หนึ่งในหนังสือท่ผมซื้อมาจากคิโนะฯ ในช่วงหลังๆ นี้คือ Jurassic Park โดยจริงๆ แล้วตั้งใจว่าอ่านหนังสือของ Micheal Crichton ให้หมด ในหนังเรื่องเดียวกันนั้น เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ แต่นแต๊น โอ้โน่นไดโนเสาร์ อะไรอย่างนั้น แต่ในนิยายนั้นเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ว่าด้วยการที่มนุษย์พยายามจะเป็นพระเจ้า ในหนังนั้นเอียน มัลคอม เป็นเพียงนักคณิตศาสตร์ที่ทำตัวแปลกๆ หน่อย (ออกจะหน้าม่อด้วย..) แต่ในนิยายนั้นเขาคือตัวเดิน “แนวคิด” ทั้งหมดของเรื่อง คำถามของนิยายไม่ใช่ว่า “จะยิ่งใหญ่แค่ไหนถ้าเรานำไดโนเสาร์กลับมาได้?” แต่เป็นว่า “เรานั้นมันเล็กน้อยแค่ไหน และเราอวดตัวมากเพียงใดที่จะไปควบคุมธรรมชาติ” น่าสนใจมากว่านิยายส่วนมาก รวมถึงนิยาย “รักโลก” ทั้งหลายนั้นมองว่า มนุษย์คือศูนย์กลางของทุกอย่าง มนุษย์นี่ล่ะที่มีอำนาจที่จะทำลายหรือรักษาโลกนี้ไว้ได้ เช่นเรื่อง The Day the Earth Stood Still เป็นต้น Jurassic Park กำลังบอกเราอีกอย่าง ที่สำคัญคือมันบอกว่าเราเป็น “ไอ้ขี้โม้” เพียงใดเมื่อเราพยายามบอกว่าเราจะรักษาโลกใบนี้ โลกใบนี้ผ่านอะไรมามากมายกว่าสิ่งที่เราเห็นตรงหน้านี้มากมายนัก โลกใบนี้เองเคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีออกซิเจนในอากาศ และช่วงเวลาที่ออกซิเจนสูงกว่าปัจจุบันเกือบเท่าตัว หรือประมาณ 35% ในยุคไดโนเสาร์ [...]
แสงวันนี้มันสวยดี ปลายเมฆเป็นสีรุ้ง ตอนแรกว่าจะไม่เขียนถึงแต่เห็นบล็อกของแชมป์เลยเอามั่ง
เพราะโปรเจค (และอาจารย์ที่ปรึกษา) เปลี่ยนแปลงบ่อย
นานมาแล้ว ผมจำได้ว่าพ่อผมพาผมเข้าร้าน SE-ED ที่ฟอร์จูน (IT Mall ปัจจุบัน) บ้านผมมีกติกาฝังหัวคือหนังสือนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอันดับสองรองจากของกิน ดังนั้นอย่าแปลกใจที่ผมอ้วน… :P ผมจำได้ว่าร้านหนังสือร้านนั้น “ใหญ่โคตร” สำหรับผมในตอนนั้น หนังสือละลานตาแบบอ่านทั้งชีวิตไม่หมด และสิ่งที่ดีที่สุดคือคำพูดของพ่อผมที่ว่า “อยากได้เล่มไหนก็หยิบมา….” ผมอ่านเยอะขึ้น และซื้อหนังสือด้วยทุนพ่อเรื่อยมา จนวันหนึ่งแล้วแล้ว เมื่อผมอ่านมากขึ้น และผมหยิบหนังสือมากขึ้น หนังสือที่ผมซื้อก็เกินพันบาท… ผมจำไม่ได้ว่าผมซื้อไปกี่เล่ม แต่จำได้ว่ามัน “โคตรเยอะ” ผมตั้งคำถามว่าผมจะอ่านหนังสือกองนั้นอีกกี่เดือนกันถึงจะหมด กาลเวลาเปลี่ยนไป ความเจริญเพิ่มเข้ามา งานหนังสือย้ายจากสวนอัมพรมายังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ การมาและจากไปของร้านดวงกมลที่ห้างซีคอน หนังสือเป็นสิ่งจำเป็น กลายเป็นสัญชาติญานที่ถูกฝังในตัวผมไปเรียบร้อยแล้ว แม้แต่ตอนเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เอง ผมก็ยินดีจะประหยัดกับค่าคอมพิวเตอร์มากกว่าที่จะประหยัดค่าหนังสือ ผมจ่ายเงินมากขึ้นให้กับหนังสืออย่างต่อเนื่อง….. แต่หนังสือที่ได้มาแต่ละครั้งกองเล็กลง เล็กลง และเล็กลง… หนังสือบ้านเราสวยขึ้นเรื่อยๆ หน้าปกมีการออกแบบที่ดีขึ้นเรื่อยๆ การเข้าเล่มใช้วิธีการที่คงทนกว่าเดิม กระดาษนั้นเป็นมิตรกับสายตาขึ้น แต่ขณะที่ผมทำงานหาเงินเองได้นี้เอง ผมรู้สึกว่าตัวเองจนเกินไปที่จะซื้อหนังสือแบบเดียวกับที่เคยซื้อได้ก่อนหน้านั้น การซื้อหนังสือในงบประมาณที่ไม่ได้น้อยเลยนั้นกลับได้หนังสือที่อ่านเพียงไม่นานนักก็จะหมดลง ผมรู้ตัวอีกทีตอนที่ผมเข้าร้านคิโนะคุนิยะเมื่อปีที่แล้ว… หนังสือภาษาอังกฤษที่เคยเป็นของ “เกินเอื้อม” สำหรับผม กับร้านที่ผมเคยคิดว่า “หรูเกินไป” สำหรับคนอย่างผมนั้นกลายเป็นสิง่ที่ผมดูจะจ่ายได้ไม่ต่างจากหนังสือภาษาไทยนัก แน่นอนคุณภาพมันแย่กว่ามาก กระดาษปรู๊ฟบางๆ กับหมึกเละหน่อยๆ [...]