เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน

ประเด็นการเมืองในช่วงหลัง วนเวียนอยู่กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของคนกลุ่มต่างๆ กันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ แต่แม้ว่าผมจะเรียกร้องความโปร่งใสภาครัฐ แต่ที่ผ่านมาผมไม่สบายใจกับกระบวนการเปิดเผยทรัพย์สินของนักการเมืองของไทยนัก เพราะมันละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวในแบบที่ไม่มีขอบเขต ผมดูครั้งล่าสุดมีทั้ง อีเมล, ที่อยู่, เบอร์โทร, บ้านทุกหลัง, มรดกสมบัติเก่า ฯลฯ

ที่น่ากังวลคือเรากำลังทำให้การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินเป็นยาวิเศษ ช่วยตรวจสอบการโกงโดยไม่ต้องสนใจความเป็นส่วนตัวใดๆ ของคนมาดำรงค์ตำแหน่ง (เรื่องการมาถูกหรือมาผิดคงต้องแยกออกไป)

กระบวนการจับคนดำรงค์ตำแหน่งทางการเมืองมาแก้ผ้าให้เราเห็นคงเป็นเรื่องสะใจเมื่อฝ่ายที่เราเชียร์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่เมื่อทุกฝ่ายพากันขยายขอบเขตโดยไม่ดูว่ามันไปละเมิดคนเข้าไปในตำแหน่งแค่ไหน ราคาที่เราต้องจ่ายให้กับความสะใจมันก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

กระบวนการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินที่ลงรายละเอียดแบบไม่เคารพความเป็นส่วนตัว เป็นอีกอย่างที่ทำให้คนดีๆ ไม่อยากมาทำงานการเมือง และคนที่สะใจกับการเปิดเผยบัญชีเหล่านี้เองล่ะ ก็สั่งคร่ำครวญว่าตัวเองไม่มีตัวเลือก ไม่มีที่ยืน เพราะฝ่ายใดๆ ก็ล้วนไม่ดีพอ

ให้ลงไปทำเองก็ไม่ลง เพราะเปลืองตัว อยากให้คนดีๆ (ที่ไม่ใช่กู) ลงไปแก้ผ้าให้คนอื่นดู

ความโปร่งใสที่ไม่เคารพความเป็นคนไม่เคารพความเป็นส่วนตัวมันไม่ใช่ความโปร่งใส มันคือการกระหายหาเรียลลิตี้โชว์มาดูไปวันๆ

Fury

10501791_285235271659266_2865517243514964245_n

ไม่ได้ดูหนังอารมณ์แบบนี้มาตั้งแต่ Saving Private Ryan โทนหนังแนวๆ เดียวกัน

โม้นิดหน่อยตอนต้นเรื่องว่ารถถังเยอรมันเยอะกว่า สร้างภาพว่าพระเอกลำบาก แต่จริงๆ แล้วปริมาณรถถังนี่ฝ่ายสัมพันธมิตรเยอะกว่าแบบเทียบไม่ติด

มีฉากสู้กับรถถัง Tiger I คันเดียวสอย Sherman ได้สามคัน อ่านดูก็ประมาณนั้นจริงๆ Tiger I เกราะหนามาก แถมหนัก 80 ตัน ถ้า Sherman ไม่ยิงจ่อๆ จะยิงไม่เข้า

แต่ Tiger I ก็ข้อเสียเยอะ ค่าผลิตแพงมาก ใช้เวลาผลิตนาน รถหนักจัดทำให้วิ่งบนสะพานไม่ได้ (ตอนขนส่งในหนังก็ลำบาก ต้องสร้างถนนให้มันเฉพาะ)

หนังไปถ่ายในอังกฤษเพราะรถถังส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป อเมริกาไปรบแล้วทิ้งไว้เลย ไม่เอากลับ

กลับบ้านมานั่งอ่านประวัติศาสตร์ช่วงสงครามจบ จากที่เคยอ่านแต่ช่วงที่แยกเบอร์ลินแล้ว

Whiplash

whiplash

คนเราหลายครั้งอาจจะต้องเลือก เลือกที่จะยิ่งใหญ่ หรือเลือกที่จะมีชีวิต

การเลือกที่จะมีชีวิตมักไม่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็มีชีวิต มีครอบครัว มีคนรอบข้าง

คนบางคนเลือกที่จะยิ่งใหญ่ โดยมองชีวิตที่พังลงไปต่อหน้าต่อตา พวกเขามองคนรอบข้างออกไปจากชีวิต พวกเขาเสียเพื่อน เสียครอบครัว

เพราะพวกเขาได้เลือกแล้วว่าจะยิ่งใหญ่

แม้ว่าเขาอาจจะพลาด และอาจจะไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตอีกตลอดกาล

แต่เขาก็ได้เลือกแล้ว

เคยเขียนอะไรแบบนี้เมื่อนานมาแล้วทีนึง

สภาพอุดมคติ

เวลาพูดคุยกันโดยเฉพาะเรื่องการเมืองกับใครสักคนในช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องน่าเบื่ออย่างหนึ่งคือการยกสภาพความจริง ว่าสภาพอุดมคตินั้นไม่มีจริง

สักพักข้อโต้แย้งว่าสภาพอุดมคติไม่มีจริงก็กลายเป็นข้อสนับสนุนจากสภาพห่างไกล จากความเป็นอุดมคติไปได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ข้อเท็จจริง (ซึ่งเป็นได้เพียงเท็จหรือจริง) ว่าสภาพอุดมคติไม่มีจริง มักเป็นการโต้เถียงที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญาและความคิดใดๆ และสวนทางกับข้อเท็จจริง (อีกเช่นกัน) ว่าความรู้จำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตจริงทุกวันนี้ มาจากการเรียนสภาพอุดมคติของสิ่งรอบตัวเราจำนวนมาก

เราคงไม่บอกว่ากฎของนิวตันไม่เป็นจริง แม้จะเล็กน้อยแค่ไหน แล้วก็เลิกเรียนมันไปเสียเฉยๆ

การไม่อยู่ ไม่เคยอยู่ หรือไม่มีใครเคยอยู่ ในสภาพอุดมคติ ไม่ได้บอกว่าเราไม่สามารถเข้าใกล้ หรือไม่สามารถเข้าใกล้ สภาพอุดมคติไปได้อีกขั้น ปัญหาหลายอย่างที่เกิดจากสภาพนอกเหนือสภาวะอุดมคติสามารถจัดการได้หากเราเข้าใกล้สภาวะมากพอ แบบเดียวกับที่สูตรฟิสิกส์หลายตัวสามารถทำให้ง่ายลงด้วยคำว่า “น้อยมากตัดทิ้ง”

การหาเส้นทาง การรู้ทิศทางที่จะเดิน ยังไงคงดีซะกว่าเดินเปะปะไปมา