The Reading Club

นั่งคิดเรื่องนี้มานาน คือมันควรจะมีกลุ่มที่แลกหนังสือกันอ่านเป็นเรื่องเป็นราว

ผมเองมีแนวคิดที่จะ “ไม่” เก็บหนังสือไว้กับตัว อ่านจบแล้วก็อยากปล่อยให้มันไปทำหน้าที่ของมันต่อกับคนอื่นต่อไป แต่นิสัยของตัวเองก็ไม่เหมาะกับห้องสมุดอีก เพราะว่าชอบอ่านหนังสือหลายเล่มพร้อมๆ กัน บางเล่มได้มาก็ดอง บางเล่มได้มาคืนเดียวก็อ่านจบ

แนวคิดที่อยากได้มากคือ “แบ่งกันอ่าน” ประเภทว่าใครอ่านจบแล้วก็แบ่งๆ กันไป

เคยคิดจะทำเว็บแบ่งปันหนังสือแบบนี้อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกถึงโมเดลที่แน่นๆ แต่กำลังคิดว่าต้องเป็นระบบเครดิตบางอย่าง

ถ้าเราเอา “ราคา” บางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็น่าจะช่วยได้ ด้วยการระบุว่า เลยคิดว่าถ้าทำเว็บ “เล่า” ความคิดเกี่ยวกับหนังสือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นการรีวิว จะเล่าในมุมไหนก็ได้ จะเล่าความคิดที่ได้จากมันก็ได้ (เพราะไม่ได้ขายอยู่แล้ว) เราเขียนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือนั้นๆ ทุกครั้งที่เราเขียน เรามีสิทธิ “ขอ” หนังสือเล่มไหนก็ได้ที่ถูก “เขียน” ถึงมาก่อนหน้านี้

หนังสือเล่มที่เราเขียนถึง คือหนังสือที่เราพร้อมจะแจกมันออกไป พอมีคนอื่นๆ ที่มีเครดิตเข้ามาขอก็ต้องส่งให้ไป

ปัญหาที่คิดไม่ออกคือค่าใช้จ่ายในการส่ง ตอนเป็นกลุ่มเล็กๆ มันคงออกให้กันได้ แต่ระยะยาวจะมีปัญหาไหม?

เรื่องจริง

คิดเล่นๆ ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่เหนือธรรมชาติใดๆ เลยจริงๆ

ถ้าทั้งหมดในชีวิตเราที่เราเห็น สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็วิทยาศาสตร์แบบที่เรารู้อยู่ตอนนี้)

“เรา” เป็นเพียงมวลก้อนหนึ่ง มีองค์ประกอบที่พอดี และถูกกระตุ้นโดยพลังงานในรูปแบบที่ลงล็อก

“เรา” เป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากความน่าจะเป็นหนึ่งๆ ใน sample space ขนาดใหญ่มหาศาล เราเป็นเพียงจุดๆ หนึ่งที่เป็นไปได้จากจุดอื่นๆ ที่นับไม่ถ้วน

ทั้งหมดที่เราฝัน ทั้งหมดที่เราหวัง ทั้งหมดที่เราเป็น มันจะมีความหมายอะไร

มีเราหรือไม่ มันก็ไม่ต่างกัน ความดีที่เราเคยเชื่อ คุณค่าที่เรารู้สึก มันจะมีความหมายอะไร

ทั้งหมดก็แค่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จะความดีหรือความชั่วร้ายก็เสื่อมสลายไปเหมือนๆ กัน

un-conference

อสัมมานาในความคิดของผม มันคือ “ไม่” สัมมนา มันต้องไม่ใช่สัมมนา “ทางเลือก” ไม่ใช่แค่ว่าหัวข้อพวกนี้มันหาที่พูดไม่ได้ หรือหาที่ฟังไม่ได้

การแสดงดนตรีที่ไม่ใช่คอนเสิร์ต ไม่ใช่คอนเสิร์ตเพลงอินดี้

ผมร่วมงานสัมมนาอยู่เป็นประจำ การฟัง/ดู Google TechTalk เป็นงานประจำรายสัปดาห์ของผม

งานสัมมนาทางเลือกไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันแค่ไม่ใช่สิ่งที่ผมปรารถนา ผมไม่ได้ปรารถนาการที่ไป “รับ” หรือ “แจกจ่าย” หัวข้อน่าสนใจ ผมปรารถนาการแลกเปลี่ยน ผมปรารถนาการพูดคุย ผมปรารถนาชุมชนแบบ interest-domain ที่พบหน้าตากันในโลกความเป็นจริง

