เรียนรู้จาก Uber

ปัญหา Uber เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาอีกจำนวนมากที่กำลังจะเกิดใน Sharing Economy บ้านเราเองยังเพิ่งเกิดอย่างแรกๆ เพราะเรามีความฝังใจกับปัญหาแท็กซี่เป็นพิเศษ แต่ในไม่นานปัญหาซ้ำรอยเดิมๆ จะเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ปัญหาของแท็กซี่เดิมเองแยกเป็นสองส่วน คือ โครงสร้างราคา และการควบคุมของรัฐ

โครงสร้างราคาของแท็กซี่เองตายตัวอย่างมาก ตั้งครั้งเดียวใช้กันยาวนานนับสิบปี พอจะปรับแต่ละครั้งกลายเป็นปัญหาการเมืองว่าจะทำให้ค่าครองชีพแพง พอจะปรับก็กระมิดกระเมี้ยนกันไปมา หลายค่าตั้งมาโดยไม่มีหลักอะไร เช่น ถือว่ารถวิ่งช้ากว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นรถติด ซึ่งไร้สาระมาก เพราะรถวิ่ง 10 หรือ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็รถติดทั้งนั้น การที่รัฐมาจินตนาการกฎชุดหนึ่งแล้วบอกว่ามันคือความถูกต้อง ในตลาดจริงเมื่อมันไม่สมเหตุสมผล คนที่รับกรรมคือคนเดินดินที่ต้องใช้แท็กซี่

สิ่งที่เราควรบอกรัฐคือ เลิกยุ่งกับราคา แท็กซี่ไม่ได้ไม่มีการแข่งขัน แต่รัฐเองทำลายการแข่งขันของแท็กซี่ด้วยการล็อกราคาตายตัว แท็กซี่ที่พยายามสร้างรายได้ให้มากที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่งยอมรับกับราคาที่รัฐตั้งมาไม่ได้ก็ไม่ยอมรับผู้โดยสารและหาทางทำกำไรสูงสุดจากช่วงเวลาที่ขับรถ

ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการราคาตายตัวแบบเดียวที่รัฐคิดสำเร็จมาให้ Uber มีเกณฑ์ที่ต่างออกไปยังมีคนมีความสุขกับมันมากมาย แม้แต่ Surge Pricing เองจำนวนปัญหาจริงๆ ก็ไม่มากนัก คนไทยเองผมยังแทบไม่ได้ยินปัญหาแรงๆ ออกมา สิ่งที่คนต้องการคือ ราคาและบริการที่คาดหวังได้ ถ้าเขาเรียกรถแล้วจะประมาณได้ว่าถึงจุดหมายในงบประมาณเท่าใด ผู้ให้บริการอาจจะปรับราคาไปบ้าง แต่ถ้าการปรับราคายังทำให้ผู้ใช้คาดเดาได้ ปัญหาก็น้อยลง รัฐเองไม่มีความสามารถจะยืดหยุ่นราคาที่ตัวเองควบคุมไว้ อย่าว่าแต่ช่วงฝนตกรถติดแล้วควรขึ้นราคาให้ น้ำมันขึ้นราคาเป็นปีการตอบสนองก็ยังช้ามาก

การควบคุมของรัฐที่ล้มเหลวเป็นผลที่ตามมาจากการควบคุมเกินความสมเหตุสมผล เมื่อแท็กซี่พากันไม่ยอมรับผู้โดยสารในบางเส้นทาง ผู้คนเบื่อหน่ายกับการร้องเรียนที่ล่าช้า เจ้าหน้าที่เองก็อาจจะโดนร้องเรียนจนงานเต็มมือ สุดท้ายมันกลายเป็นวังวนสู่ความล้มเหลวของการควบคุมภาครัฐ การตามจับกรณียิบย่อยไม่ได้ช่วยให้ผู้บริโภคได้บริการที่ดีแต่อย่างใด

