รวบรวมเอาความคิดที่กระจัดกระจายมาเป็นหมวดหมู่ซักที เรื่องแรกเลยคือมาตรฐานไฟล์ในการแปล เท่าที่รู้มีอยู่สามสี่อันที่นิยมใช้กัน ไฟล์ PO ที่ใช้กันในโครงการใหญ่ๆ อย่าง OpenOffice แต่มักใช้ในโครงการเขียนโปรแกรมมากกว่าที่จะใช้ในการแปลเอกสารอย่างจริงจัง TMX เป็นไฟล์ที่ใช้ตอนที่แปลบทพูดของ RMS แล้วได้รับรู้ว่าโลกนี้มีอะไรที่ดีกว่าการเปิดเว็บหน้านึง เวิร์ดโปรเซสเซอร์อีกหน้านึงแล้วลงมือแปล XLIFF คงเ็ป็นตัวที่ดีที่สุดเท่าที่นึกออก เพราะเป็นมาตรฐานของทาง OASIS-OPEN ทำให้น่าสนใจขึ้นเยอะ ที่สำคัญคือมีโปรแกรมรองรับเยอะมาก เรื่องต่อมาโปรแกรมที่ใช้ในการแปล ตรงนี้คงต้องเลือกเอาสักอัน เพื่อเขียนคำแนะนำขั้นตอนในการแปลให้คนที่ต้องการเข้าร่วมทำได้โดยง่าย ข้อกำหนดคือมันต้อง Portable เพราะต้องให้คนเข้าถึงได้จากทุก OS ตัวเลือกหลักๆ เลยอาจจะต้องเป็น Java หรือ .NET ตัวเลือกที่มองๆ ไว้ตอนนี้ก็มี OmegaT เป็นตัวแรกที่รู้จัก และเป็นตัวเดียวที่ผมใช้เป็น ใช้ง่ายและเวิร์คจริง แต่ยังไม่แน่ใจว่าดีที่สุด Transolution ตัวนี้เป็น Python น่าจะเร็วกว่า แต่คนพัฒนาหยุดการพัฒนาไปแล้วเมื่อต้นปี ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมารับต่อ เลยไม่น่าเลือก Open Language Tools เป็นตัวที่ SUN พัฒนาขึ้นมาแจก เท่าที่อ่านสเปคแล้วดูดีสุดแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการพัฒนาจะนิ่งไปแล้วเหมือนกัน Rainbow [...]
แปลเอกสารที่ RMS ไปบรรยายเกี่ยวกับ GPLv3 ไว้ตั้งนานแล้ว mk ส่ง patch มาให้แก้ตั้งนานแล้วอีกเช่นกัน แต่โดนดองลืม จนล่าสุด Google Alert เพิ่งเตือนมาว่าคนพูดถึงผมในเน็ต เข้าไปอ่านแล้วก็ไม่ใช่ใคร Ciaran O’Riordan ที่ผมเมลไปขอแปลบทพูดนั่นเอง เรื่องนี้ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีโครงการจะเรียกคนจำนวนมากๆ มาช่วยกันแปลความรู้ในอินเทอร์เน็ตที่แจกฟรีจำนวนมหาศาล ให้มาอยู่ในรูปภาษาไทย ปัญหาคือขั้นตอนการทำงานร่วมกันที่ค่อนข้างลำบาก เพราะเป็นการผสมๆ กันระหว่างการแปล และการทำงานร่วมกันแบบวิกิ ซึ่งเท่าที่หาดู ยังไม่มีใครทำกันซักคน ส่วนนี้อาจจะต้องทำกันเองในอนาคต แต่ที่ทำได้ในตอนนี้คือการแปลงเอกสารที่จะแปล ให้อยู่ในฟอร์แมตอย่าง XLIFF หรือ TMX แล้วหา CVS Server ซักที่เพื่อเก็บไฟล์เหล่านี้ เวลาใครจะส่งแพตซ์ ก็ส่งไฟล์ TMX กันนี่ล่ะ ซึ่งก็ merge กันได้ไม่ยากอยู่แล้ว ด้านเทคนิคตอนนี้คิดออกแล้ว เหลือแต่คนกับเซิร์ฟเวอร์นี่จะไปหาที่ไหนล่ะนี่ ปล. ตอนนี้ความคิดยังไม่ตกสะเก็ดดีนัก ไว้จะมาเล่าถึงขั้นตอนการทำงานที่อยากให้เป็นกันต่อไป
ว่ากันว่าเวลาสามารถพิสูจน์อะไรได้หลายๆ อย่าง ในวันหนึ่งที่เรามีความฝัน เราอยากจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของเรา เรามีกำลัง ขาดเพียงแค่ความเชื่อมั่น เราขาดแค่ความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่นั่นก็พอที่จะทำให้เราหยุดเดิน แล้วเริ่มมองว่าคนอื่นๆ ไปทางไหนกัน เราหันไปทางนั้นแล้วเริ่มเดินออกไป…. เวลาผ่านไป เราลืมความฝันที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง เด็กคนหนึ่งเดินทางมาตัดกับเราที่แยกแห่งหนึ่ง เราบอกเขาว่า “เดินไปทางนี้สิ นี่เป็นทางที่ทุกคนเขา้เดินกันมา” เด็กหนุ่มคนนั้นบอกเราว่า “ไม่ ผมเลือกแล้วที่จะเดินไปอีกทาง” “แต่ทางนั้นไม่มีใครเคยได้กลับมา…” เด็กหนุ่มคนนั้นตอบว่า “คุณก็ไม่คิดจะหันหลังกลับในทางของคุณเช่นกัน” เรามองทางที่เด็กหนุ่มนั้นเดินไป มองเห็นแสงที่ปลายทางนั้น แล้วนึกขึ้นได้ว่าทางนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นทางที่เราอยากเดินไป แต่เราเลือกจะเดินทางนี้ เพราะมันถูกพิสูจน์แล้วด้วยเวลาที่ยาวนาน มันถูกพิสูจน์ หรือเวลาเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เราลองเส้นทางอื่นกัน เราเริ่มมองไปอีกทาง….
¶
Posted 06 April 2006
† lewcpe
§
‡
°
Tagged: life