ผมฝันถึงงาน “ไม่สัมมนา” มันจะ…

  1. มีเป้าหมายคือทุกคนมาแลกเปลี่ยนกัน ดังนั้นทุกคนต้องมีโอกาส สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร เพื่อจะแลกเปลี่ยนกัน
  2. บังคับให้ทุกคนมีหัวข้อก่อนลงทะเบียนเสมอ ทุกคนต้องมีเรื่องราวในใจอยากบอกใครสักคน
  3. หัวข้อเฉพาะ มันคือการสร้างสังคมแบบ interest-domain
  4. การลงทะเบียนคือการเสนอหัวข้อ บัตรเข้างานจะได้ต่อเมื่อคุณมี material ของสิ่งที่จะนำเสนอ ถ้าจะพรีเซนต์จงอัพโหลดสไลด์, ถ้าจะแสดงท่าทางจงอัพโหลดวีดีโอ, คุณต้องเตรียม คุณต้องมีเครื่องยืนยัน
  5. เครื่องยืนยันเหล่านั้นจะถูกปล่อยสู่โลกอินเทอร์เน็ตหลังจบงาน สร้างเงื่อนไขให้คนไปงาน เพราะเราอยากสร้างชุมชนแบบเจอหน้าตา พร้อมกับเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้รับรู้ ว่ามันมีโอกาสที่คุณจะพบกับกลุ่มที่สนใจเรื่องเดียวกับ แบบตัวเป็นๆ ได้
  6. ป้ายเข้างาน คือป้ายหัวข้อของเรื่องที่คุณจะนำเสนอ คุณเป็นใครไม่สำคัญ คุณสนใจอะไรสิสำคัญ มันจะใหญ่ “บักเอ๊ก” และบังคับแปะ
  7. ถ้าคนสนใจหัวข้อของคุณเยอะเรามีห้องให้ ถ้ามีไม่กี่คนเรามีโปรเจคเตอร์ให้ ถ้ามีคนเดียวหรือสองคนเรามีโต๊ะกลม มีปลั๊ก มีอินเทอร์เน็ต ให้ไปนั่งแลกเปลี่ยนกัน

งานจะใหญ่จะเล็กผมไม่สนใจ ถ้าทุกคนมีโดเมนที่ใกล้เคียงพอสมควร และพร้อมจะแลกเปลี่ยน  แต่ถ้ามันจะทำให้ผมมีโอกาสแลกอีเมลกับคนสักสองสามคน หรือสร้างกลุ่มความสนใจสักสี่ห้าคนขึ้นมาได้ และมีโอกาสที่จะทำอะไรเจ๋งๆ สักอย่าง

มันน่าสนุกกว่า

สันดาน

คำแรงไปหน่อยแต่หาคำอื่นสั้นๆ มาแทนไม่ถูก

สองวันก่อนผมอยู่ที่สิงคโปร์ ผมพบความจริงหลายๆ อย่าง

  • รถห้าคันที่ผมนั่ง ขับแย่กว่าแท็กซี่ในไทยทั้งหมดที่ผมนั่งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาในไทย
  • คนสิงคโปรไม่ค่อยเข้าแถวขึ้นรถไฟฟ้า
  • ถนนถ้าไม่กว้างเว่อๆ หรือจราจรหนาแน่นมาก เขาก็ข้ามไม่เลือกที่เหมือนกัน
  • พอถังขยะเต็ม คนสิงคโปร์ก็กองขยะไว้ข้างถังเหมือนๆ กันเรา
  • แม้จะมีป้ายห้ามจอด พร้อมกับขู่ปรับเงินถึง 200 S$ แต่คนสิงคโปร์ก็ยังจอดตรงหน้าป้าย

แต่สิ่งที่ผมเห็น

  • ถังขยะในสิงคโปร์เยอะมาก ผมไม่เคยต้องถือขยะไว้ในมือเกินสิบนาทีก่อนเจอถัง
  • ตลอดการเดินทาง ผมพบถังขยะเต็มล้น 1 ถังถ้วน (แม้อีกถังจะไม่ไกล คนสิงคโปร์ก็ยังวางขยะไว้ข้างๆ ถังนั่นแหละ)
  • รถไฟฟ้าสิงคโปร์คันยาวมากและมาบ่อย ผมไม่เคยเห็นคนรอเกิน 10-15 คนต่อประตู
  • ป้ายจราจรทั้งหมดชัดเจนมาก แยกใหญ่เล็กมีไฟคนข้ามทั้งหมด

วันนี้ผมไปวิ่งสวนจตุจักร

  • ถังขยะจากห้าแยกลาดพร้าว ไปจนถึงสถานีรถไฟฟ้า ไม่มีถังไหนเลยไม่เต็มและล้น
  • คนบนสถานีรถไฟฟ้าแน่นเหมือนทุกวัน
  • สามแยกแถวบ้านผมมีไฟจราจรให้คนข้ามถนนโดยไม่มีฟุดบาตเพราะเอาไปปลูกต้นไม้หมดมาสองปีแล้ว

บางทีสันดานที่หนักที่สุดของไทยคือสันดานของชนชั้นปกครองที่ชอบโทษคุณภาพของประชาชน