Category Archives: analysis

เขื่อนแม่วงก์

ช่วงนี้มีประเด็นเยอะ อ่านๆ ดูแล้วมันกระจายมาก ลองรวบๆ มาอีกที ตัวเลขผมปัดๆ ไปอย่างจงใจให้กลมๆ ข้อมูลพื้นฐาน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีพื้นที่ 550,000 ไร่ มีหลายอุทยานติดกัน พื้นที่รวมๆ 11 ล้านไร่ ตัวเขื่อนที่เสนอ กินพื้นที่ 13,000 ไร่ ถ้าเป็นไปตามที่ออกแบบ จะจุน้ำได้ 250 ล้านลบ.ม. เวนคืนที่ดินคลองอีก 11,000 ไร่ เทียบขนาดเขื่อนกับเขื่อนอื่น ที่มา 1, 2, 3,4 เขื่อนศรีนครินทร์ 18,000 ล้านลบ.ม. เขื่อนภูมิพล 13,500 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ 9,500 ล้านลบ.ม. เขื่อนวชิราลงกรณ์ 8,900 ล้านลบ.ม. เขื่อนรัชชประภา 5,600 ล้านลบ.ม. เชื่อนอุบลรัตน์ 2,400 ล้านลบ.ม. เขื่อนสิรินธร 2,000 ล้านลบ.ม. เขื่อนบางลาง 1,400 ล้านลบ.ม. […]

ด้วยความกรุณา

ช่วงหลังๆ นี้มีเรื่องต้องเขียนเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานหลายๆ อย่าง และต้องถกกับหลายๆ คนในเรื่องนี้ ผมพบว่าคนไทย แม้จะเป็นคนมีความรู้เอง ยังมองไม่ออกในเรื่องของสิทธิพื้นฐาน เรายังอยู่กับความคิดของบุญกรรม เรายังไม่รู้สึกรับผิดชอบอะไรที่มีใครบางคนในสังคมเดียวกับเราไม่ได้รับสิทธิอะไรบางอย่าง คนเหล่านั้นไม่ใช่คนชั่วร้ายอะไร คนจำนวนมากเป็นคนดีที่ผมคงบอกได้ว่าเป็นคนดีมากกว่าผม เขาพร้อมจะสละหลายๆ อย่างเพื่อแสดงความ “กรุณา” แก่ผู้ด้อยโอกาสที่เขาเห็นว่าสมควรจะได้รับ แต่สิทธิไม่ใช่เรื่องการควรได้หรือไม่ควรได้ สิทธิพื้นฐานมันคือเรื่องของสิ่งที่คุณจะได้เองทันที เมื่อคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รับรองสิทธิพื้นฐานเหล่านั้น ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน ไม่ว่าคุณจะน่าสงสารหรือสมประกอบ เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาที่ดี ไม่ว่าจะมีคุณย่าป่วยต้องหาเลี้ยงอยู่ที่บ้านหรือไม่ คนไทยทุกคนต้องเข้าถึงการปัจจัยพื้นฐานได้แม้เขาจะเป็นนักโทษฉกรรจ์ในเรือนจำก็ต้องได้รับการรักษาโรค สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่สิทธิตามแต่ผู้ให้บริการจะทำให้ได้เมื่อสะดวก แต่เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการต้องจัดหาให้พร้อมก่อนจะให้บริการ การมองสิทธิว่าทุกคนต้องได้รับจึงไม่ใช่เรื่องของความกรุณา มันเป็นเรื่องของการเชื่อว่าทุกคนควรได้รับเท่าๆ กันจริงๆ ไม่ว่าจะน่ารังเกียจ หรือไม่สมควรได้เพียงใด วันหนึ่งสังคมเราคงมองมันออก และเปลี่ยนความคิดไป

พื้นที่เปิดโล่ง

หนึงในนโยบายทางการศึกษาที่ผมเห็นการเริ่มต้นของมันด้วยตา และมองว่ามันเส็งเคร็งที่สุดคือนโยบายทรานสคริปต์กิจกรรม กิจกรรมเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ผมเองสนับสนุนให้น้องๆ ทำกิจกรรมเรื่อยมา แต่มันไม่ใช่มันดีเพราะมันเป็นกิจกรรม กิจกรรมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งการศึกษา กิจกรรมคือการสร้างพื้นที่ “เปิดโล่ง” ให้กับสถานศึกษา มันคือสิ่งที่ใช้เรียกการกระทำ “อะไรก็ได้” ตามแต่ที่ตัวคนเรียนจะเห็นสมควร ภายใต้กรอบที่กว้างที่สุดเท่าที่สถานศึกษาจะเปิดพืนที่ให้ได้ การศึกษาที่เคารพผู้เรียนว่าไม่โง่งี่เง่าจนคิดอะไรไม่ออก ควรเปิดพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วิชาเลือกต่างๆ ควรมีความหลากหลายและเพียงพอที่คนเรียนจะเลือกเส้นทางของตัวเองได้อย่างกว้างขวาง แต่กระนั้นแม้การสร้างทางเลือกให้มากมายแล้วก็ยังมีบางอย่างที่เกินกว่าจะสร้างทางเลือกในฐานะ “วิชา” ในสถานศึกษาไปได้ นั่นคือต้องมีกิจกรรม ในภาวะที่หน่วยงานการศึกษาไทยจำนวนมากมีทรัพยากรจำกัดจำเขี่ย ผู้บริหารไร้ศักยภาพแม้แต่จะจัดสรรวิชา “บังคับ” ให้มีเพียงพอต่อการเรียน กลับเกิดภาวะแย่งกันเรียนจนแทบจราจลทุุกปี เราจะเชื่ออะไรกับคนกลุ่มนี้ที่มาพูดเรื่องความหลากหลาย สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่ความหลากหลาย สิ่งที่พวกเขาทำคือการสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิขึ้นมาให้คนกราบไหว้ พวกเขาเลือกกิจกรรมขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาสร้างภาพสิ่งที่เรียกว่าเป็นกิจกรรมให้สำเร็จรูป ตามภาพความเชื่อของพวกเขา กิจกรรมถูกบีบให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นกิจกรรม สิ่งอื่นๆ นอกจากนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีที่ยืน ทุกอย่างมันย้อนกลับไปที่คำถามเริ่มต้น คุณเชื่อในคนเรียนแค่ไหน หรือคุณเห็นเขาเป็นแค่กระดาษที่รอการพิมพ์เนื้อความลงไป

ผู้หญิงคนแรก

เคยเขียนเรื่องคนดีไว้ที่ไหนสักที่ ว่าเวลาเราดีใจที่เราพบคนดีในสังคม นั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าสังคมเราน่าเวทนาที่ต้องแสดงความยินดีเมื่อเจอคนดี และอีกแง่เรากำลังรู้สึกว่าการทำความดีเป็นเรื่องพิเศษที่ห่างไกลตัวเราเอง ในแง่ของความเท่าเทียมทางเพศก็เช่นกัน ถ้าเรายังต้องแสดงความดีใจทุกครั้งที่มีผู้หญิงทำหน้าที่ต่างๆ และไปแสดงความยินดีเพราะเธอเป็น “ผู้หญิง” เป็นการยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องแปลก และเป็นความน่ายินดีที่มันเป็นเรื่องแปลกเสียด้วย ในแง่หนึ่งการดีใจกับคนที่ก้าวสู่ตำแหน่งต่างๆ ได้เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิง คือการดูถูกว่าเธอเป็นผู้หญิงจึงได้รับการยกย่องในตำแหน่งเดียวกันเป็นพิเศษ ถ้าใสใจความเท่าเทียม อาจจะต้องเริ่มจากการมองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นด้านดีและด้านแย่