วันก่อนไปเรียน Knowledge Management กับ อ.ยืนมาในฐานะ Guest Speaker อาจารย์พูดถึงหลายเรื่องมากๆ แต่ประเด็นหนึ่งที่ติดใจคือเรื่องของ Monoculture1 ที่ อ.ระบุว่าโลกกำลังพบกับกระแสของวัฒนธรรมที่เชี่ยวกราก และหลอมรวมเอาวัฒนธรรมทั้งโลกเข้าเป็นวัฒนธรรมเดียวกัน ผมว่าจะเขียนเรื่องนี้ตั้งหลายวันแล้วแต่มาเจอกับประเด็นภูฏานใน Blognone เสียก่อน เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจพอที่จะเขียนเป็นเรื่องเดียวกัน ความขัดแย้งอย่างหนึ่งคือสังคมมนุษย์แทบทั้งโลกนั้นต้องการความเจริญ เราคงไม่เจอสังคมไหนที่ไม่อยากให้ตัวเลขที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่เช่น อายุขัยเฉลี่ย, ความทั่วถึงของสาธารนูปโภค, รายได้ต่อหัว ฯลฯ ดีขึ้นตามกาลเวลา แต่เมื่อก่อนเวลาเราสร้างเขื่อน หรือต่อสายไฟนั้น ยังไม่เคยมียุคไหนที่เราต้องเสี่ยงกับภาวะสูญเสีย “ความเป็นไทย” มากเท่าในยุคนี้ เพราะความเจริญในยุคนี้คือการสื่อสาร มันไม่แปลกอะไรที่เราอยากรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราให้คงอยู่นานเท่านาน แต่เมื่อชนรุ่นหลังของเราเติบโตขึ้นมาด้วยวัฒนธรรมที่กำลังได้รับความนิยมในอีกซีกโลก ไม่ว่าจะเป็น Cosplay, iPod, หรือ Netbook เราอาจจะพบว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมบางอย่างของเรากำลังอยู่ในภาวะอันตราย สิ่งที่เราต้องการคือความเจริญโดยไม่ต้องถูกบุกรุกทางวัฒนธรรม (อย่างน้อยๆ ก็ในความรู้สึกของเรา) คำถามใหม่คือ มันเป็นไปได้หรือ มันเป็นไปได้หรือที่เราจะรับเอางานวิจัยใน IEEE Xplore โดยไม่ได้รับวัฒนธรรมแฮมเบอร์เกอร์, หรือเราจะไปเรียนรู้อาซิโมโดยไม่เอาการ์ตูนญี่ปุ่น ผมมองว่าภูฏานเองกำลังตั้งคำถามเช่นนี้ และพยายามบอกว่ามัน “ทำได้” ขณะที่เรากำลังมองภูฏานด้วยความทึ่งในความ “บริสุทธิ์” ของวัฒนธรรม ผมกลับมองว่าด้วยช่องทางการเข้าถึงของวัฒนธรรมภายนอกที่ยังไม่มากนัก [...]
