Aug 02
ต่อจากเมื่อวานนี้
ผมเคยเขียนเมื่อตอนต้นปีที่ Blognone ว่าเทคโนโลยีอะไรที่น่าจับตามองที่สุดในรอบปีนี้ สิ่งที่ผมเขียนไปนอกจากจะเป็นเรื่องของ Multi-Core (ที่กำลังจะตกยุค และเข้าสู่ยุคของ Many-Core) แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่าสำคัญกว่าเสียอีก คือเรื่องของ Cloud Computing
แนะนำกันก่อนว่า Cloud Computing คือบริการรูปแบบใหม่ที่ต่างจากการเช่าคอมพิวเตอร์ในแบบเดิมๆ ก่อนอื่นลองนึกภาพว่าวันนี้ถ้าคุณต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์มาทำเว็บเซิร์ฟเวอร์ซักเครื่อง สิ่งที่คุณทำได้คือเช่าคอมพิวเตอร์ “หนึ่ง” เครื่องมาใช้งานสำหรับเว็บของคุณ
คำถามคือ แล้วถ้าโหลดมันเกินเครื่องที่เช่ามาล่ะ?
สิ่งที่เราทำในสมัยก่อนคือการเช่าเครื่องใหม่ที่เร็วกว่าเดิม หรือไม่ก็เช่าเครื่องเพิ่มเพื่อแยกงานบางอย่างออกไป แล้วหวังว่าเครื่องจะไม่โหลดเต็มอีกในวันพรุ่งนี้
ข่าวร้ายบางอย่างเกิดขึ้น เมื่ออีกสองวันหนังสือพิมพ์เอาข่าวเว็บสุดเจ๋งของคุณลงไปข่าว แล้วคนพากันเฮโลเข้ามานับล้าน ผลสุดท้ายแล้วเว็บของคุณก็ยังดาวน์ไปในที่สุด
คุณเช่าเครื่องเพิ่มอีกหลายเครื่อง คุณคาดหวังกับการลงทุนครั้งนี้ แต่ผลที่ได้คือคนที่เข้ามาตามข่าวไม่ได้ติดอยู่กับเว็บของคุณไปนานนัก คนเข้าเว็บของคุณเหลือเพียงหนึ่งในสามในเวลาต่อมา คุณมีเครื่องว่างๆ ที่ไม่ได้ทำงานแต่ต้องเสียเงินลงทุนพร้อมกับค่าเช่า Data Center ไปอยู่ทุกเดือน
Cloud Computing แทรกตัวเข้ามา เสนอบริการใหม่จากผู้ให้บริการที่เช่าเครื่องนับพันเครื่องไว้แทนคุณ แล้วบอกคุณว่าจะคิดตามโหลดเครื่องที่ใช้งานจริง นั่นคือถ้าเว็บของคุณไม่มีใครเข้าเลย ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร แต่ถ้ามีคนเข้าเว็บของคุณจำนวนมหาศาลล่ะ ทางผู้ให้บริการก็จะกระจายซอฟต์แวร์สำหรับเว็บของคุณไปหลายสิบ หรือหลายร้อยเครื่องเพื่อให้รองรับผู้ใช้ได้ทุกคน และถ้าผู้ใช้ของคุณลดลงเท่าใหร่ก็ตาม ค่าใช้จ่ายของคุณก็จะลดลงไปอยู่ที่เดิมในทันที
แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ซอฟต์แวร์จำนวนมากออกแบบมาเฉพาะสำหรับการทำงานบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ความสามารถหลายๆ อย่างจะทำได้ลำบากขึ้นเมื่อเราต้องคำนึงว่าถึงว่าซอฟต์แวร์นั้นอาจจะกระจายตัวอยู่บนเครื่องกี่เครื่องก็ได้ เราจึงได้เห็นระบบฐานข้อมูลแบบใหม่ๆ ที่ความสามารถต่ำลงกว่าเดิม แต่ทำงานเร็วขึ้น และรองรับ Cloud Computing นี้มาตั้งแต่ต้น
มีคนเคยถามผมว่า Web 2.0 ทั้งหลายจะอยู่รอดได้อย่างไรในการแข่งขันที่สูงจนไม่น่ามีใครรอดอย่างทุกวันนี้
คำตอบผมคงง่ายๆ ทำกำไรให้ได้ในภาวะที่คนยังน้อย และทำกำไรให้มากขึ้นในภาวะที่คนเยอะ ขยายตัวให้ได้แม้จะมีคนโดดเข้ามารุม
Cloud Computing น่าจะเป็นทางออกที่ดี
written by lewcpe
\\ tags: internet, tech
Jul 15
ช่วยมาร์คทำการบ้าน เอามาลงบล็อคแล้วกันเผื่อจะกลายเป็น Blog-Tag
ช่วยแนะนำตัวเองคร่าวๆ เช่น ตำแหน่งหน้าที่การงาน ลักษณะการทำงาน
วิศวกรคอมพิวเตอร์, ผู้ดูแลระบบ, ผู้ดูแลเครือข่าย, เว็บมาสเตอร์, โปรแกรมเมอร์, นักวิจัย, นักศึกษา (มั่วจริงตู)
