Tag Archives: think

และเราก็แค่เห็นแก่ตัว

หนึ่งในหนังสือท่ผมซื้อมาจากคิโนะฯ ในช่วงหลังๆ นี้คือ Jurassic Park โดยจริงๆ แล้วตั้งใจว่าอ่านหนังสือของ Micheal Crichton ให้หมด ในหนังเรื่องเดียวกันนั้น เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ แต่นแต๊น โอ้โน่นไดโนเสาร์ อะไรอย่างนั้น แต่ในนิยายนั้นเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ว่าด้วยการที่มนุษย์พยายามจะเป็นพระเจ้า ในหนังนั้นเอียน มัลคอม เป็นเพียงนักคณิตศาสตร์ที่ทำตัวแปลกๆ หน่อย (ออกจะหน้าม่อด้วย..) แต่ในนิยายนั้นเขาคือตัวเดิน “แนวคิด” ทั้งหมดของเรื่อง คำถามของนิยายไม่ใช่ว่า “จะยิ่งใหญ่แค่ไหนถ้าเรานำไดโนเสาร์กลับมาได้?” แต่เป็นว่า “เรานั้นมันเล็กน้อยแค่ไหน และเราอวดตัวมากเพียงใดที่จะไปควบคุมธรรมชาติ” น่าสนใจมากว่านิยายส่วนมาก รวมถึงนิยาย “รักโลก” ทั้งหลายนั้นมองว่า มนุษย์คือศูนย์กลางของทุกอย่าง มนุษย์นี่ล่ะที่มีอำนาจที่จะทำลายหรือรักษาโลกนี้ไว้ได้ เช่นเรื่อง The Day the Earth Stood Still เป็นต้น Jurassic Park กำลังบอกเราอีกอย่าง ที่สำคัญคือมันบอกว่าเราเป็น “ไอ้ขี้โม้” เพียงใดเมื่อเราพยายามบอกว่าเราจะรักษาโลกใบนี้ โลกใบนี้ผ่านอะไรมามากมายกว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้านี้มากมายนัก โลกใบนี้เองเคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีออกซิเจนในอากาศ และช่วงเวลาที่ออกซิเจนสูงกว่าปัจจุบันเกือบเท่าตัว หรือประมาณ 35% ในยุคไดโนเสาร์ [...]

My Opinions on Economics

ว่าจะเขียนบทความตระกูล “My Opinion on …” ออกมาซักชุดจะได้ลำดับจุดยืนตัวเองไปในตัวว่ามองเรื่องอะไรยังบ้าง ผลัดตัวเองมานานก็เริ่มด้วยเศรษฐศาสตร์ก่อนเลยแล้วกัน ผมเชื่อในระบบทุนนิยม แม้ว่ามันจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในโลก มันเต็มไปด้วยความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบ แต่นี่คือธรรมชาติของคนบาปเช่นมนุษย์โลก ขณะทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดในโลก มันจัดการกับความโลภของมนุษย์แล้วเอามาทำเป็นความเจริญให้กับมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี ระบบอื่นๆ ที่พยายามแสวงหาความเป็นอุดมคติเช่นคอมมิวนิสต์นั้นคงไม่สามารถใช้งานได้จริงในโลกของเราที่ทุกคนยังคงต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากความเหนือชั้นกว่าคนอื่นๆ มาผลักดันให้เราทำอะไรบางอย่างให้กับโลก แน่นอนว่าวันหนึ่งมันคงไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป นึกถึงเรื่อง Star Trek ที่ลูกเรือเคยถูกถามว่าได้เงินเดือนกันหรือไม่ แล้วลูกเรือตอบกลับไปว่า “ไม่ เราทำงานเพราะเราต้องการพัฒนาตัวเอง” แต่น่าเสียดาย ทุกวันนี้มนุษย์เรายังต้องการวัตถุ เพื่อกระตุ้นให้เราทำงานให้กับโลกของเราอยู่ แม้ว่าระบบทุนนิยมจะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง แต่ในปัจจุบันนี้เรามีเครื่องมีหลายต่อหลายอย่างเพื่อลดข้อด้อยของมันลงไปได้ เช่น การแข่งขันสมบูรณ์ ทำให้ทุกฝ่ายเสนอทางเลือกที่ดีกว่า (โดยยังได้ผลกำไร) ให้กับประชาชนทั่วไป การแข่งขันสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมากมาย การกำกับดูแลที่ดี ขณะที่ผู้ขายในระบบทุนนิยมนั้นคำนึงถึงผลกำไรเป็นสำคัญ ผู้กำกับดูแลนั้นต้องสร้างเงื่อนไขที่ดี เช่น ห้ามฮั้วราคากันขายแพง, ห้ามตัดราคามั่วซั่ว เพราะคู่แข่งรายใหม่ๆ จะตายไปและสุดท้ายแล้วผู้บริโภคนั่นเองที่เสียผลประโยชน์, กำหนดกรอบรับผิดชอบต่อสังคม เช่นเราอาจจะกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์ต้องสร้างเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อกระจายความเจริญ ไม่ใช่สร้างเครือข่ายแต่เฉพาะบริเวณที่ทำกำไรได้ ผมไม่เชื่อในแนวคิดสมบัติชาติ แทบทุกๆ กรณี แนวคิดง่ายๆ คือ [...]

