTP2.0 เข้ารหัสโดยไม่ต้องถามล่วงหน้า เข้ารหัสให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • เว็บในอนาคตอาจจะต้องมี password generator ให้บริการ password 6 ตัวแรกสุ่มให้จากเว็บ เพื่อรับประกันว่าจะได้รหัสผ่านที่ปลอดภัยเสมอ
  • แอพแชตอาจจะต้องบังคับแชตได้ไม่เกิน 3 วันก่อนจะต้องแลก public key เพื่อยืนยันตัวตน

เราทำกระบวนการเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่ต้องทำ วันหนึ่งโลกอาจจะปลอดภัยเป็นค่ามาตรฐาน

The Wind Rises

ทั้งเรื่องมีแบรนด์เดียวคือมิตซูบิชิที่เป็นไปตามเนื้อเรื่อง

ไม่มีโฆษณาแฝงบ้าบอครบ 90 นาทีเหมือนหนัง GTH

10/10

ว่าด้วยงานวิจัย

บ้านเราช่วงสิบปีที่ผ่านมา เริ่มอ้างอิงงานวิจัยกันมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับมีการวิจัยออกทีวีมาแล้วตอน GT200

แต่การอ้างหลายครั้งก็น่ารำคาญ เวอร์ และมั่วกันบ่อย เลยขอเขียนถึงสักที

  • งานวิจัยไม่ได้แปลว่าเป็นจริง เป็นข้อแรกที่ต้องคิดไว้ตลอด การวิจัยเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่ศึกษามาได้
  • การตีพิมพ์งานวิจัย แปลว่าไปศึกษามา ได้ผลอย่างไร ศึกษาอย่างไร ก็บอกให้โลกรู้ ไม่ได้รับประกันว่ามันเป็นจริง
  • การวิจัยแล้วไม่เป็นจริงเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะหลายครั้ง
    • ทำวิจัยน้อยเกินไป อ้างคนทั้งประเทศแต่สุ่มมาแค่สิบคนอะไรแบบนั้น
    • ทำวิจัยมั่ว ส่งคนออกไปเก็บตัวอย่างแล้วไม่เก็บจริง เมกข้อมูล
    • ทำวิจัยไม่รัดกุม เช่น อ้างคนทั้งประเทศแต่เก็บข้่อมูลจริงตรงอนุสาวรีย์ที่เดียว (ได้คนทำงานออฟฟิศแทบหมด)
    • ซวย ฟ้าส่งมาให้ซวย ทำดีทุกอย่างแต่ข้อมูลที่ได้มามันไม่ตรงกับส่วนใหญ่จริงๆ
  • งานวิจัยที่เราเรียนกันในตำราโดยมองว่าเป็นเรื่องจริง ส่วนมากเป็นงานวิจัยที่ถูกยืนยันซ้ำไปมา มีการวิจัยซ้ำเพื่อยืนยันผล มีการนำข้อสรุปไปใช้งาน ฯลฯ อย่างต่อเนื่องแล้วยังไม่เจออะไรขัดแย้ง ก็เลยเชื่อว่าเป็นจริง
  • งานวิจัย้เกือบทั้งโลก มีหัวข้อแคบมาก เพราะการทำวิจัยจริงๆ ใช้เวลาระดับเดือนเท่านั้น หัวข้อใหญ่ๆ ระดับพลิกโลก นานๆ จะเกิดทีเท่านั้น แต่งานวิจัยเล็กๆ เกิดขึ้นทุกวัน
  • งานวิจัยเล็กๆ คือหัวข้อจำกัด สำรวจคนเฉพาะบางกลุ่ม สำรวจพื้นที่เฉพาะ กรณีเฉพาะ เวลาเฉพาะ มันอาจจะเป็นเงื่อนงำให้ไปวิจัยใหญ่กว่านั้นได้ แต่นำข้อสรุปของงานวิจัยเล็กๆ ไปสรุปกลุ่มใหญ่ไม่ได้
  • งานวิจัยที่ดีต้องเปิดเผยกระบวนการชัดเจนให้คนอื่นเอาไปทำซ้ำได้ ตัวอย่าง Gallup World Poll