ใช้อินเทอร์เน็ตมานานแค่ไหน? ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงานเยอะน้อยอย่างไร (เช่น ใช้บ้าง หรือ ขาดไม่ได้) ช่วยอธิบายลักษณะการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบคร่าวๆ (เช่น หาข้อมูลบนเว็บ ทำรายการทีวีออนไลน์)
ตั้งแต่ ป. 5 นับรวมแล้วประมาณ 15 ปี เมื่อขาดอินเทอร์เน็ตแล้วประสิทธิภาพการทำงานลดลงเหลือเพียง 1 ใน 10
ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดนผลกระทบจากการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยบ้างหรือไม่? (โดน/ไม่โดน ถ้าโดน เป็นที่บ้านหรือที่ทำงาน หรือเป็นเจ้าของ/ผู้ดูแลเว็บไซต์ที่โดนเซ็นเซอร์)
โดนบ้างไม่มากนัก ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน เนื่องจากมักเป็นการบล็อคแบบทั่วประเทศ
- ถ้าได้รับผลกระทบจากการเซ็นเซอร์ ได้กระทำการหลบเลี่ยงหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง (เช่น ใช้ proxy หรือ Tor,
ย้าย ISP, ย้ายเซิร์ฟเวอร์, โพสต์แสดงความไม่เห็นด้วยตามเว็บบอร์ด/บล็อก) ถ้าไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษช่วยระบุ
ยังไม่เคยเจอกรณีที่ทำอะไรไม่ได้ แต่โดยมากแล้วเมื่อมีการบล็อคจะทำให้พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนไป โดยมากแล้วแล้วจะเข้าเว็บที่ถูกบล็อคบ่อยกว่าเดิม เนื่องจากสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นจึงถูกบล็อค
- มีความเห็นอย่างไรต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (เช่น เห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยบางประเด็น ไม่เห็นด้วย) พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบ
ไม่เห็นด้วยในบางประเด็น หลักๆ คือการบล็อคโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมที่อธิบายได้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเซ็นเซอร์ในบางประเด็นที่ชัดเจนได้ เช่นภาพอนาจารเด็ก
- ในกรณีที่เห็นด้วยเป็นบางประเด็น คิดว่าควรเซ็นเซอร์เรื่องอะไรบ้าง (ตัวอย่าง: การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม สถาบันพระมหากษัตริย์ การก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน ภาพอนาจาร ภาพอนาจารเด็ก การพนัน ฯลฯ)
ประเด็นที่มีความผิดทางกฏหมายอย่างชัดเจน เช่น ภาพอนาจาร (ผิดกฏหมายไทยอยู่แล้ว) สถาบันพระมหากษัตริย์ก็ผิดกฏหมายเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม
- ถ้าเห็นด้วยกับการเซ็นเซอร์ (ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน) คิดว่าการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตควรทำที่ระดับชั้นไหน (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ หรือจะตอบอย่างอื่นก็ได้)
- นโยบายระดับรัฐบาล-กระทรวง
- กฎหมาย
- เกตเวย์ออกกต่างประเทศ (ปัจจุบันมี 3 แห่งคือ CAT, TOT และ True)
- ISP
- องค์กรที่สังกัด (เช่น มหาวิทยาลัย บริษัท)
- พีซี/โน้ตบุ๊ก (เช่น ลงซอฟต์แวร์เซ็นเซอร์)
กฏหมายบังคับไปที่เกตเวย์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในเชิงเทคนิค อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เช่นรัฐสั่งบล็อคจำนวนมากและซับซ้อนส่งผลให้เอกชนรับภาระค่าใช้จ่าย แล้วผลักภาระไปให้ผู้บริโภค กรณีอย่างนี้จะจัดการอย่างไร?
