จบเรื่องหนังไปแล้ว กลับมาเรื่องความคิดอีกที หนังสะท้อนค่านิยมของไทยโดยรวมๆ สาวไทยต้องแต่งงานก่อน 30 ที่จริงแล้วสังคมยุคใหม่คงไม่ได้สนใจเรื่องแต่งงานก่อน 30 กันจริงๆ แล้ว แต่มันสะท้อนมาจากค่านิยม แต่งงานคือมีลูก น่าสนใจมากว่าค่านิยมแบบนี้กำลังกดดันให้สาวๆ ในเมืองกรุงเลือกที่จะ “ไม่แต่งแม่งเลย” (อ่านจาก economist) เส้น 30 คือ barrier ของสังคมที่กำลัง crash กันระหว่างรุ่น รุ่นใหม่: การมีลูกเป็น optional, ทำงานทั้งสองคน, ดูแลกันและกัน ไม่ใช่ให้ใครเอาใจใคร กับ รุ่นก่อนหน้า: ต้องมีลูก (ซิ), คนนึงหาเลี้ยง อีกคนดูแลบ้าน, ชั้นทำให้ลูกชายชั้นมาอย่างดี เธอมาก็ต้องทำได้เท่ากัน การ crash กันแบบนี้สะท้อนออกมาในหนังอีกหลายต่อหลายเรื่อง ไอ้ประเภท 30+ ทั้งหลายนั่นล่ะ ไอ้ที่ว่า crash กันนี่บางทีก็อยู่ในคนๆ เดียว อย่าแปลกใจถ้าแฟนหนุ่มบางคนงงๆ ว่าจะวางตัวยังไงกับแฟนดี จะให้ทำงานด้วยกันดีมั๊ย หรือจะให้อยู่บ้าน หรือที่บ้านจะว่ายังไง ภาวะงงๆ นี่ก็ออกมาในหนังอีกเหมือนกัน (งงสองต่อเพราะผู้หญิงเงินเดือนดีกว่า [...]
เวลาที่เรามองปัจจุบัน มันยากที่เราจะมองมันด้วยความชื่นชม ความทุกข์ ความเลวร้าย และเรื่องแย่ๆ ที่อยู่ตรงหน้า มันเต็มไปด้วยเรื่องที่เราไม่รู้จะทำยังไงให้เรามีความสุขกับมัน แต่กับเวลาที่เรามองอดีต เรื่องราวมันง่ายกว่านั้นมากนัก แม้แต่ช่วงเวลาที่แย่ที่สุด เราก็ยังมองด้วยความสุข สามารถเห็นด้านดีๆ ของช่วงเวลาที่เลวร้ายนั้นได้ไม่ยาก เรามองย้อนกลับไปแล้วยิ้มกับมัน และบึ้งตึงทุกครั้งเมื่อมองสิ่งตรงหน้า เรื่องที่ยากอย่างหนึ่งในชีวิตคงเป็นการตระหนักว่าสิ่งตรงหน้าเราดีอย่างไร มันอาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนที่เราเคยฝันไว้ในจินตนาการ แต่เมื่อเรามองด้วยความเป็นจริง เราอาจจะพบว่าตรงหน้านั้นก็มีเรื่องดีๆ อยู่มากมาย แน่นอนในนาทีที่ยาก เรามองเทียบตรงหน้ากับอดีต และเห็นแต่ด้านแย่ ขณะที่เราโหยหาอดีตอันแสนหวาน เราจะทิ้งสิ่งตรงหน้านี้ไปเลยไหม? มันง่ายที่จะทิ้งอะไรสักอย่างไป ง่ายกว่าที่เราจะกลับมานั่งคิดดีๆ ว่าเราจะมีความสุขกับการไม่มีมันจริงๆ รึเปล่า เราอาจจะเลือกทางง่ายไปเรื่อยๆ เมื่อไม่พอใจอะไรสักอย่างก็ทิ้งมันไป แล้วก็เดินทางใหม่ แล้วพบกับช่วงเวลาที่เราไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมที่ผ่านมาเราจึงเจอแต่สิ่งที่แย่ลง จนถึงวันหนึ่งที่เราอยากจะย้อนกลับไป ก็ไม่มีที่ให้กลับไปเสียแล้ว บางทีลองมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราอีกที แล้วค่อยๆ คิดว่าเราอยากจะทิ้งมันไปกลับไปหาสิ่งเดิมที่เราเคยประสบรึเปล่า หลายครั้งอาจจะได้คำตอบที่เปลี่ยนการกระทำของเราเอง
