แก่น

จากบล็อก mk เรื่อง Support Centric Design ผมเชื่อมาเสมอว่า แท้จริงแล้ว ธุรกิจหนึ่งๆ จะดำเนินไปได้ มันเป็นไปด้วยการดำเนินการให้แก่นของธุรกิจนั้นเดินหน้าไปอย่างเต็มที่

ปัญหาคือเรามองแ่ก่นของแต่ละเรื่องไม่เห็น มากกว่าที่ว่าเราแก้ปัญหาไม่ไ้ด้

ผมเชื่อว่าแก่นปัญหาของการศึกษาไทย ไม่ใช่การที่เราจับเด็กท่องจำ หรือไม่มี Child-Center อะไรอย่างนั้น

ผมเชื่อว่าแก่นของปัญหาคือคนต่างหาก ธุรกิจการศึกษาคือธุรกิจว่าด้วยการจัดหาคนคุณภาพสูงมาสอนเด็ก ปัญหาของเราไม่ใช่ิวิธิการ แต่ปัญหาของเราในวันนี้คือเรามีคณะครุศาสตร์เป็นคณะที่มีคะแนนเอนทรานซ์ต่ำเกือบๆ จะสุดท้ายของประเทศ

ขณะเดียวกันเล่าปัญหาซอฟท์แวร์ห่วยในวันนี้คืออะไร ผมเรียน Software Engineering มา พบว่ามีกระบวนการหลากหลายที่มุ่งเน้นทั้งคนทำ หรือคนใช้ โดยส่วนตัวแล้วทั้งสองแบบมันทำร้ายคนลงทุนไม่ต่างกันเท่าใหร่เลย

ผมเชื่อว่าคุณภาพซอฟท์แวร์มันจะมาได้ด้วยกระบวนการที่ดีต่างหาก หากเรามุ่งความต้องการของคนใช้เป็นหลัก สิ่งที่ผมเห็นคือโปรแกรมที่พันกันยุ่ง พร้อมๆ กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบ Exponential หากเรามองด้านเทคนิคเป็นหลักโปรแกรมที่ได้อาจจะเรียบหรู แต่ขาดความสามารถที่จำเป็น

กระบวนการที่ดี การรีวิวที่เป็นขั้นตอนต่างหากที่เราควรทำให้มันเกิดขึ้นมากกว่าจะมาเถียงกันว่าจะเอาใจใครดี

คำถามคือถ้าเราแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ หมายถึงเราไม่ต้องมองด้านอื่นๆ แล้วอย่างนั้นหรือ….

 

โอเพนซอร์สกับ 30 บาท

ผมเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับโครงการ 30 บาท “ในหลักการ” มาโดยตลอด แนวคิดง่ายๆ คือคนเราไม่ว่าจะยากดีมีจนยังไง ก็ไม่ควรมีใครต้องเป็นไข้หวัดตายอยู่ข้างถนน มันสำคัญกว่าที่จะให้มีทางออกที่ให้ทุกคนใช้ได้โดยเท่าเทียมกัน

พล่ามเรื่องที่ตัวเองไม่เชี่ยวมา ก็ไม่มีอะไร ผมมองว่ารัฐควรสนับสนุนโครงการโอเพนซอร์สในระดับเดียวกับโครงการ 30 บาท นั่นล่ะ อาจจะถึงเวลาที่รัฐต้องบอกว่ามีทางเลือกขั้นต่ำที่ฟรีในการใช้งานทั่วไป โดยรัฐรับประกันว่าจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โครงการพวกนี้อาจจะต้องรวมเช่น ระบบปฏิบัติการ, เวิร์ดโปรเซสเซอร์, สเปรตชีท, กราฟฟิก และบราวเซอร์ ทั้งหมดนี้ต้องใช้ร่วมกันได้ ระดับที่ว่าลงชุดนี้แล้วเข้าถึงระบบของภาครัฐได้แทบทั้งหมด

ที่ผ่านมา ดูเหมือนเรายังขาดความจริงจังกันอยู่มาก โปรแกรมจำนวนมากที่ใช้ภาษาไทยได้ในตอนนี้เป็นการช่วยกันทำของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้รับประกันอะไรว่าเมื่อผมย้ายไปใช้งานกับเขาแล้ว จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โค้ดทั้งหมดต้องถูก Commit เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโค้ดหลักของแต่ละโครงการ

ในความเป็นจริงแล้ว โปรแกรมระดับพื้นฐานทั้งหมด หากต้องการพัฒนาภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีฐานเป็นโค้ด GPL ทั้งหมด ผมเชื่อว่ามันทำได้โดยบริษัทขนาดไม่เกิน 20 คน ค่าใช้จ่ายต่อปีไม่เกิน 10 ล้าน

น้อยกว่าค่าคอมพิวเตอร์ 100 ดอลลาร์แน่ๆ ล่ะ

ถึงเวลานั้น ไมโครซอฟท์จะไล่จับซอฟท์แวร์เถื่อนไปถึงในบ้าน ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร หากคนยังมีทางออกกันอยู่

 

ถึงเวลา

มีหลายเรื่องในชีวิตคนเรา ที่เรารู้ว่าวันหนึ่งเราต้องเจอกับมัน เราทุกคนรู้ว่าเราต้องตาย เราทุกคนรู้ว่าเราต้องโตขึ้น

เรานั่งรอเรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเรา โดยรู้ว่ามันต้องเกิดขึ้น แต่ในใจของเราแล้ว มุมเล็กๆ อันห่างไกลก็แอบบอกกับตัวเองว่ามันยังมีหวัง สิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่เกิดขึ้น เราอาจจะเป็นคนพิเศษที่ไม่ต้องเจอกับสิ่งเหล่าันั้น เราอาจจะเป็นเจ้าชายพลัดพรากจากประเทศอันไกลโพ้นที่รวยจนไม่ต้องคิดเรื่องหาเลี้ยงตัวเอง

ขณะที่สมองด้านเหตุผลเราบอกอีกอย่างหนึ่ง แต่เราทุกคนก็มีความหวังในอีกอย่างหนึ่ง เราไม่ได้เดินไปข้างหน้าด้วยความเชื่อว่าเราต้องเจอ แต่เราเดินไปข้างหน้าด้วยความเชื่อว่าเราเป็นคนพิเศษต่างหาก

แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่เรากลัว มันก็แค่เกิดขึ้นเมื่อมันถึงเวลา เรารับรู้ว่าเราไม่ได้พิเศษเหนือคนอื่นเลย เราเป็นแค่คนๆ หนึ่งที่ต้องผ่านเรื่องเหล่าั้นั้นไป เมื่อถึงเวลานั้น เราแทบทุกคนก็แค่ล้มลง….

คำถามในใจของเราคือ เราจะลุกขึ้นมาเดินต่อไปดีไหม