- คิดว่าการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ต่างจากสื่อชนิดอื่นๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ หรือไม่
ต่างกันที่คนมีความเข้าใจมีเพียงจำนวนน้อย ทำให้การจัดการทำได้ไม่ดีนัก หลายครั้งมั่ว และหลายครั้งมีการทำเกินอำนาจที่กฏหมายระบุ
- คุณมีความเห็นต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 อย่างไร
มั่วซั่ว ตีคลุมอย่างไร้ทิศทาง และขาดความเข้าใจ โดยทั่วไปแล้วสร้างภาพลบให้กับคณะรัฐประหารอย่างทรงประสิทธิภาพ
- คิดว่าระดับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ถือว่ามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ (เท่าที่ทราบมา)
ไม่มากนักเมื่อเทียบกับจีน และประเทศแถบตะวันออกกลาง
- มีความคิดเห็นต่อประเด็นด้านการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ใน พรบ.ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างไร
ขาดบทลงโทษการใช้อำนาจนอกเหนือกฏหมาย เช่นข่มขู่ผู้ให้บริการต่างๆ ในรูปแบบของการขอความร่วมมือ เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นอาชญากรรมในเชิงข้อมูลข่าวสาร และทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ไม่ต่างจากการแฮกคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด
- รู้จักกลุ่มต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไทยหรือไม่ คิดว่ามีผลกระทบต่อระดับการเซ็นเซอร์มากน้อยแค่ไหน
รู้จัก และติดตาม Blog ตลอดเวลา แต่คิดว่ายังมีผลในวงจำกัด
- คิดว่าในอนาคต สถานการณ์การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจะมากขึ้นหรือน้อยลง
มากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะ 5-10 ปี หลังจากนั้นแล้วเมื่อคนไทยตระหนักในสิทธิของการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ภาครัฐน่าจะระมัดระวังในการกระทำการใดๆ มากกว่านี้
- ความเห็นอื่นๆ ต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต
การเรียกร้องในวันนี้ยังไม่มีผลเท่าใดนักเพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังอยู่ในวงจำกัด และกลุ่มผู้ใช้ยังเป็นเด็กอยู่เป็นจำนวนมาก แต่อนาคตเมื่อการกระจายตัวในการเข้าถึงได้กว้างขึ้น และกลุ่มผู้ใช้เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ การกระทำเช่นในอดีตจะถูกต่อต้านมากกว่านี้ตามระยะเวลา
ไม่รู้มาร์คส่งให้ใครทำบ้าง แต่อยากเห็นความเห็นของพี่เฮ้าส์, คุณเทพพิทักษ์, และต่าย ดูมั่ง ถ้าว่างๆ ลองทำดู
written by lewcpe
\\ tags: censorship, internet, thailand
Sep 27
ช่วงนี้มีโอกาสได้ทำเว็บที่มีความต้องการแปลกไปจาก Blognone บ้างเลยพบว่ามีความต้องการใช้ลูกเล่นที่มากกว่าปรกติ เลยมีประเด็นที่น่าคิดขึ้นมา