Sharing Economy ควรทำให้เราตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วเราจำเป็นต้องให้รัฐทำหน้าที่ควบคุมแบบทุกวันนี้จริงๆ หรือ รัฐเคยสัญญากับเราว่ารถแท็กซี่ควรถูกจดทะเบียนอย่างถูกต้อง คนขับควรมีใบขับขี่พิเศษมีการตรวจอาชญากรรม แต่เอาเข้าจริงรัฐก็มีความสามารถในการตรวจตราจำกัด และไม่ขยายตัวเองออกไปตามปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ผู้ให้บริการ Sharing Economy อย่าง Uber สามารถเก็บประวัติคนขับ ณ เวลาหนึ่งๆ ได้เหมือนที่รัฐเคยสัญญาว่าจะทำ หรือ Airbnb สามารถเก็บรายชื่อผู้เข้าพักบ้านพักได้เหมือนโรงแรมที่เก็บรายชื่อแขกที่มาพัก กระบวนการเหล่านี้มีประสิทธิภาพดีพอสมควร ที่สำคัญคือดูจะดีกว่าสิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่ มันก็ควรถึงเวลาที่เราจะบอกรัฐให้วางมือกับงานบางอย่าง

การถอนการกำกับดูแลบางส่วน รัฐอาจให้เอกชนเป็นคนดูแลว่าคนขับตรงกับที่แจ้งหรือไม่ และหากมีเหตุต้องส่งรายระเอียดให้รัฐได้อย่างรวดเร็ว Airbnb อาจจะต้องส่งรายชื่อผู้เข้าพักให้กับรัฐแบบเดียวกับที่โรงแรมส่งให้ รัฐอาจจะแจ้งรายชื่อผู้ให้บริการจับคู่ใน Sharing Economy ว่ามีใครติด blacklist ห้ามให้บริการแทนที่จะลงไปดูแลโดยตรงทั้งหมด บริษัทอย่าง Uber อาจจะต้องส่งชื่อและลายนิ้วมือเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อนให้บริการเช่นเดียวกับคนขับแท็กซี่ (ที่ถูกต้อง) ทุกวันนี้

กระบวนการถอนการกำกับดูแลออกบางส่วนเกิดขึ้นเสมอ สถานตรวจภาพรถเอกชน, สนามสอบใบขับขี่เอกชน, ธนาคาร, สถาบันการเงิน, เครือข่ายโทรศัพท์ ฯลฯ ล้วนถูกกำกับดูแลในระดับที่สูงกว่า หลายอย่างมีการแข่งขันราคาที่ต่างกัน เทคโนโลยีและการที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นของที่มีอยู่ทั่วไปเปิดให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ขึ้นอย่างมหาศาล

และเมื่อมีคนทำได้ดีแล้วก็ควรถึงเวลาที่รัฐจะมองหน้าที่ของตัวเองใหม่ ปรับบทบาทให้มีประสิทธิภาพ

The Hanging Tree (Mockingjay part 1)

ช่วงหลังๆ เวลาเราพูดถึงเรื่อง The Mockingjay เรามักพูดกันถึงเรื่องการชูสามนิ้วเป็นหลัก แต่ในภาคสามที่จริงแล้วประกายสำคัญในเรื่องกลับเป็นเพลง The Hanging Tree หรือต้นไม้แขวนคอ ที่โผล่มาในเรื่อง

เพลงนี้ในหนังจะเห็นตอนที่ Katniss ออกไปถ่ายวิดีโอ มันเป็นเพลงต้องห้ามที่พ่อร้องให้ฟังตอนเด็กๆ จนกระทั่งทะเลาะกับแม่ของ Katniss เอง และแม่สั่งให้ Katniss ลืมเพลงนี้เสียจนกระทั่งเธอจำได้ทุกคำเพราะแม่สั่งให้ลืม

Are you, Are you
Coming to the tree 
Wear a necklace of rope, side by side with me. 
Strange things did happen here, 
No stranger would it be, 
If we met up at midnight in the hanging tree.

เนื้อเพลงสยองมากจนน่าแปลกว่าทำไมพ่อถึงร้องให้ฟัง แต่มันเป็นเพลงแสดงความข้นแค้นอย่างที่สุดเมื่อถูกกดขี่ และคิดว่าตายก็ดีกว่าอยู่ให้โดนกดขี่ต่อไป

เพลงนี้เลยกลายเป็นตัวจุดฉนวนสำคัญให้คนในเขตอื่นๆ ลุกขึ้นสู้ต่อชนิดยอมตายในหนัง

หนังสือมีไว้ให้อ่าน

มีแนวคิดเกี่ยวกับหนังสือที่สะสมมาจากการดองหนังสือและอ่านหนังสือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ “หนังสือมีไว้อ่าน” และไม่ได้มีไว้เก็บ

ไม่ใช่ว่าผมจะเลิกซื้อหนังสือเร็วกว่าที่อ่านหมด ช่วงหลัง Kindle + Audible ยิ่งซื้อเยอะ อ่านไม่ทัน (แต่โดยรวมใช้เงินกับหน้งสือน้อยลง)

แต่หมายถึงว่าเป้าหมายของหนังสือควรอยู่ที่ว่ามันถูกอ่านไปแล้วกี่ครั้ง หลังจากมีความคิดแบบนี้ ก็เริ่มนโยบายใหม่กับหนังสือที่อ่านจบแล้วของตัวเอง หนังสือที่อ่านจบแล้วจะถูกป่าวประกาศว่ามีใครอยากได้ต่อบ้างไหมเสมอๆ เพื่อให้มันทำหน้าที่ของมันได้ต่อ

หนังสือที่ไม่มีใครรับจะถูกเอาไปขาย

ตลาดหนังสือมือสองภาษาอังกฤษบ้านเราขายหนังสือประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของราคามือหนึ่ง แต่ราคารับซื้อหนังสือมือสองตามร้านส่วนใหญ่อยู่ที่ 20-50 บาทเท่านั้น

แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะประเด็นผมไม่ใช่การได้เงิน ผมขายหนังสือไปเพราะให้ร้านทำหน้าที่หาคนที่อยากอ่านหนังสือของผมมารับหนังสือต่อไป

ให้มันได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง

บางครั้งที่ไปขายหนังสือ ผมมักจะหยิบหนังสือกลับมาเล่มสองเล่ม ให้พอดีกับค่าหนังสือที่ขายได้

หลังขายก็มองหนังสือจากไป แล้วหวังว่ามันจะได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้งในเร็ววัน

Good bye my monitor…

6-20-08-e2200hda_1

จอภาพ BenQ 21.5″ เป็นของชิ้นนึงที่รู้สึกว่าคุ้มมากที่ซื้อมา มันเป็นจอแรกๆ ในตลาดที่ความละเอียดเป็น Full HD แต่ราคาต่ำหมื่น (ตอนซื้อมาน่าจะ 7-8,000 บาท) แม้ว่าคุณภาพภาพจะไม่ดีนักเพราะเชื่อมต่อ VGA ถ้าวันไหนมีสัญญาณรบกวนข้าหน่อยภาพก็เป็นริ้วขึ้นมาเลย รวมถึงคอมพิวเตอร์บางตัวไม่รองรับภาพ 1080p ผ่าน VGA เสียอีก

แต่โดยรวมแล้วมันทำงานได้ดี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในได้อย่างคุ้มค่าราคาทุกบาทของมัน ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มองข้ามไปได้ไม่ยากถ้ามองถึงราคาละหากคุณใช้กับงานเขียนโปรแกรมแล้วสิ่งที่คุณต้องการก็แต่พื้นที่การทำงานเยอะๆ มันอยู่ทนนานเรื่อยมาแม้ผมจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ไปแล้วเกือบครึ่งโหลตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ทุกวันนี้ผมปลดมันเป็นจอภาพสำรอง และจอภาพหลักใช้ monitor ที่มี HDMI ทั้งหมดแล้ว

แต่ก็น่ายินดีที่ได้เจอกับมัน