Science vs. Art

ตามประสา geek ตัวพ่อ ยามว่างเราก็อ่านนิตยสาร Communication of the ACM แทนนิตยสารดารา บทความที่คนพูดถึงกันมากในช่วงนี้คือ Is Computer Science Science? เนื้อหาข้างในสนใจไปหาอ่านกันเอาเอง แต่ประเด็นที่ผมสนคือความต่างระหว่างศิลปะ และวิทยาศาสตร เทียบกันเป็นข้อๆ หลักการ vs. ความชำนาญ การทำซ้ำได้ vs. ประสิทธิภาพการทำงาน คำอธิบาย vs. การกระทำ การค้นพบ vs. การประดิษฐ์ วิเคราะห์ vs. สังเคราะห์ การแยกศึกษา vs. การก่อสร้าง น่าสนใจมากว่าสังคมไทยที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างโน้นอย่างนี้ พอเอาเข้าจริงแล้ว เราก็มักจะอ้างว่า “มันดีอยู่แล้ว”????

Cost of Participation

เรื่องหนึ่งที่บ้านเรามีปัญหาทั้งในเชิงวิชาการและอุตสาหกรรมคือเรื่องของการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ประเด็นเช่นนี้ผมเป็นประเด็นที่ผมบ่นๆ มาได้หลายปีแล้ว และเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง เช่นงาน ECTI-CON ที่ผมช่วยโปรโมทใน Blognone ตอนนี้เอง ปัญหาอย่างหนึ่งของงานที่สร้างความแลกเปลี่ยนอย่างนี้คือการที่เราต้องการพื้นที่เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนที่มากขึ้น พร้อมๆ กับค่าใช้จ่ายในการเข้าแลกเปลี่ยนที่ต่ำลง เพราะเราไม่ได้พูดถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่มีเงินถุงเงินถังส่งพนักงานไปร่วมงานประชุมวิชาการ หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าใหญ่ๆ แต่เรากำลังพูดถึงนักศึกษามือดีที่มีไอเดียแต่ไม่สามารถทำตลาดสินค้าของตัวเองได้ หรือบริษัทขนาดเล็กๆ ที่ทำสินค้าเฉพาะทางและไม่มีกำลังในการโปรโมทมากมายนัก อย่าว่าแต่ค่าเข้าร่วมไม่กี่พันบาท คนกลุ่มนี้นั้นหลายๆ ครั้งแล้วแม้แต่งานสัมมนาฟรีก็ไม่สามารถไปเข้าร่วมได้เนื่องจากไม่พร้อมที่จะให้พนักงานหยุดงานไป… เราต้องการระบบใหม่ที่ราคาถูกลง การพบกันต่อหน้าที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ จนใกล้ศูนย์ วิธีการที่คนเหล่านี้จะแสดงความ “เจ๋ง” ของตัวเองออกมาโดยหยุดงานไม่เกินครึ่งวัน ทำอะไรง่ายๆ สั้นๆ แต่สร้างกระแสความสนใจได้หากสินค้านั้นมีคุณค่าในตัวของมันเอง ไอเดียคร่าวๆ ที่ผมกำลังหาทางดันๆ อยู่ตอนนี้อย่าง BarCamp วิชาการ ขณะที่ BarCamp ของไทยตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของคนจำนวนมากไปแล้ว ผมกำลังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะเอากระบวนการแบบ BarCamp มาใช้แทนงานประชุมวิชาการต่างๆ การพูดเป็นการพูดง่ายๆ สั้นๆ แต่น่าสนใจ ค่าใช้จ่ายงานที่ต่ำๆ Blognone Project ตอนหลังๆ นี้เริ่มเงียบๆ ไป เราคงต้องพยายามดันมันขึ้นมากันอีกครั้ง ปล. ช่วงนี้กำลังเขียน Paper อย่างบ้าเลือด ผมหายตัวไปสักพักนะครับ