หลังจากอ่านหนังสือความยาว 900 หน้าจบในสี่วันแล้วพบว่าคิดถูกที่เลือกซื้อหนังสือเล่มนี้ บทสรุปง่ายๆ สำหรับหนังสือเรื่อง Memoir of Geisha ที่แตกต่างจากหนังนั้น อาจจะบอกได้ว่า ขณะที่หนังสือพยายามธิบายวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้ชาวตะวันตกเข้าใจ ตัวหนังนั้นพยายามปรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้เข้ากับวัฒนธรรมตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องเพศ แน่นอนหนังสือเรื่องเกอิชาจะหนีเรื่องเพศไปได้อย่างไรกัน [ต่อไปนี้สปอยแหลก!!!] ขณะที่ตัวภาพยนตร์นั้นยอมรับเพียงพิธีมิสึอาเงะ (พิธีเปิดบริสุทธิ์สาวพรหมจรรย์) ตัวหนังสือกลับสะท้อนวัฒธรรมของญี่ปุ่นในตอนนั้นได้ค่อนข้างชัดเจน ผมเคยอ่านจากที่ไหนสักที่ระบุว่า เรื่องเพศนั้นไม่เรื่องน่ารังเกียจสำหรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแต่ไหนแต่ไร แต่ผมเองก็ไม่เคยเข้าใจมันซักทีจนได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ขณะที่ในตัวภาพยนตร์นั้นพยายามออกตัวว่าพิธีมิสึอาเงะนั้นเป็นกรณียกเว้นเป็นพิเศษ ที่ผู้ชายที่หลงรักสาวสักคนจะยังคงยอมรับเธออยู่แม้จะผ่านพิธีนี้ไปแล้ว เรื่องราวในหนังสือลงลึกกว่านั้นด้วยการบอกเล่าถึงการยอมรับได้ของคนญี่ปุ่นที่แม้หญิงสาวนั้นจะผ่านกระทั่งการมีดันนะ (เสี่ยเลี้ยง) เป็นของตัวเอง แม้ในเรื่องคุณโนบุจะแสดงท่าทีโกรธตลอดเวลา ความโกรธที่แสดงออกมาไม่ใช่เพราะซายูรินั้นผ่านชายอื่นมาหลายคน แต่หากเป็นเพราะหนึ่งในนั้นไม่มีคุณโนบุอยู่ด้วยต่างหาก ด้านความรู้สึกของซายูรินั้นเล่า กลับไม่ได้แสดงความรู้สึกผิดอะไรที่เธอต้องผ่านชายหลายคน กว่าจะได้พบท่านประธานในตอนท้ายของเรื่อง เรื่องพวกนี้ในภาพยนตร์นั้นโดนตัดออกเสียหมด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะมาตรฐานตะวันตกนั้นคงแพร่กระจายไปทั่วโลก การแสดงเนื้อเรื่องตามหนังสือแล้วหวังให้คนเข้าใจทั้งหมดในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงจึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เรื่องหนึ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้คือแนวคิดที่คนญี่ปุ่นยกย่อง “ศิลปิน” อย่างเต็มที่ในทุกๆ แขนง เราได้พบกับศิลปินในแขนงอื่นๆ นอกจากเกอิชา เช่นจิตรกร นักแสดง ช่างทำกิโมโน ฯลฯ อีกมากมาย ความรักในวัฒนธรรมของตัวเองที่เหนียวแน่นเช่นนี้ ผมก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ที่กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีเกอิชาอยู่นับหมื่นคนในญี่ปุ่น มันคงจะดีหากเราจะเรียนรู้ที่จะรักษาตัวตนของตัวเองเช่นนั้นบ้าง ปล. หาพนังสือเรื่อง “ฟ้าจรดทราย” มาอ่านไม่ได้เลยแฮะ
ตลอดชีวิตคนเรา ไม่รู้กี่เรื่องที่เราทำๆ ไปเพื่อการ “รักษามารยาท” มันเป็นเรื่องดีอยู่ ที่เราจะสนใจความรู้สึกของคนรอบตัวเรา แต่หลายๆ ครั้งแล้ว ผมพบว่าเราถูกสอนให้การรักษามารยาทนั้น เป็นการรักษาความรู้สึกแบบขอไปที เราโกหกคนรอบตัวกันตลอดเวลา เราแสดงความรู้สึกที่ดีกันอย่างหน้าชื่นตาบาน หลายๆ ครั้งเราอาจจะชมอาหารที่มีเพื่อนบ้านทำมาให้แล้วไม่อร่อย เราขอบคุณเพื่อนเราที่ให้ของขวัญทั้งที่เราไม่ชอบ เราเลือกที่จะมีชีวิตอยู่กับคำโกหก เพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้นแม้ในระยะสั้นๆ เรื่องน่าเศร้าคือตลอดชีวิตของเรา มีคำโกหกไม่น้อยที่ต้องถูเปิดเผยในเวลาต่อมา ความจริงที่แสนเจ็บปวดสามารถย้อนกลับมาแล้วแสดงพิษสงของมันได้มากกว่าครั้งแรกที่เราจะบอกความจริงมากนัก ผมไม่อาจบอกบทสรุปได้ง่ายๆ ว่าเราไม่ควรโกหกเพื่อรักษามารยาทกัน แต่เมื่อเราเลือกที่จะปิดบังความจริงบางอย่างแล้ว เราควรตระหนักอยู่เสมอ… ว่าความจริงนั้น กำลังรอวันย้อนกลับเข้ามาในชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา…