Audiobooks

ปีนี้เป็นปีแรกที่ฟัง Audiobook จริงจัง พบความมหัศจรรย์ว่ามันเปลี่ยนเวลาที่เคยเสียไปเฉยๆ กลับมาเป็นเวลาอ่านหนังสือได้อย่างดีเยี่ยม เลยมารวมว่าปีนี้ฟังอะไรไปแล้วบ้าง

ทั้งหมดซื้อมาจาก Hunble Bundle หรือ Audible ตอนลดราคา

  • True Grit: เล่มแรกๆ ประทับใจจากตอนดูหนัง ฟังหนังสือก็ดีไม่ต่างกัน
  • Red Rising: นิยายเครียดอีกเรื่อง เห็นว่ากำลังทำหนัง
  • Stolen: นิยายเด็ก ฟังไม่ยากนัก แต่
  • Naked Statistics: อยากเขียนบทความเรื่องความน่าจะเป็น เลยอ่านเล่มนี้
  • Age of Ambition: จีนในยุคปัจจุบันเปลี่ยนจากจีนที่เรารู้จัก 20-30 ปีก่อนแบบไหน
  • The Hunt for Red October: นิยายคลาสสิคของ Tom Clancy เหมือนเคยอ่านบางส่วนแล้วแต่จำไม่ได้ กล้บมาอ่านอีกทีก็ยังสนุก
  • Unbroken: ฟังจบก่อนหนังเข้า (มันลดราคาช่วงโปรโมทหนัง) พบว่าสนุกดี หนังคงต้องไปดู
  • American Icon: เป็นหนึ่งในเล่มแรกๆ ที่อ่านจาก Audible และนำมาเขียน Meconomics
  • Life of Pi: มีหนังสือแล้วอ่านไม่จบ มาจบตอนฟัง Audiobook
  • The Origins of Political Order: กระบวนการสร้างชาติและรัฐ หลักการที่เรามีอยู่ อย่าง Rules of Law บางทีก็ไม่ใช่สิ่งที่ดูดีสำหรับคนทั่วไป เช่น ระบบวรรณะของอินเดียก็เป็น Rules of Law ของอินเดีย ที่กฎอยู่ได้ด้วยตนเองโดยผู้ครองอำนาจเปลี่ยนตามใจไม่ได้
  • Unfinished Empire: ประวัติศาสตร์อังกฤษยุคอาณานิคมไปจนถึงการล่มสลาย
  • The Elephant Whisperer: บันทึกของคนดูแลอุทยานอนุรักษ์สัตว์ในแอฟริกา กับช้างป่า
  • The Reason I Jump: อธิบายออทิสติกจากคนเป็นออทิสติก
  • Why Nations Fail: ประวัติศาสตร์ของความล่มสลายทางการเมือง อธิบายด้วยความมีส่วนร่วมทางการเมือง (ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย เพราะย้อนไปก่อนหน้านั้น)
  • The Double Helix: บันทึกการค้นพบโครงสร้าง DNA เขียนโดย James Watson ที่เพิ่งประกาศขายเหรียญรางวัลโนเบล
  • How to Fail at Almost Everything and Still Win Big: หนังสือโดยคนเขียนการ์ตูน Dilbert อ่านจบแล้วพบว่ามันรวยมาก (ใช้ชื่อเสียงจากการเขียนการ์ตูนไปพูดตามงานอบรม)
  • The 100-Year-Old Man Who Climbed Out the Window and Disappeared: นิยายเสียดสีสังคม อ่านเป็นเล่มแรกๆ พบว่ายังฟังไม่เก่งพอ รู้เรื่องแต่พลาดมุขไปหลายมุข
  • Paper Towns: นิยายวัยรุ่นของนักเขียนดังอย่าง John Green ก็สนุกดี
  • Act of Valor: นิยายจากหนัง อ่านเอามัน
  • The Perks of Being a Wallflower: นิยายวัยรุ่นอีกเล่ม สนุกพอๆ กับหนัง รายละเอียดดีกว่า
  • Worst Ideas Ever: ซื้อเพราะลดราคา อ่านเล่นไม่สนุกนักแต่พอไหว อ่านเกร็ดความรู้แบบนี้ไปอ่านพวก Mental Floss ดีกว่าเยอะ
  • Brain on Fire: ประวัติของคนเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองแบบมีผลกับสมองทำให้ผิดปกติไปช่วงใหญ่