นั่งคิดเรื่องนี้มานาน คือมันควรจะมีกลุ่มที่แลกหนังสือกันอ่านเป็นเรื่องเป็นราว ผมเองมีแนวคิดที่จะ “ไม่” เก็บหนังสือไว้กับตัว อ่านจบแล้วก็อยากปล่อยให้มันไปทำหน้าที่ของมันต่อกับคนอื่นต่อไป แต่นิสัยของตัวเองก็ไม่เหมาะกับห้องสมุดอีก เพราะว่าชอบอ่านหนังสือหลายเล่มพร้อมๆ กัน บางเล่มได้มาก็ดอง บางเล่มได้มาคืนเดียวก็อ่านจบ แนวคิดที่อยากได้มากคือ “แบ่งกันอ่าน” ประเภทว่าใครอ่านจบแล้วก็แบ่งๆ กันไป เคยคิดจะทำเว็บแบ่งปันหนังสือแบบนี้อยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกถึงโมเดลที่แน่นๆ แต่กำลังคิดว่าต้องเป็นระบบเครดิตบางอย่าง ถ้าเราเอา “ราคา” บางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็น่าจะช่วยได้ ด้วยการระบุว่า เลยคิดว่าถ้าทำเว็บ “เล่า” ความคิดเกี่ยวกับหนังสือ มันไม่จำเป็นต้องเป็นการรีวิว จะเล่าในมุมไหนก็ได้ จะเล่าความคิดที่ได้จากมันก็ได้ (เพราะไม่ได้ขายอยู่แล้ว) เราเขียนอะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับหนังสือนั้นๆ ทุกครั้งที่เราเขียน เรามีสิทธิ “ขอ” หนังสือเล่มไหนก็ได้ที่ถูก “เขียน” ถึงมาก่อนหน้านี้ หนังสือเล่มที่เราเขียนถึง คือหนังสือที่เราพร้อมจะแจกมันออกไป พอมีคนอื่นๆ ที่มีเครดิตเข้ามาขอก็ต้องส่งให้ไป ปัญหาที่คิดไม่ออกคือค่าใช้จ่ายในการส่ง ตอนเป็นกลุ่มเล็กๆ มันคงออกให้กันได้ แต่ระยะยาวจะมีปัญหาไหม?
คิดเล่นๆ ว่าถ้าไม่มีสิ่งที่เหนือธรรมชาติใดๆ เลยจริงๆ ถ้าทั้งหมดในชีวิตเราที่เราเห็น สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็วิทยาศาสตร์แบบที่เรารู้อยู่ตอนนี้) “เรา” เป็นเพียงมวลก้อนหนึ่ง มีองค์ประกอบที่พอดี และถูกกระตุ้นโดยพลังงานในรูปแบบที่ลงล็อก “เรา” เป็นเพียงผลผลิตที่เกิดจากความน่าจะเป็นหนึ่งๆ ใน sample space ขนาดใหญ่มหาศาล เราเป็นเพียงจุดๆ หนึ่งที่เป็นไปได้จากจุดอื่นๆ ที่นับไม่ถ้วน ทั้งหมดที่เราฝัน ทั้งหมดที่เราหวัง ทั้งหมดที่เราเป็น มันจะมีความหมายอะไร มีเราหรือไม่ มันก็ไม่ต่างกัน ความดีที่เราเคยเชื่อ คุณค่าที่เรารู้สึก มันจะมีความหมายอะไร ทั้งหมดก็แค่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จะความดีหรือความชั่วร้ายก็เสื่อมสลายไปเหมือนๆ กัน