ว่ากันว่า ในจักรวาลอันไกลแสนไกล ดาวบางดวงที่มีสิ่งที่ชีวิตอันทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ไม่ต่างจากโลกเรา หากวันหนึ่งสิ่งมีชีวิตทรงภูมินั้นได้มาพบมนุษย์โลก จะต้องสงสัยว่าทำไมมนุษย์เราจึงคลั่งไคล้อะไรกับเพชรนิลจินดาทั้งหลายนัก เพราะบนดาวของพวกเขานั้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีค่าอะไร ว่ากันว่า ชาวบ้านแถบทะเลทรายนั้นยินดีแลกทองคำมหาศาล กับบ่อน้ำแค่สักบ่อ คนกรุงเทพฯ จำนวนมากเบื่อฝนตกกัน หลายคนแอบภาวนาว่าวันหนึ่งจะไม่มีฝนอีกต่อไป ขณะที่โลกของเรานั้น นับแค่ปริมาณ “น้ำจืด” ก็เข้าขั้นวิกฤติกันเต็มที สาวๆ เกาหลีอาจจะดูน่าอิจฉาสำหรับสาวไทย แต่เกาหลีเป็นประเทศที่ประชากรขาดความสมดุลมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เนื่องมาจากการทำแท้งลูกสาว!!! หลายๆ อย่างเราให้ความสำคัญกับมัน เพราะเราขาดมันเหลือเกิน หลายๆ อย่างก็มีมากมายสำหรับเราจนเรามองข้ามมันไปอย่างง่ายดาย
ตามโครงการ “เราจนเกินไปที่จะอ่านหนังสือภาษาไทย” ของผมเอง เล่มต่อมาที่อ่านคือ Tom Clancy: The Cardinal of Kremlin 288 บาทจากคิโนะฯ ไร้ส่วนลดใดๆ… กับความหนา 540 หน้า เล่มนี้เป็นภาคต่อของ The Hunt for the Red October ที่หลายคนคงดูในหนังกันมาแล้ว ถ้ายังไม่เคยดู… จงหามาดู เพราะเป็นหนังที่ผมชอบมาก ไม่พูดพล่ามทำเพลง ผมสปอยย่อๆ ก่อน เนื้อเรื่องเริ่มจาก CIA มีสายข่าวคนในที่ใหญ่มากในกองทัพรัสเซีย ชื่อรหัสว่า CARDINAL (ในเรื่องเขียนตัวใหญ่ และเป็นที่มาของชื่อเรื่อง) CARDINAL ขายข่าวให้ CIA มาหลายสิบปี ทำไปทำมาจะโดนจับได้เอา Ryan เด็กใหม่ เก่งโคตร และโชดดีฉิบหาย เดาอะไรก็ถูกเข้ามาบอกว่า ต้องช่วย CARDINAL ออกมาให้ได้ทุกราคา ตัดจบเลย หลังจากโคตรลุ้น และเกือบจะพลาดอยู่แล้ว CIA ก็ชนะทุกอย่าง [...]
อาศัยความสัมพันธ์เพื่อเพิ่มจำนวนคน ไม่อยากทำก็ไม่ได้เดี๋ยวเสียเพื่อน ทำไปแล้วก็ไม่มีความสุข สักพักก็เลิก ลืมๆ มันไป โถ… ไอ้ขายตรง
หนึ่งในหนังสือท่ผมซื้อมาจากคิโนะฯ ในช่วงหลังๆ นี้คือ Jurassic Park โดยจริงๆ แล้วตั้งใจว่าอ่านหนังสือของ Micheal Crichton ให้หมด ในหนังเรื่องเดียวกันนั้น เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ แต่นแต๊น โอ้โน่นไดโนเสาร์ อะไรอย่างนั้น แต่ในนิยายนั้นเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ว่าด้วยการที่มนุษย์พยายามจะเป็นพระเจ้า ในหนังนั้นเอียน มัลคอม เป็นเพียงนักคณิตศาสตร์ที่ทำตัวแปลกๆ หน่อย (ออกจะหน้าม่อด้วย..) แต่ในนิยายนั้นเขาคือตัวเดิน “แนวคิด” ทั้งหมดของเรื่อง คำถามของนิยายไม่ใช่ว่า “จะยิ่งใหญ่แค่ไหนถ้าเรานำไดโนเสาร์กลับมาได้?” แต่เป็นว่า “เรานั้นมันเล็กน้อยแค่ไหน และเราอวดตัวมากเพียงใดที่จะไปควบคุมธรรมชาติ” น่าสนใจมากว่านิยายส่วนมาก รวมถึงนิยาย “รักโลก” ทั้งหลายนั้นมองว่า มนุษย์คือศูนย์กลางของทุกอย่าง มนุษย์นี่ล่ะที่มีอำนาจที่จะทำลายหรือรักษาโลกนี้ไว้ได้ เช่นเรื่อง The Day the Earth Stood Still เป็นต้น Jurassic Park กำลังบอกเราอีกอย่าง ที่สำคัญคือมันบอกว่าเราเป็น “ไอ้ขี้โม้” เพียงใดเมื่อเราพยายามบอกว่าเราจะรักษาโลกใบนี้ โลกใบนี้ผ่านอะไรมามากมายกว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้านี้มากมายนัก โลกใบนี้เองเคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีออกซิเจนในอากาศ และช่วงเวลาที่ออกซิเจนสูงกว่าปัจจุบันเกือบเท่าตัว หรือประมาณ 35% ในยุคไดโนเสาร์ [...]