ifine

ไปดูมาหลายวันแล้วคิดว่าจะเขียนถึงสักที

  • GTH เริ่มพบสูตรสำเร็จแบบนิยายแจ่มใส เนื้อเรื่องวิ่งไปมาก็พอเดาได้ว่า “ประมาณนี้”
  • แต่เนื้อเรื่องนี้ทำให้คิดถึงเรื่อง กวน มึน โฮ มากเป็นพิเศษ เพราะเงื่อนการศึกษาเป็นอีกปัจจัยที่ซ่อนอยู่ในเรื่องเหมือนกัน
  • โฆษณาทั้งเรื่องอยู่ในระดับ “พอไหว” ไทยประกันก็ไม่ได้น่าเกลียดมากแบบคิดถึงวิทยา โฆษณาตามบันไดเลื่อนมันก็มีทั่วไป
  • มีเลวสุดคงเป็นเป็บซี่ ทั้งที่ในกวน มึน โฮ วางลงไปในเรื่องได้ดีมาก
  • เรื่องกาโม่มาก แต่น้อยกว่า ATM แล้ว โดยส่วนตัวแล้วรำคาญความกาโม่ของ  GTH พยายามทำหลายเรื่องแต่ทำได้ไม่ดี ประดักประเดิก ไม่ต้องพยายามกาโม่แบบแต่เกินจริงโดยตัวเหตุการณ์อย่าง รถไฟฟ้า หรือกวน มึน โฮ ออกมาดูดีกว่า
  • เนื้อเรื่องพยายามเล่นกับชื่อครูเพลง แต่น่าจะดัดทิ้งไปเยอะ เพราะมีแนวเพลงโผล่มาในเรื่องแค่สองแบบ และตอนจบเป็นเพลงแดนซ์ ฉากตัดบอกแนวเพลงกระชากอารมณ์ออกจากเรื่องมาก ควรตัดทิ้งไปทั้งหมด
  • มุขทะลึ่งไม่ขำ คือเล่นตลกทะลึ่งคงเล่นได้ แต่เล่นแบบเหมือนคิดไม่ออกว่าจะเล่นอะไร มีดารา AV เลยพยายามใส่มุขทะลึ่ง ตอน Skype ผมนั่งดูแล้วคิดว่า “เชี่ยไรเนี่ย”
  • โดยรวมมุขอื่นๆ ยังพอได้ ดูๆ ไปอย่าคิดมาก ก็คุ้มค่าตั๋วดี

The Hanging Tree (Mockingjay part 1)

ช่วงหลังๆ เวลาเราพูดถึงเรื่อง The Mockingjay เรามักพูดกันถึงเรื่องการชูสามนิ้วเป็นหลัก แต่ในภาคสามที่จริงแล้วประกายสำคัญในเรื่องกลับเป็นเพลง The Hanging Tree หรือต้นไม้แขวนคอ ที่โผล่มาในเรื่อง

เพลงนี้ในหนังจะเห็นตอนที่ Katniss ออกไปถ่ายวิดีโอ มันเป็นเพลงต้องห้ามที่พ่อร้องให้ฟังตอนเด็กๆ จนกระทั่งทะเลาะกับแม่ของ Katniss เอง และแม่สั่งให้ Katniss ลืมเพลงนี้เสียจนกระทั่งเธอจำได้ทุกคำเพราะแม่สั่งให้ลืม

Are you, Are you
Coming to the tree 
Wear a necklace of rope, side by side with me. 
Strange things did happen here, 
No stranger would it be, 
If we met up at midnight in the hanging tree.

เนื้อเพลงสยองมากจนน่าแปลกว่าทำไมพ่อถึงร้องให้ฟัง แต่มันเป็นเพลงแสดงความข้นแค้นอย่างที่สุดเมื่อถูกกดขี่ และคิดว่าตายก็ดีกว่าอยู่ให้โดนกดขี่ต่อไป

เพลงนี้เลยกลายเป็นตัวจุดฉนวนสำคัญให้คนในเขตอื่นๆ ลุกขึ้นสู้ต่อชนิดยอมตายในหนัง

หนังสือมีไว้ให้อ่าน

มีแนวคิดเกี่ยวกับหนังสือที่สะสมมาจากการดองหนังสือและอ่านหนังสือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ “หนังสือมีไว้อ่าน” และไม่ได้มีไว้เก็บ

ไม่ใช่ว่าผมจะเลิกซื้อหนังสือเร็วกว่าที่อ่านหมด ช่วงหลัง Kindle + Audible ยิ่งซื้อเยอะ อ่านไม่ทัน (แต่โดยรวมใช้เงินกับหน้งสือน้อยลง)

แต่หมายถึงว่าเป้าหมายของหนังสือควรอยู่ที่ว่ามันถูกอ่านไปแล้วกี่ครั้ง หลังจากมีความคิดแบบนี้ ก็เริ่มนโยบายใหม่กับหนังสือที่อ่านจบแล้วของตัวเอง หนังสือที่อ่านจบแล้วจะถูกป่าวประกาศว่ามีใครอยากได้ต่อบ้างไหมเสมอๆ เพื่อให้มันทำหน้าที่ของมันได้ต่อ

หนังสือที่ไม่มีใครรับจะถูกเอาไปขาย

ตลาดหนังสือมือสองภาษาอังกฤษบ้านเราขายหนังสือประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของราคามือหนึ่ง แต่ราคารับซื้อหนังสือมือสองตามร้านส่วนใหญ่อยู่ที่ 20-50 บาทเท่านั้น

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะประเด็นผมไม่ใช่การได้เงิน ผมขายหนังสือไปเพราะให้ร้านทำหน้าที่หาคนที่อยากอ่านหนังสือของผมมารับหนังสือต่อไป

ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

บางครั้งที่ไปขายหนังสือ ผมมักจะหยิบหนังสือกลับมาเล่มสองเล่ม ให้พอดีกับค่าหนังสือที่ขายได้

หลังขายก็มองหนังสือจากไป แล้วหวังว่ามันจะได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในเร็ววัน