นั่งดูรายการอัจฉริยะข้ามคืนเพราะจะรอดูหมอ JFK (ตกรอบแรก ไม่น่าเลยหมอ…) รายการนี้ผมเคยดูแค่สองเทป แต่มีเรื่องนึงที่สงสัยมาตลอด คือไอ้เกม เอาไอ้นั้นออกจากไอ้นี้อะไรอย่างนี้มันมีทุกเทปเลย อย่างวันนี้ก็เป็นเอาปลาออกจากหลอดแก้ว ถ้าเป็นผม เริ่มจับเวลา ผมโดดถีบหลอดแก้วแตกกระจายแน่ๆ อ่ะ 10 วินาที ไม่น่าเกินนั้น………
b1 – สมมติว่ากูหนีงานไปทำนาเลยวันนี้นี่ มึงจะว่าไงว่ะ b2 – เป็นไปไม่ได้หรอก ยังไงมึงก็ต้องดูแลที่บ้านมึง ไหนจะงานมึงก็ทำมาตั้งนานแล้ว มึงจะทิ้งไปได้เหรอ b1 – ก็สมมติไง เกิดกูไปจริงๆ มึงไปจะไปเยี่ยมกูมั๊ย หรือมึงจะด่าดูป่าวว่ะ b2 – ยังไงมึงก็ไม่ไปหรอก b1 – เออ กูยอมมึง…
วันนี้ได้อ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง โดยไม่คิดมาก ผมอ่านกระทู้ในแนวที่ไม่เคยได้อ่านเสมอๆ แต่ต้องไปสะดุดกับกระทู้หนึ่งที่พูดถึงเรื่องของโฆษณาการท่องเที่ยวมาเลเซียที่ใช้ดาราไทยว่าไม่เหมาะสม ถึงวันนี้ผมเริ่มเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าคนไทยขาดน้ำใจ โดยเฉพาะน้ำใจนักกีฬา….. ขณะที่โฆษณาการท่องเที่ยวบ้านเรา เคยใช้คนต่างชาติไปไม่รู้เท่าใหร่ ไม่มีใครพูดถึงว่าไม่เหมาะสม แต่พอคนไทยที่ทำสัมมาอาชีพเพียงไปโฆษณาให้คนต่างชาติเรากลับพยายามจับผิด และพยายามแสดงความเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจออะไรอย่างนี้ สังคมไทยแสดงความ “เอาแต่ได้” ให้ผมเห็นหลายต่อหลายครั้ง เช่น ขณะที่เรากระดี๊กระด๊าเมื่อเวลามีต่างชาติมาลงทุน เรากลับโวยวายใหญ่โตเมื่อเขาเอากำไรกลับบ้านเขาอยู่เรื่อยๆ ผมไม่เคยไปต่างประเทศไกลกว่าพม่าและเขมร ผมไม่รู้ว่าฝรั่งเป็นอย่างนี้กันหรือไม่ แต่ให้ตายสิ ผมรำคาญกับสังคมไทยที่เอาแต่ได้อย่างนี้เสียเหลือเกิน เมื่อใหร่กันที่เราจะตระหนักว่าการลงทุนของต่างชาติ เขาหวังกำไรแน่ๆ (ใครไม่หวังกัน?) ปัญหามันไม่ใช่อยู่ที่เขาจะเอากำไรจากเราหรือไม่ ปัญหามันอยู่ที่เราควบคุมการลงทุนเหล่านั้นให้มีประโยชน์กับเราเพียงใดต่างหาก เช่นเดียวกับการโฆษณาการท่องเที่ยว ที่แทนที่เราจะมานั่งโวยวายให้คนๆ หนึ่งรักชาติ ด้วยการไม่รับงานโฆษณาจากประเทศเพื่อนบ้าน (แล้วตัวเองเก็บเงินไปยุโรป?) เรามานั่งคิดกันดีกว่าไหมว่าเขาเอาอะไรมาขายเรา เราแข่งกับเขาได้ไหม ถ้าไม่ได้ทำอย่างไรจึงจะแข่งได้ ถ้าแข่งได้ทำอย่างไรจึงจะรักษาความได้เปรียบเอาไว้ แทนที่มานั่งโวยวายกลัวว่าเขาจะเจริญ…. …เรามาคิดทำอะไรให้เราเจริญแข่งกับเขาได้มันน่าจะดีกว่า
หลายปีให้หลังมานี้ ใครมาคุยกับผมเรื่องซื้อคอมพิวเตอร์ โดยมีความต้องการมาตรฐานโลกอย่าง “พิมพ์งาน เล่นเน็ต ฟังเพลง ดูหนัง” เจอผมไล่ไปซื้อโน้ตบุ๊กเกือบทุกคน คำถามที่เจอถามกลับมาเสมอๆ คือ มันจะคุ้มเหรอ? ผมเชื่อเสมอว่าในวันนี้ ถ้าไม่มีความต้องการเป็นพิเศษเช่นต้องการการ์ดจอ SLI + 1 (ไว้ใช้คำนวณฟิสิกส์) หรือ RAID 5 ไปจนถึงจอขนาด 24 นิ้ว อะไรอย่างนั้นแล้ว ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะไม่เลือกใช้โน๊ตบุ๊ก เพราะมันถูกกว่า (ในระยะยาว) คอมพิวเตอร์หนึ่งขุดพร้อมจอแอลซีดีในทุกวันนี้ราคาอยู่ที่ประมาณสองหมื่นบาท มันถูกกว่าราคาสามหมื่นของโน๊ตบุ๊กพอดูเมื่อคิดถึงเงินที่ต้องจ่ายไป แต่ที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงคือค่าใช้จ่ายระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นค่าโต๊ะคอมที่ต้องเพิ่มขึ้นแทนที่เอาโน้ตบุ๊กไปวางบนโต๊ะทำงาน หรือพื้นที่ห้องที่เสียไปอย่างถาวรให้กับโต๊ะคอมตัวนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ต้นทุนที่มองเห็นเป็นตัวเลขดูจะมีผลต่อการตัดสินใจกว่าความสูญเสียในระยะยาวอย่างมาก แต่ความจริงแล้วต้นทุนระยะยาวสร้างความเจ็บปวดให้เราได้อย่างไม่รู้ตัว คิดไปคิดมา คนเราอาจจะรวยขึ้นง่ายๆ เริ่มจากการเปลี่ยนไปใช้สบู่ยี่ห้อที่ถูกลงหน่อยก็เป็นไปได้นะ