เรื่องของเรื่องคือโมดูล Nice Menus ของ Drupal ที่เวอร์ชั่นหลังๆ มีความพยายามในการขจัดการใช้งาน JavaScript ออกไปให้มากที่สุดโดยล่าสุดสามารถขจัดออกไปจากการใช้งานเว็บใน Firefox ได้แล้ว ส่วน IE ยังต้องพึ่ง JQuery กันต่อไป
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผมต้องการ Customize บางอย่างที่เหนือความสามารถของ CSS แล้วทำให้ต้องไปดึง JQuery กลับมาใช้งานอยู่ดี
เรื่องนี้ทำให้น่าคิดว่าบางทีแล้ว การใช้งาน JS ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายจนเกินไป โดยเฉพาะหากเว็บไม่ได้ช้าอะไรมากมาย และการใช้งานนั้นลดระยะเวลาการพัฒนาเว็บลงได้อย่างมีนัยยะ
หลายคนอาจจะเถียงว่า CSS นั้นควรทำหลายๆ อย่างได้โดยไม่ต้องพึ่ง JS ที่ทำให้เครื่องผู้เข้าชมเว็บช้าโดยไม่จำเป็น
แต่หลังจากพยายามปล้ำกับมันมานาน ตอนนี้ผมยอมแพ้แล้วขอใช้ JQuery ให้สบายใจดีกว่า
written by lewcpe
\\ tags: internet, javascript, tech
May 12
พอดีไปอ่านเจอเอากรณีการลบกระทู้ในประชาไท เรื่องเนื้อหาว่าลบไม่ลบหรือเหมาะไม่เหมาะคงไม่พูดถึง แต่เรื่องที่น่าสนใจคือการมองเป็นประชาไทเป็นพื้นที่สาธารณะ
ที่น่าสนใจเพราะกรณีใน Blognone นั้นเป็นรูปแบบเดียวกันคือถึงจุดหนึ่งแล้ว คนจำนวนมากเริ่มมองว่าพวกเขาเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าถ้าเป็นในระดับที่รับรู้ว่ามีคนต้องรับผิดชอบเว็บอยู่จริงก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อคนจำนวนที่ว่าเริ่มเข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิขาดในเว็บ ที่จะประกาศอิสระในหลายๆ รูปแบบได้
ผมอาจจะคิดผิด แต่ในความคิดของผมตอนนี้แล้ว สิ่งที่ควรจะเรียกร้องร่วมกันคือกติกาที่ยอมรับได้ในอินเทอร์เน็ตมากกว่าที่จะเป็นเว็บใดเว็บหนึ่ง ภาพในความคิดของผมนั้นมองเหมือนกับถนนสาธารณะกับถนนในห้างหรือในบ้าน ขณะที่ถนนสาธารณะนั้นมีกติกาการใช้งานที่ชัดเจนและเป็นกลาง ถนนส่วนบุคคลอื่นๆ อาจะสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ และไม่ได้สร้างความเท่าเทียมในการใช้งานแต่อย่างใด
ประเด็นการต่อต้านการบล็อคเว็บอย่างไร้กระบวนการเป็นการเรียกร้องให้กติการในการใช้รถใช้ถนนบนพื้นที่สาธารณะมีความชัดเจน มากกว่าที่จะเรียกร้องว่าทุกบ้านและทุกหน่วยงานต้องมีกติกาที่ชัดเจนเหมือนๆ กัน จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาใน Blognone เห็นได้ชัดว่าคนจำนวนมาก ยังมองภาพว่าการเรียกร้องกติการวมนั้นหมายถึงพื้นที่ทั้งหมดต้องมีกติกาแบบเดียวกัน
ข่าวร้ายคือเมืองไทยนั้นแม้แต่หากมีคนอยากทำเว็บที่มีกติกาที่ชัดเจน ก็น่าจะทำได้ยาก เพราะด้วยระบบการขอร้อง ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันทำลายกติกา และระบบลงไปอย่างยากจะแก้ไข
written by lewcpe
\\ tags: censorship, internet, thai